ยอดเขาหยกมรกต –รางวัลจาก์และปรัชญาจากดิน
เช้าตรู่วันใหม่บนยอดเขาหยกมรกต พิธากำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนโขดหินใหญ่ที่ยื่นออกไปจากหน้าผาสายลมเย็นพัดโชยมาปะทะร่าง ทำให้ชายผ้าแพรสีขาวพลิ้วไหว ดวงตาของเขาปิดสนิทแต่ภายในจิตใจกลับกำลังครุ่นคิดอย่างหนัก
เมื่อคืนที่ผ่านมาหลังจากที่เมขลาได้ัักับสภาวะ "ไร้ตัวตน"และพลังกระบี่ของนางก้าวหน้าไปอีกขั้นระบบมนุษย์์ที่เงียบงันมานานก็พลันส่งเสียงก้องกังวานขึ้นในหัวของพิธา
ติ๊ง!
“ภารกิจ‘ชี้แนะศิษย์น้องให้ตระหนักรู้’ สำเร็จ! รางวัล พลังบำเพ็ญตบะ 200 ปี!”
“ระบบได้ปรับระดับพลังของโฮสต์ขึ้นสู่ขอบเขตหลอมสุญญตาขั้นกลาง!”
พิธาแทบจะสำลักลมปราณเขาสามารถรู้สึกได้ถึงคลื่นพลังที่ไหลบ่าเข้าสู่ร่างกายอย่างรุนแรงเส้นลมปราณทุกสายขยายกว้างขึ้นลมปราณบริสุทธิ์หมุนเวียนอย่างรวดเร็วราวกับกระแสน้ำวนในมหาสมุทร
'โอ้โห! 200ปี! นี่มันยิ่งกว่าถูกหวยรางวัลที่หนึ่งอีกนะเนี่ย!' พิธาคิดในใจด้วยความตื่นเต้นปนตกตะลึง'แค่สอนศิษย์น้องด้วยคำพูดจากนิยาย โม้ไปนิดหน่อยก็ได้ขนาดนี้ถ้าสอนให้บรรลุเซียนไปเลยนี่จะได้ซักกี่พันปีกันนะ!'
แต่แล้วเขาก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่พลางลูบคางอย่างครุ่นคิด
'แต่เดี๋ยวก่อน...การได้พลังมาง่ายๆ แบบนี้มันจะดีเหรอ? โลกผู้บำเพ็ญเพียรเขาสอนว่าต้องผ่านความยากลำบากต้องฝ่าฟันอุปสรรค ต้องลิ้มรสความขมขื่นถึงจะแข็งแกร่งได้จริงไม่ใช่เหรอ? นี่มันเหมือนได้แต้มประสบการณ์จากการเล่นเกมง่ายๆ เลยนี่หว่า'
เขาเปิดตาขึ้นช้าๆแสงแดดยามเช้าสาดส่องกระทบดวงตา ทำให้ดวงตาของเขามีประกายระยิบระยับ
'เอาเถอะ...ได้มาแล้วก็ต้องใช้ให้เป็ประโยชน์' พิธาคิด 'แต่ที่สำคัญที่สุดคือต้องไม่ทำตัวเด่นดัง! จำไว้ พิธา! ค้อมต่ำแข่งหนึ่งวัน พักสามวัน นี่แหละคือสัจธรรมของการเอาตัวรอดในโลกนี้!'
ในขณะที่พิธากำลังจมอยู่กับความคิดอันลึกซึ้ง(และแอบกะล่อน) ของตัวเอง ก็มีเสียงฝีเท้าเบาๆ ดังขึ้นจากด้านหลัง
"ศิษย์พี่!"
อรุณรัศมีเดินเข้ามาหาพิธาใบหน้าของเธอยังคงมีร่องรอยของความสับสนและความไม่พอใจเล็กน้อยเธอสวมชุดศิษย์สีฟ้าอ่อนที่ดูเรียบร้อย แต่แววตาของเธอกลับเต็มไปด้วยคำถามนับร้อย
"อรุณรัศมี มีอะไรหรือ?"พิธาหันมายิ้มอย่างเป็กันเอง
"ศิษย์พี่!"อรุณรัศมีกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง "ท่าน...ท่านซ่อนพลังของท่านมาตลอดใช่หรือไม่เ้าคะ! เหตุใดท่านจึงทำเช่นนั้น!ท่านรู้หรือไม่ว่าข้ากับเมขลาเป็ห่วงท่านมากแค่ไหน!"
