บทที่90
ผู้ที่เดินทางกลับมา
ในช่วงเวลาเดียวกัน ณเขตชายแดนของเขตปกครองเมฆาคลั่ง ผืนป่าอันหนาทึบทอดยาวราวไม่มีที่สิ้นสุดปกคลุมไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่ที่เรียงตัวสลับซับซ้อนราวกับแนวกำแพงธรรมชาติเสียงของสัตว์ป่าดังแว่วแทรกผ่านใบไม้ที่ไหวเอนทว่าเสียงเหล่านั้นกลับถูกกลบหายไปด้วยเสียงคำรามต่ำ ๆ ของยานพาหนะที่ไม่ธรรมดา
กลางเส้นทางดินสายหลักที่ตัดผ่านป่าลึกรถม้าเหล็กคันหนึ่งกำลังวิ่งด้วยความเร็วสูงเสียงล้อเหล็กเสียดสีกับพื้นหินกรวดดังก้องไปทั่ว แรงสะเทือนที่มันส่งผ่านไปตามพื้นบ่งบอกถึงความเร็วที่มากเกินกว่าที่รถม้าทั่วไปจะรับไหว
ตัวรถม้าทำจากเหล็กวิญญาณเนื้อดีฝังลวดลายวิจิตรงดงามราวกับงานศิลป์สะท้อนแสงจาง ๆ จากการขับเคลื่อนด้วยปราณกลไกของมันดูทันสมัยผิดแผกไปจากรถม้าทั่วไป มีโครงสร้างหนาแน่นและแข็งแกร่งดั่งป้อมปราการเคลื่อนที่
พาหนะที่ลากรถม้ากลับยิ่งไม่ธรรมดายิ่งกว่าสัตว์สองตัวด้านหน้าที่ควรเป็นม้า กลับกลายเป็นเสือยักษ์ขนาดมหึมามีลวดลายเปลวเพลิงพาดผ่านทั่วลำตัวกล้ามเนื้อแน่นหนาเคลื่อนไหวอย่างดุดันในทุกย่างก้าว พวกมันคือ"พยัคฆ์เปลวเพลิง" สัตว์อสูรระดับหลอมกายาขั้นสูงสุดที่ขึ้นชื่อเรื่องพละกำลังและความเร็วในดินแดนฝั่งใต้ไม่มีใครกล้าดูแคลนพาหนะที่ถูกลากด้วยสัตว์ร้ายระดับนี้
ภายในรถม้าหุ้มเหล็กนั้นก็หรูหราโอ่อ่าไม่ต่างกันพื้นปูด้วยพรมขนสัตว์ราคาสูง ผนังด้านในบุด้วยแผ่นหยกบาง ๆที่ช่วยเก็บพลังปราณและรักษาอุณหภูมิให้เหมาะสมที่นั่งทั้งสี่ตกแต่งด้วยหนังสัตว์อสูรชั้นดีพร้อมโต๊ะเล็กกลางห้องซึ่งประดับด้วยถาดชาและของว่างอย่างครบครัน
มีผู้โดยสารอยู่ในรถม้าทั้งสิ้นสี่คนสามบุรุษ หนึ่งสตรี
บุรุษทั้งสามที่นั่งอยู่ภายในรถม้าคันหรูต่างมีใบหน้าหล่อเหลาราวกับรูปสลักจากหยกชั้นดีทว่าหล่อเหลานั้นกลับมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันไปในแต่ละคน บางคนดุดันบางคนลุ่มลึก บางคนแฝงแววปราดเปรื่องท่วงท่าของพวกเขาเมื่อมองแวบแรกก็รู้ได้ทันทีว่าไม่ใช่ผู้ฝึกตนธรรมดาทั่วไปหากแต่เป็นคนที่มีภูมิหลังสูงส่งและมีพลังฝีมือเป็นพื้นฐานอย่างแน่นอน
เพียงแต่ว่าบนใบหน้าของทั้งสามคนแม้จะดูผ่อนคลาย แต่ก็แฝงความเย่อหยิ่งลึกลงไปในแววตาความเชื่อมั่นในฐานะและพลังของตนเองเด่นชัดจนสัมผัสได้
