# บทที่ 5 — ตราพระจันทร์สีม่วง
กลิ่นควันจากเรือนเก็บสมุนไพรเก่ายังติดอยู่ตามชายเสื้อ เมื่อโม่เฉินกลับมาถึงหอโอสถ
เสิ่นเยว่โหรวไม่ปล่อยให้เขาพูดอะไร นางพาเขาเข้าไปในห้องรักษาด้านในทันที แล้วกดข้อมือเขาลงบนโต๊ะไม้ “อยู่นิ่ง ๆ”
ปลายนิ้วของนางแตะชีพจรเขา สีหน้าอ่อนโยนที่เคยมีหายไปทีละน้อย เหลือเพียงความเคร่งเครียดของคนที่รู้ว่าผู้ป่วยกำลังพยายามฝืนร่างกายเกินขีดจำกัด
“กำยานไม่ได้กระตุ้นพิษโดยตรง เพราะเราเปลี่ยนมันได้ทัน” นางกล่าว “แต่เ้าลงไปในค่ายกลดูดพลังชีวิต ใช้เข็มเงินกดจุด และสูดควันพิษเข้าไปอีก พิษมารเย็นเริ่มขยับแล้ว”
โม่เฉินมองเส้นเืสีม่วงจางใต้ข้อมือของตน “มีวิธีใดบ้าง”
“ข้าต้องใช้เวลาปรุงยาถอนพิษที่เหมาะกับร่างเ้า” เสิ่นเยว่โหรวตอบ “อย่างน้อยสามวัน ระหว่างนั้นต้องกดพิษไว้ก่อน หากมันผ่านเส้นลมปราณไปถึงหัวใจ…”
นางไม่พูดต่อ แต่คำตอบชัดเจนอยู่แล้ว
หน้าต่างระบบลอยขึ้นตรงหน้าโม่เฉิน ดวงตาอีโมจิทำเป็สีหน้าสงสารเกินจริง
“ระบบขอเสนอผลิตภัณฑ์เดิมที่โฮสต์เคยปฏิเสธด้วยความมั่นใจ”
หน้าต่างเปลี่ยนเป็แผงแสง ภาพเม็ดยาสีขาวโปร่งแสงหมุนช้าอยู่กลางอากาศ
**เม็ดยับยั้งพิษชั่วคราว**
**ราคา: 10 แต้มชะตา**
**ผลลัพธ์: ระงับพิษมารเย็นได้หนึ่งชั่วยาม**
**ข้อควรระวัง: ไม่ใช่ยาถอนพิษ**
โม่เฉินมองตัวเลขแต้มคงเหลือด้านล่าง
**แต้มชะตาปัจจุบัน: 12**
สิบแต้มเพื่อเวลาหนึ่งชั่วยาม ฟังดูแพงอย่างไร้เหตุผล แต่หากไม่ซื้อ เขาอาจไม่มีเวลารอเสิ่นเยว่โหรวปรุงยาถอนพิษครบสามวัน
“ซื้อ” เขาพูดในใจ
หน้าต่างสว่างวาบ เม็ดยาสีขาวตกลงบนฝ่ามือเขาพร้อมเสียงของระบบ
“ทำรายการสำเร็จ โฮสต์เหลือแต้มชะตา 2 แต้ม ขอแสดงความยินดีกับการมีเงินแล้วใช้หมดเกือบในทันที”
โม่เฉินกลืนเม็ดยาลงไปโดยไม่ตอบโต้ ความเย็นที่เกาะอยู่ลึกถึงกระดูกหยุดลุกลามชั่วครู่ ลมหายใจซึ่งเคยฝืดเคืองค่อย ๆ กลับมาสม่ำเสมอ
เสิ่นเยว่โหรวชะงักเมื่อชีพจรเขานิ่งลง “เ้ากินอะไร”
“ยาที่เก็บไว้”
คำตอบคลุมเครือพอจะฟังได้ แต่ไม่เพียงพอจะทำให้นางเชื่อสนิท นางมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจ
“ข้าไม่ถามตอนนี้ แต่เมื่อพิษถอนแล้ว เ้าต้องอธิบายให้ข้าฟัง”