พิธาเงยหน้ามองท้องฟ้าอย่างช้าๆใบหน้าของเขาดูเคร่งขรึมขึ้นเล็กน้อย ราวกับกำลังจะกล่าวคำสอนอันลึกซึ้ง
"ศิษย์น้องอรุณรัศมีเ้ามองเพียงผิวเผินมากเลยศิษย์น้อง เ้าช่างเห็นอะไรตื้นเกินไป"พิธากล่าวด้วยน้ำเสียงที่แฝงไว้ด้วยความอ่อนโยน แต่ก็แฝงไว้ด้วยความรู้สึกที่ว่า 'เ้ามันเด็กน้อยนัก'
อรุณรัศมีถึงกับชะงักเธอไม่คิดว่าพิธาจะตอบกลับมาเช่นนี้ใบหน้าของเธอแดงก่ำด้วยความอับอายปนโกรธเล็กน้อย
"ศิษย์พี่หมายความว่าอย่างไรเ้าคะ!?"เธอถาม
พิธาถอนหายใจเบาๆ"เ้าลองคิดดูสิศิษย์น้อง ไม้เด่นกลางไพร ย่อมถูกโค่นล้ม ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรนี้ผู้ที่โดดเด่นมักจะตกเป็เป้าสายตา ผู้ที่แข็งแกร่งมักจะถูกท้าทายผู้ที่แสดงพลังออกมาทั้งหมด มักจะถูกจับตามองและหาทางโค่นล้ม"
เขาหันมามองอรุณรัศมีดวงตาของเขาเปล่งประกายแห่งปัญญา (ที่เขาเพิ่งคิดขึ้นมาสดๆ ร้อนๆ)
"การไม่ทำตัวเด่นดังการค้อมต่ำ คือวิถีแห่งการเอาตัวรอดที่แท้จริง" พิธากล่าว "อย่าลืมว่าต้นไม้ใหญ่ที่ยืนตระหง่านกลางทุ่งมักจะถูกฟ้าผ่าก่อนต้นไม้เล็ก ๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ร่มเงา"
"ข้าเพียงแค่้าใช้ชีวิตอย่างสงบสุขไม่้าความวุ่นวาย ไม่้าการแข่งขัน" พิธากล่าวต่อ "การซ่อนพลังไม่ใช่การหลอกลวง แต่เป็การปกป้องตัวเองและคนที่ข้ารัก"
อรุณรัศมีเงียบไปเธอไม่เคยคิดถึงเื่นี้ในมุมมองนี้มาก่อนเธอเคยคิดว่าการแสดงพลังคือความภาคภูมิใจ การเป็ที่หนึ่งคือเป้าหมายสูงสุด
"อีกอย่างนะศิษย์น้อง"พิธากล่าวต่อ "เ้าเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า 'แข่งหนึ่งวันพักสามวัน' หรือไม่?"
อรุณรัศมีส่ายหน้า
"มันคือปรัชญาโบราณที่สอนให้คนรู้จักวางแผนรู้จักผ่อนปรน" พิธาอธิบาย "การประลองก็เหมือนกับการแข่งม้าเ้าจะให้ม้าวิ่งเต็มฝีเท้าตลอดเวลาได้อย่างไร? มันต้องมี่เวลาที่ต้องพักผ่อนต้องเก็บแรงไว้สำหรับ่เวลาที่สำคัญจริงๆ"
"ข้าเพียงแค่้าให้เมขลาได้เรียนรู้ด้วยตัวเองได้เติบโตด้วยตัวเอง" พิธากล่าว "หากข้าแสดงพลังออกมาทั้งหมดั้แ่แรกนางจะไม่มีวันเข้าใจถึงความหมายของการ 'ไร้ตัวตน' และการค้นหาแก่นแท้ของกระบี่ด้วยตัวของนางเอง"
อรุณรัศมีค่อยๆ พยักหน้าช้าๆใบหน้าของเธอจากที่เคยเต็มไปด้วยความสับสนและความไม่พอใจ ก็ค่อยๆ คลี่คลายลงกลายเป็ความเข้าใจและความเคารพ
'ศิษย์พี่พิธา...คำพูดของท่านช่างลึกซึ้งยิ่งนัก!' อรุณรัศมีคิดในใจ 'นี่แหละคือปรัชญาที่แท้จริงของผู้บำเพ็ญเพียร! การไม่ทำตัวเด่นดังการค้อมต่ำ... ข้าเข้าใจแล้ว!'