ภายในรถม้าคันเดียวกันนั้นยังมีสตรีเพียงผู้เดียวที่นั่งอยู่เงียบ ๆ ในนั้นสตรีผู้นี้กลับเป็นจุดศูนย์กลางของสายตาทั้งหมดในยามที่ไม่มีใครตั้งใจจะยอมรับนางนั่งขัดสมาธิ หลับตาพริ้มสงบนิ่งอยู่มุมหนึ่งของรถม้าราวกับว่าทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ไม่เกี่ยวข้องกับนางแม้แต่น้อย
ใบหน้าของนางงดงามบริสุทธิ์ไร้มลทินผิวพรรณขาวผ่องราวหิมะ ท่วงท่าของนางแม้จะเรียบง่ายแต่กลับทรงอำนาจอันน่าครั่นคร้ามบรรยากาศรอบกายของนางเย็นสงบคล้ายสายลมเหนือผิวน้ำแต่ก็แฝงแรงกดดันที่แม้แต่บุรุษทั้งสามที่ท่วงท่าเย่อหยิ่งยังต้องเหลือบมองเป็นระยะด้วยเกรงว่าจะล่วงเกินให้ไม่สบอารมณ์
ทั้งสี่คนมีบุคลิกและท่าทางแตกต่างกันชัดเจนทว่ามีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือชุดที่สวมใส่พวกเขาสวมอาภรณ์สีฟ้าครามที่ปักลวดลายเมฆาสีขาวไว้ทั่วทั้งผืนผ้าเป็นชุดที่บ่งบอกถึงสถานะในฐานะศิษย์ของ "สำนักเก้าเมฆา"สำนักอันสูงส่งที่เป็นหนึ่งในสามขั้วอำนาจใหญ่ของอาณาจักรอวี้เทียน
"ศิษย์น้องอีกนานหรือไม่กว่าจะไปถึงบ้านเกิดของเจ้า?"
เสียงทุ้มนุ่มของบุรุษคนหนึ่งดังขึ้นเขาหันไปถามชายหนุ่มที่ดูอ่อนเยาว์ที่สุดในกลุ่ม ท่าทางของเขาแม้จะสุภาพแต่ก็เต็มไปด้วยความรู้สึกเร่งร้อนอย่างไม่ปิดบัง
ชายหนุ่มที่ถูกเรียกว่าศิษย์น้องพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "อืม…คาดว่าหากไม่เกิดเหตุใดระหว่างทาง อีกไม่นานก็คงจะถึงแล้วขอรับ"
เสียงถอนหายใจหนัก ๆดังขึ้นจากอีกมุมของรถม้า เป็นบุรุษอีกคนที่นั่งกอดอกอยู่ข้างหน้าต่างใบหน้าของเขาเผยความเบื่อหน่ายอย่างเด่นชัด
"เฮ้อ… พูดตามตรงหากไม่ใช่เพราะเป็นคำสั่งจากเบื้องบนของสำนักข้าก็ไม่อยากจะย่ำเท้ามาในเขตเมฆาคลั่งแห่งนี้หรอก"
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความหงุดหงิดรำคาญอย่างไม่ปิดบังสายตาก็ยังคงเหม่อมองออกไปยังป่ารกชัฏด้านนอกที่เปลวแดดและเงาไม้สลับกันเป็นทางยาวราวกับไม่มีสิ้นสุด
ภายในรถม้าแห่งนี้แม้ไม่มีใครเอ่ยโต้ตอบ แต่บรรยากาศกลับเต็มไปด้วยแรงกดดันแปลกประหลาด...ราวกับว่าการเดินทางครั้งนี้ มิใช่เพียงแค่การกลับบ้านธรรมดาอีกต่อไป
หลังจากได้ยินคำพูดของบุรุษผู้นั้นสตรีที่นั่งหลับตาสงบนิ่งอยู่ภายในรถม้าก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างแผ่วเบาแววตาของนางยังคงสงบเงียบดุจผืนน้ำที่ไร้คลื่นไหวก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ หากแต่แฝงแรงกดดันที่ไม่อาจต้านทานได้
“นี่เป็นภารกิจลับของสำนัก...พวกเจ้ามีสิทธิ์บ่นหรือ?”