โม่เฉินพยักหน้า เขาไม่ให้สัญญาว่าจะบอกทุกอย่าง เพียงยอมรับว่าความเงียบของเขาทำให้นางต้องเสี่ยงมากขึ้น
หน้าต่างระบบหดเล็กลง แต่ไม่หายไป รอบข้างมีแผงหมวดหมู่ที่ยังมืดสนิทหลายช่อง—ยา, ปิดบังกลิ่นอาย, ข้อมูล, ทักษะ—ราวกับร้านค้าขนาดใหญ่ที่เปิดประตูให้เพียงรอยแคบ
“ร้านขั้นต้นเปิดใช้งานแล้ว” ระบบประกาศ “โฮสต์สามารถมองของที่ซื้อไม่ได้เพื่อเสริมสร้างแรงบันดาลใจได้”
“ปิดไป”
“ระบบเคารพความจนของโฮสต์”
หน้าต่างจึงหายไป
เสียงประตูดังขึ้นเบา ๆ ลั่วชิงเสวี่ยเดินเข้ามาพร้อมเศษกระดาษไหม้ครึ่งแผ่นในผ้าไหม นางวางมันลงบนโต๊ะข้างขวดยาของเสิ่นเยว่โหรว
“ข้าตรวจพื้นที่รอบเรือนเก่าแล้ว ไม่มีรอยเท้าชัดเจน” นางบอก “คนของพวกนั้นใช้ช่องระบายน้ำหนีไป และมีคนลบเส้นทางก่อนเราไปถึง”
“อย่างน้อยเรายังมีนี่” เสิ่นเยว่โหรวกล่าว
นางหยิบกระดาษขึ้นมาตรวจใต้แสงตะเกียง ตราพระจันทร์สีม่วงที่เหลืออยู่เพียงครึ่งวงสะท้อนแสงบาง ๆ รอบตรามีรอยหมึกสีเงินจางมากจนแทบมองไม่เห็น
“นี่ไม่ใช่ตราของหอใด” นางว่า “มันเป็รหัสการส่งของ”
ลั่วชิงเสวี่ยเลิกคิ้ว “เ้ารู้ได้อย่างไร”
“หอโอสถใช้ตราคล้ายกันบนบัญชีสมุนไพรหายาก” เสิ่นเยว่โหรวตอบ “ตราปกติเป็ดวงอาทิตย์สีทองสำหรับเวรกลางวัน ส่วนพระจันทร์ม่วงใช้กับการย้ายสมุนไพรที่ไม่้าให้ปรากฏในบันทึกทั่วไป”
“เส้นทางม่วง” โม่เฉินกล่าว
“ใช่” นางพยักหน้า “คนในหอโอสถเรียกกันเช่นนั้น แต่ตามกฎแล้วใช้ได้เฉพาะกรณีย้ายสมุนไพรกู้ชีพในยามวิกาล หรือขนของที่อาจถูกขโมยระหว่างทาง”
“แล้วใครเปิดใช้ได้”
เสิ่นเยว่โหรวนิ่งคิดก่อนตอบ “ผู้ดูแลคลังสมุนไพรสามคน และผู้าุโหอโอสถ”
ในห้องเงียบลงทันที
ผู้ต้องสงสัยยังมีไม่มาก แต่ก็ไม่ใช่คนที่โม่เฉินจะไปถามตรง ๆ ได้ โดยเฉพาะเมื่อหนึ่งในนั้นอาจสั่งคนวางพิษและปิดปากพยานได้โดยไม่ทิ้งร่องรอย
ในเวลานั้น หลินอาเจี๋ยซึ่งนอนพักอยู่หลังม่านไอเบา ๆ เด็กชายลืมตาขึ้นช้า ๆ หลินอวี้ที่นั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงรีบขยับเข้าไปจับมือเขา
“อาเจี๋ย เจ็บตรงไหนหรือไม่”
เด็กชายส่ายหน้าอย่างอ่อนแรง สายตาเขากวาดผ่านลั่วชิงเสวี่ยและเสิ่นเยว่โหรว ก่อนหยุดที่ตราพระจันทร์ม่วงบนโต๊ะ
“ข้าเคยเห็น…” เขาพูดเสียงแ่
ทุกคนหันไปมองพร้อมกัน
“คนที่เอายามาให้ข้า เขามีแผ่นไม้แบบนี้ห้อยที่เอว” เด็กชายชี้ไปยังตรา “ข้าไม่ได้เห็นหน้า เขาใส่หน้ากาก แต่มีคนอีกคนเรียกเขาว่า…ผู้ดูแลเส้นทางม่วง”
หลินอวี้กำมือน้องชายแน่น “เ้าจำได้แน่หรือ”
“ข้าจำได้ เพราะเขาบอกว่า ถ้าข้าพูดมาก พี่สาวจะถูกส่งไปอยู่ในเส้นทางม่วงเหมือนกัน”
คำพูดเรียบง่ายของเด็กชายทำให้บรรยากาศเย็นลง เส้นทางม่วงไม่ใช่เพียงรหัสลำเลียงสมุนไพร แต่ถูกใช้เป็เครือข่ายลับสำหรับขังคน ส่งคำสั่ง และเคลื่อนย้ายของผิดกฎด้วย
“ชายชุดคลุมเทาไม่ใช่หัวหน้า” โม่เฉินสรุป “เขาเป็มือทำงานของผู้ดูแลเส้นทางม่วง”
ลั่วชิงเสวี่ยพยักหน้า “ถ้าเช่นนั้น การรายงานต่อฝ่ายกฎทันทีอาจทำให้หัวหน้ารู้ว่าเราตามมาถึงเส้นทางนี้แล้ว”
“แต่ถ้าไม่รายงาน หลินอวี้อาจถูกกล่าวหาว่าทำงานคนเดียว” เสิ่นเยว่โหรวตอบ “คดีวางพิษและคดีลอบขังเด็กไม่ใช่เื่ที่เราควรตัดสินกันเอง”
“ข้าไม่ได้บอกว่าไม่รายงาน” โม่เฉินกล่าว “เพียงยังไม่รายงานต่อคนที่เราไม่รู้ว่าไว้ใจได้หรือไม่”
เสิ่นเยว่โหรวมองเขา “แล้วเ้าคิดจะทำอย่างไร”
“เรามีเวลาหนึ่งวัน” เขาตอบ “ภายในหนึ่งวัน เราหาหลักฐานที่ชี้ไปถึงผู้ใช้เส้นทางม่วงจริง ๆ จากนั้นค่อยนำทั้งหมดไปหาผู้าุโผู้เป็ป้าของข้าโดยตรง”
ลั่วชิงเสวี่ยขมวดคิ้ว “หากป้าของเ้ามีส่วนเกี่ยวข้องล่ะ”
“นั่นก็เป็ความเสี่ยง” โม่เฉินตอบอย่างไม่หลบสายตา “แต่ตอนนี้นางเป็คนเดียวที่มีอำนาจพอจะคุ้มครองหลินอวี้ และยังไม่อยู่ในรายชื่อผู้ใช้ตรา”
เสิ่นเยว่โหรวเงียบไป นางไม่ชอบแผนที่ต้องปกปิดเื่ร้ายแรงจากสำนัก แต่หลักฐานที่มีตอนนี้ยังเป็เพียงเศษกระดาษ คำให้การของเด็ก และคนที่ถูกบังคับ หากยื่นออกไปผิดคน หลักฐานทั้งหมดอาจหายไปพร้อมพวกเขา
“หนึ่งวัน” นางกล่าวในที่สุด “แต่เ้าห้ามออกจากหอโอสถจนกว่าข้าจะอนุญาต”
โม่เฉินยังไม่ทันตอบ เสียงฝีเท้าหนักก็หยุดลงหน้าห้อง ประตูถูกเคาะสองครั้งอย่างเป็จังหวะทางการ
“ศิษย์พี่เสิ่น” เสียงชายหนุ่มดังจากนอกห้อง “ข้ามารับบัญชีเวรกลางคืนตามคำสั่งผู้ดูแลคลัง”
เสิ่นเยว่โหรวมองลั่วชิงเสวี่ยทันที ทั้งคู่ไม่พูด แต่ต่างเข้าใจว่าบัญชีเวรกลางคืนคือสิ่งที่พวกเขากำลัง้าตรวจ
นางเก็บเศษคำสั่งเข้ากล่องยา ก่อนเปิดประตูเพียงครึ่งเดียว
ชายหนุ่มชุดศิษย์หอโอสถสีเทาอ่อนยืนอยู่ด้านนอก เขาอายุราวยี่สิบต้น ๆ ใบหน้าซื่อตรงจนแทบไม่มีอะไรน่าสงสัย ในมือมีป้ายรับเอกสารสีดำ
ทันทีที่เขาก้าวเข้ามาในระยะไม่กี่ก้าว หน้าต่างระบบก็ปรากฏขึ้นมุมสายตาโม่เฉิน
เหนือศีรษะชายหนุ่มมีตัวเลขสีเขียวอ่อน
**Fate Value: 176**
ปากอีโมจิของระบบบิดเป็รอยยิ้มเ้าเล่ห์
“ตรวจพบผู้มีชะตาระดับท้องถิ่น ผู้เกี่ยวข้องกับเส้นทางชะตาของโฮสต์”
“เกี่ยวข้องอย่างไร” โม่เฉินถามในใจ
หน้าต่างเปลี่ยนเป็แผงข้อมูลเล็ก ๆ ทันที
**วิเคราะห์เป้าหมายขั้นต้น**
**ราคา: 50 แต้มชะตา**
**ข้อมูลที่ได้รับ: ภูมิหลัง, จุดเปลี่ยนชะตา, เส้นทางที่เกี่ยวข้องกับโฮสต์**
ตัวเลขแต้มคงเหลือของเขาแสดงอยู่ด้านล่างอย่างไม่ปรานี
**แต้มชะตาปัจจุบัน: 2**
“ระบบยินดีรับการชำระเงินในอนาคต” มันกล่าวอย่างร่าเริง “แต่ไม่ยินดีให้เครดิต”
โม่เฉินปิดหน้าต่างนั้น เขาไม่มีสิทธิ์ใช้ข้อมูลของระบบแทนการสืบทุกครั้ง และยิ่งต้องระวังไม่ให้ความสงสัยเพียงเล็กน้อยกลายเป็คำตัดสินต่อชายที่อาจเป็เพียงผู้ถูกส่งมา
โม่เฉินไม่ได้แสดงสีหน้า เขาเพียงมองชายหนุ่มคนนั้นอย่างละเอียด ชายคนนี้อาจเป็หนึ่งในผู้ดูแลคลังสมุนไพร หรืออาจเป็เพียงคนที่ถูกส่งมาเอาบัญชีตามปกติ
สิ่งที่ระบบบอกคือเขาเกี่ยวข้องกับเส้นทางของโม่เฉิน ไม่ใช่ว่าเขาเป็คนร้าย
“เ้าชื่ออะไร” เสิ่นเยว่โหรวถาม
“ศิษย์น้องฉู่เหวินจิ่งขอรับ” เขาตอบอย่างนอบน้อม “ผู้ดูแลหลัวให้ข้ามารับบัญชีเวรเมื่อคืน เพราะมีเหตุไฟไหม้ที่เรือนเก็บสมุนไพรเก่า”
ชื่อผู้ดูแลหลัวไม่อยู่ในความทรงจำของโม่เฉิน แต่สีหน้าของเสิ่นเยว่โหรวเปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อยพอให้เขารู้ว่านางรู้จัก
“บัญชีอยู่ในห้องเอกสาร ไม่ได้อยู่กับข้า” นางกล่าว “และตามกฎ เมื่อมีเหตุเกี่ยวกับคลังยา ผู้ดูแลต้องมารับด้วยตัวเอง ไม่ใช่ส่งศิษย์รับใช้มา”
ฉู่เหวินจิ่งชะงักไปเสี้ยววินาที ก่อนก้มหน้า “ข้าเพียงทำตามคำสั่งขอรับ”
“เช่นนั้นกลับไปบอกผู้ดูแลหลัวว่า ข้าจะนำบัญชีไปส่งด้วยตนเองหลังตรวจผู้ป่วยเสร็จ”
ชายหนุ่มรับคำ ทว่าเมื่อหันกลับไป สายตาของเขาเหลือบผ่านเตียงหลินอาเจี๋ยและหยุดอยู่ที่หลินอวี้เพียงชั่วขณะ นางสะดุ้งเล็กน้อย เหมือนจำได้ว่าตนเคยเห็นเขาที่ใด
แต่ก่อนที่โม่เฉินจะถามอะไร ฉู่เหวินจิ่งก็เดินจากไปแล้ว
“เ้ารู้จักผู้ดูแลหลัวหรือไม่” เขาถามเสิ่นเยว่โหรว
“หลัวชางเป็หนึ่งในสามผู้ดูแลคลังสมุนไพร” นางตอบ “เขาดูแลคลังยาฝั่งตะวันตก และมีสิทธิ์ใช้เส้นทางม่วง”
ลั่วชิงเสวี่ยมองไปยังประตู “ฉู่เหวินจิ่งไม่ได้มารับบัญชี เขามาดูว่าหลินอวี้ยังมีชีวิตหรือไม่”
“และดูว่าน้องชายของนางฟื้นหรือยัง” โม่เฉินเสริม
หลินอวี้หน้าซีดกว่าเดิม “ข้าเคยเห็นเขาที่หอโอสถ เขาเป็คนที่สั่งให้ข้านำชามาในคืนแรกหรือไม่…ข้าไม่แน่ใจ เขาสวมหมวกคลุมหน้าในตอนนั้น”
ความไม่แน่ใจนี้ยังไม่ใช่หลักฐาน โม่เฉินไม่ยอมปล่อยให้ความกลัวของนางกลายเป็ข้อกล่าวหาที่คนร้ายใช้ย้อนกลับมาทำลายพวกเขา
“อย่าเพิ่งตัดสินว่าเขาเป็ใคร” เขากล่าว “แต่ตอนนี้เรารู้แล้วว่า ผู้ดูแลหลัวกำลังรีบร้อนเกินเหตุ”
เสิ่นเยว่โหรวมองบัญชีว่างเปล่าบนโต๊ะ ก่อนพูดช้า ๆ “หากจะเข้าห้องเอกสารโดยไม่ให้เขารู้ เราต้องมีเหตุผลที่ถูกต้อง”
“ข้าจะให้เหตุผลเอง” นางพูดต่อ “โม่เฉินจะเป็ผู้ช่วยข้าชั่วคราวในการตรวจรายชื่อสมุนไพรที่อาจเกี่ยวข้องกับพิษ ข้าออกใบอนุญาตให้เขาเข้าห้องเอกสารได้”
ลั่วชิงเสวี่ยมองโม่เฉิน “เ้าพึ่งได้ยาหนึ่งชั่วยาม”
“หนึ่งชั่วยามก็พอสำหรับอ่านสมุดเล่มหนึ่ง” เขาตอบ
“แล้วหากเป็กับดัก”
โม่เฉินมองตัวเลขสีเขียวที่หายไปพร้อมฉู่เหวินจิ่ง และนึกถึงตราพระจันทร์สีม่วงในกล่องยา
“ถ้าเราไม่ไป” เขากล่าว “คนที่วางกับดักจะเป็ฝ่ายเลือกเวลาที่เราต้องเข้าไปเอง”
เสิ่นเยว่โหรวหยิบแผ่นป้ายไม้สีเขียวจากลิ้นชัก เขียนชื่อโม่เฉินลงบนนั้น ก่อนส่งให้เขา
“เ้าเข้าไปในฐานะผู้ช่วยของข้าเท่านั้น” นางพูด “ห้ามฝืน ห้ามแยกตัว และห้ามทำอะไรโดยไม่บอกข้า”
โม่เฉินรับป้ายไม้ไว้ “ข้าจะพยายามเชื่อฟังให้มากที่สุด”
เสิ่นเยว่โหรวมองเขาอย่างรู้ทัน “คำตอบนี้แปลว่าเ้าจะไม่เชื่อฟังทั้งหมด”
ลั่วชิงเสวี่ยซ่อนรอยยิ้มบาง ๆ ไว้ไม่ทัน ก่อนหันไปมองทางเดินนอกห้องอีกครั้ง
คดีพิษไม่ได้จบที่เรือนร้าง
มันเพิ่งเปิดประตูบานแรกของหอโอสถเท่านั้น