เธอรู้สึกราวกับว่าได้เปิดโลกทัศน์ใหม่เธอเคารพในความลึกซึ้งทางความคิดของพิธาอย่างแท้จริง
"ข้า... ข้าเข้าใจแล้วเ้าคะศิษย์พี่"อรุณรัศมีกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงใจ "ข้าต้องขออภัยที่เข้าใจท่านผิดไป"
พิธายิ้มอย่างอบอุ่น"ไม่เป็ไรหรอกศิษย์น้อง เ้ายังเด็กนักยังมีอะไรอีกมากที่ต้องเรียนรู้"
'ฮ่าๆๆๆ! สำเร็จไปอีกหนึ่ง!'พิธาคิดในใจด้วยความภาคภูมิใจ 'ปรัชญาที่เพิ่งคิดขึ้นมาเมื่อกี้ใช้ได้ผลชะงัด!สงสัยต้องเอาไปสอนเมขลาด้วย จะได้ไม่ทำตัวเด่นดังเกินไป'
ลานชุมนุมสำนักจันทร์กระจ่าง –คลื่นแห่งการประลองที่เข้มข้นขึ้น
ในขณะเดียวกันที่ลานชุมนุมสำนักจันทร์กระจ่าง บรรยากาศของการประลองใหญ่กำลังคุกรุ่นถึงขีดสุดวันนี้เป็วันที่สี่ของการแข่งขัน และการประลองได้เข้าสู่รอบลึกแล้ว
เสียงโห่ร้องเชียร์ดังกึกก้องไปทั่วลานประลองผู้คนหลายหมื่นคนเบียดเสียดกันแน่นขนัดเพื่อชมการต่อสู้ของเหล่าอัจฉริยะที่เริ่มเผยความแข็งแกร่งที่แท้จริงออกมา
บนแท่นประธาน สิงหราช เ้าสำนักจิบชาอย่างสบายอารมณ์ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความพึงพอใจ
"ปีนี้ดูเหมือนจะมีม้ามืดหลายคนทีเดียว"สิงหราชกล่าวกับเหล่าเ้ายอดเขาที่นั่งอยู่ข้างๆ"โดยเฉพาะศิษย์เมขลาจากยอดเขาหยกมรกตไม่น่าเชื่อว่านางจะซ่อนพลังไว้ถึงเพียงนั้น"
อาจารย์บุญส่ง เ้ายอดเขาเมฆาพยักหน้า"ใช่เ้าแล้วท่านเ้าสำนัก ข้าเองก็ใไม่น้อย"
"แต่ที่น่าสนใจกว่าคือศิษย์หลานพิธา"อาจารย์สมศรีเ้ายอดเขาวารีกล่าว "เขาดูเหมือนจะเป็คนธรรมดาแต่กลับสามารถสอนเมขลาให้ก้าวหน้าได้ถึงเพียงนี้... ช่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ"
สิงหราชยิ้มอย่างลึกซึ้ง"โลกนี้ยังมีสิ่งที่เหนือความคาดหมายอีกมากนัก"
บนเวทีประลองผู้ตัดสินประกาศรายชื่อผู้เข้าแข่งขันรอบต่อไป
"การแข่งขันรอบ 36 คนสุดท้าย! คู่แรก! ศิษย์เดชานนท์ ปะทะ ศิษย์ธนากร!"
เสียงโห่ร้องดังกึกก้องไปทั่วลานประลองเดชานนท์และธนากรเป็สองในศิษย์ชั้นนำของสำนักทั้งคู่มีชื่อเสียงในด้านความแข็งแกร่งและพร์
เดชานนท์จากยอดเขาวารีมีระดับพลังขอบเขตโอสถทองคำขั้นกลางเขาเชี่ยวชาญวิชาหมัดและมีพลังปราณที่แข็งแกร่งราวกับคลื่นทะเล
ธนากรจากยอดเขาเมฆามีระดับพลังขอบเขตโอสถทองคำขั้นกลางเช่นกัน เขาเชี่ยวชาญวิชากระบี่และมีเจตนากระบี่ที่เย็นะเืราวกับหิมะ
ทั้งคู่ขึ้นสู่เวทีประลองใบหน้าของทั้งคู่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและประกายแห่งการต่อสู้
"เริ่มการประลอง!"ผู้ตัดสินประกาศ
เดชานนท์ไม่รอช้า!เขากระโจนเข้าใส่ธนากรด้วยความเร็วที่น่าใ!
"ปราณแห่งหมัด!"
หมัดของเดชานนท์เต็มไปด้วยพลังปราณสีฟ้าอ่อนที่หมุนวนราวกับพายุแต่ละหมัดล้วนหนักหน่วงและรุนแรงราวกับภูผาถล่มทลาย!
ธนากรไม่ยอมแพ้!เขากระชับกระบี่ในมือแน่น!
"เจตนากระบี่เหมันต์!"
คมกระบี่ของธนากรส่องประกายเย็นะเือากาศรอบข้างพลันลดอุณหภูมิลงอย่างรวดเร็ว ราวกับว่าฤดูหนาวได้มาเยือน!
ทั้งคู่ปะทะกันอย่างดุเดือด!เสียงหมัดปะทะกระบี่ดังกึกก้องไปทั่วลานประลอง!
เดชานนท์ใช้ "คลื่นทลายล้าง"ปล่อยหมัดพลังปราณที่รุนแรงราวกับคลื่นั์ซัดสาดเข้าใส่ธนากร!
ธนากรใช้ "เจตนากระบี่เหมันต์"สร้างกำแพงน้ำแข็งขึ้นมาป้องกันตัวเองก่อนจะสวนกลับด้วยกระบี่ที่รวดเร็วและแม่นยำราวกับสายฟ้า!
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือดนานกว่าครึ่งชั่วยามทั้งคู่ต่างแสดงพลังที่ซ่อนเร้นออกมาอย่างเต็มที่ทำให้ผู้ชมต่างพากันตื่นเต้นและส่งเสียงเชียร์อย่างไม่ขาดสาย
ในที่สุดเดชานนท์ก็สามารถเอาชนะธนากรไปได้อย่างหวุดหวิด ด้วยพลังหมัดที่เหนือกว่าเล็กน้อย
"ศิษย์เดชานนท์เป็ผู้ชนะ!"ผู้ตัดสินประกาศ
เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่วลานประลองการต่อสู้ของทั้งคู่สร้างความประทับใจให้กับทุกคนเป็อย่างมาก
หลังจากนั้นการประลองก็ดำเนินต่อไปเรื่อย ๆเหล่าศิษย์ชั้นนำต่างแสดงพลังที่ซ่อนเร้นออกมาอย่างเต็มที่ทำให้การแข่งขันเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ
ในที่สุดก็ถึงเวลาประกาศคู่ประลองของเมขลา
"และคู่ต่อไป!ศิษย์เมขลาจากยอดเขาหยกมรกต!" ผู้ตัดสินประกาศเสียงดัง
เสียงโห่ร้องดังกึกก้องขึ้นอีกครั้งเมขลากลายเป็ขวัญใจของผู้ชมไปแล้ว หลังจากที่เธอแสดงพลังที่น่าทึ่งในรอบที่แล้ว
"ศิษย์เมขลาได้บาย!ผ่านเข้ารอบ 18 คนสุดท้าย!" ผู้ตัดสินประกาศต่อ
เสียงฮือฮาดังขึ้นจากฝูงชนบางคนก็เสียดายที่ไม่ได้เห็นเมขลาต่อสู้ แต่บางคนก็ดีใจที่เธอได้พักผ่อน
เมขลาที่กำลังยืนรออยู่ข้างเวทีถึงกับถอนหายใจอย่างโล่งอก เธอไม่ได้อยากต่อสู้ในตอนนี้มากนักเพราะเธอยังคง้าเวลาในการทำความเข้าใจสภาวะ "ไร้ตัวตน" ที่พิธาสอน
'โชคดีไป...' เมขลาคิดในใจ 'แต่ก็แอบเสียดายเล็กน้อยอยากลองใช้พลังที่ศิษย์พี่สอนดูเหมือนกัน'
พิธาที่กำลังนั่งจิบชาอยู่บนยอดเขาหยกมรกตยิ้มเล็กน้อยเมื่อได้ยินประกาศ
'ฮ่าๆๆๆ! ระบบนี่มันรู้ใจจริงๆ!ให้บายซะงั้น!' พิธาคิดในใจ 'เมขลาก็จะได้มีเวลาฝึกฝนเพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อย'
การประลองดำเนินต่อไปจนกระทั่งเหลือผู้เข้าแข่งขัน18 คนสุดท้าย
ใน่บ่ายผู้ตัดสินได้ประกาศคู่ประลองสำหรับรอบ 18 คนสุดท้าย
"การแข่งขันรอบต่อไป!คู่แรก! ศิษย์เมขลาจากยอดเขาหยกมรกต ปะทะ ศิษย์ธารารินจากยอดเขาวารี!"
ทันทีที่ชื่อของธารารินถูกประกาศออกมาเสียงฮือฮาก็ดังกึกก้องไปทั่วลานประลอง!
ธาราริน!หนึ่งในอัจฉริยะหญิงชั้นนำของสำนัก!เธอมีชื่อเสียงในด้านความงามและพลังที่แข็งแกร่ง!เธอเป็หนึ่งในตัวเต็งที่จะคว้าแชมป์ในปีนี้!
เมขลาที่กำลังนั่งพักผ่อนอยู่ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความใ!
'ธาราริน!?' เมขลาคิดในใจ 'นี่มัน... บททดสอบที่แท้จริงแล้วสินะ'
บนแท่นประธาน สิงหราชถึงกับยิ้มกว้าง"น่าสนใจ! น่าสนใจยิ่งนัก! การต่อสู้ระหว่างม้ามืดกับตัวเต็ง!นี่แหละคือสิ่งที่ข้า้า!"
เหล่าเ้ายอดเขาต่างพากันพยักหน้าด้วยความตื่นเต้นการต่อสู้ครั้งนี้จะเป็จุดเปลี่ยนสำคัญของการประลองอย่างแน่นอน
พิธาที่กำลังนั่งจิบชาอยู่บนยอดเขาหยกมรกตถึงกับวางถ้วยชาลงอย่างช้าๆ ใบหน้าของเขาดูจริงจังขึ้นเล็กน้อย
'ธารารินงั้นเหรอ...' พิธาคิดในใจ 'ศิษย์น้องเมขลาเ้าจะต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายที่แท้จริงแล้วสินะ'
เขาหันไปมองอรุณรัศมีที่กำลังยืนอยู่ข้างๆใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความกังวล
"ศิษย์น้องไม่ต้องเป็ห่วงไปหรอก"พิธากล่าว "เมขลาจะต้องผ่านมันไปได้แน่นอน"
อรุณรัศมีพยักหน้าแต่ในใจของเธอก็ยังคงมีความกังวลอยู่ไม่น้อย
'ธารารินไม่ใช่คู่ต่อสู้ธรรมดาๆเลย'อรุณรัศมีคิดในใจ 'เมขลาจะรับมือกับนางได้หรือไม่?'
การแข่งขันรอบต่อไปของเมขลาถูกกำหนดขึ้นแล้วนี่คือบททดสอบที่แท้จริงครั้งแรกของเธอกับคู่ต่อสู้ระดับแนวหน้าและผลลัพธ์จะตัดสินว่าเธอเป็เพียงม้ามืดที่สร้างความประหลาดใจหรือเป็ผู้ท้าชิงตำแหน่งแชมป์ตัวจริง!
บทสรุปของบทที่ 28
พิธาได้รับรางวัลพลังบำเพ็ญตบะ 200 ปีจากระบบทำให้ระดับพลังของเขาเลื่อนขึ้นสู่ขอบเขตหลอมสุญญตาขั้นกลาง เขาแก้ไข"ความขัดแย้ง" กับอรุณรัศมีที่เผชิญหน้าเขาเื่การซ่อนพลังด้วยสุนทรพจน์เชิงปรัชญาเกี่ยวกับสัจธรรมของการไม่ทำตัวเด่นดัง การค้อมต่ำและการรู้จักวางแผน ทำให้อรุณรัศมีเกิดความเข้าใจและเคารพในตัวเขามากยิ่งขึ้นในวันที่สี่ของการแข่งขันประลองใหญ่ เมขลาได้บาย ผ่านเข้ารอบ 18 คนสุดท้าย การแข่งขันเข้มข้นขึ้นเมื่อยอดฝีมือที่ซ่อนตัวอยู่ เช่นเดชานนท์และธนากร เปิดเผยความแข็งแกร่งที่แท้จริงในการต่อสู้ที่ดุเดือด ในที่สุดเมขลาก็ถูกจับคู่ให้สู้กับ ธารารินหนึ่งในอัจฉริยะหญิงชั้นนำของสำนักและเป็ตัวเต็งที่จะคว้าแชมป์ซึ่งเป็การทิ้งปมที่กำหนดการต่อสู้ครั้งสำคัญครั้งต่อไปและเป็บททดสอบที่แท้จริงครั้งแรกของเมขลากับคู่ต่อสู้ระดับแนวหน้า