คำพูดของนางแม้กล่าวอย่างเรียบเฉยแต่กลับกรีดลึกลงในจิตใจของผู้ฟังไม่ต่างจากคมมีดบุรุษหนุ่มที่เพิ่งเปล่งเสียงถอนหายใจออกมาเมื่อครู่นั้นถึงกับชะงักค้างใบหน้าของเขาเปลี่ยนสีในพริบตา คอตกไม่กล้าสบตานางอีก
บรรยากาศภายในรถม้าแปรเปลี่ยนไปในทันทีราวกับลมหนาวพัดผ่านหุบเขาเงียบงัน
เป็นบุรุษหนุ่มอีกคนซึ่งเป็นคนที่เปิดบทสนทนาขึ้นในตอนแรก เขารีบยกยิ้มบาง ๆและเอ่ยเกลี้ยกล่อมขึ้นทันทีเพื่อประคองบรรยากาศ
“ศิษย์พี่หญิง…ท่านก็อย่าเคร่งเครียดนักเลย พวกเราก็เพียงแค่พูดเล่นไปตามประสา”
แม้ถ้อยคำนั้นจะฟังดูผ่อนคลายแต่แววตาของเขากลับเต็มไปด้วยความนอบน้อมและระมัดระวัง
เมื่อไม่มีเสียงใดโต้กลับ บรรยากาศภายในรถม้าแห่งนี้ก็ค่อยๆ ผ่อนคลายลง กลับคืนสู่ความสงบอีกครั้งแม้จะยังคงมีความตึงเครียดบางเบาแทรกอยู่ในอากาศก็ตามที
…
หนึ่งวันต่อมา
รถม้าโลหะที่ถูกลากด้วยพยัคฆ์เปลวเพลิงสองตัวยังคงทะยานไปบนเส้นทางสายหลักด้วยความเร็วที่เหนือกว่ารถม้าธรรมดาไม่รู้กี่เท่า ล้อเหล็กบดไถลผ่านผืนดินดังกระหึ่มตลอดทางในที่สุด เส้นขอบฟ้าก็เริ่มเผยให้เห็นเงาเลือนลางของเมืองอวี้หยางที่ตั้งอยู่ลิบตาเบื้องหน้าโผล่พ้นแนวไม้และหมอกจาง ๆ
หากใช้วิธีการเดินทางทั่วไปไม่ว่าจะเป็นเท้าเปล่าหรือรถม้าสำหรับคนธรรมดา เส้นทางจากชายแดนของเขตปกครองเมฆาคลั่งมายังเมืองอวี้หยางคงกินเวลานานนับหลายวันหรืออาจถึงเป็นสิบวันเต็ม
แต่ด้วยพาหนะที่ไม่ธรรมดารถม้าทรงพลังที่สร้างขึ้นจากเหล็กวิญญาณและพยัคฆ์เปลวเพลิงที่มีขุมพลังระดับหลอมกายาขั้นสูงสุดเป็นผู้ลากลากมันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่พวกเขาจะสามารถฝ่าเส้นทางอันยาวไกลนี้ได้ภายในเวลาเพียงหนึ่งวัน
ภายในรถม้าชายหนุ่มที่มีใบหน้าอ่อนเยาว์ที่สุดในกลุ่มชะโงกหน้าออกมาทางหน้าต่างก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบง่ายแต่แฝงความตื่นเต้นเล็กน้อย
“ถึงแล้วขอรับ”
ดวงตาของทุกคนหันไปจับจ้องทิวทัศน์ที่กำลังขยายใหญ่ขึ้นตรงหน้าเมืองอวี้หยาง เมืองชายแดนที่ปกติแล้วไร้ความสำคัญในสายตาของศิษย์จากสำนักใหญ่กลับเป็นจุดหมายปลายทางของภารกิจในครั้งนี้
รถม้าทรงพลังคันนั้นวิ่งตรงเข้าสู่ประตูเมืองทางทิศเหนือท่ามกลางสายตาของเหล่าทหารเวรยามที่เริ่มหันมาจับจ้องอย่างตื่นตะลึงเมื่อเห็นพาหนะที่ไม่ธรรมดากำลังใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว