[ถ้าฉันจำไม่ผิด... มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของประเทศก็ชื่อฮั่วเหยียนฟางนะ...]
[บ้านมีเหมืองของจริง!]
[คงเป็นสายรองตระกูลฮั่วแหละมั้ง ไม่งั้นระดับท่านประธานคงไม่ออกมาเต้นกินรำกินเป็นดาราหรอก]
[ประเด็นผิดแล้วเฮ้ย! พวกเธอไม่เห็นเหรอว่าเสี่ยวลู่กับฮั่วเหยียนซุยสนิทกันเกินเบอร์ไปแล้ว!]
[ไป๋เสี่ยวลู่! เธอยังเด็กนะ ห้ามมีความรักก่อนวัยอันควรเด็ดขาด! เก็บคนหล่อไว้ให้พวกพี่สาวเถอะ!]
[ดูแล้วความดันขึ้นเลย! เสี่ยวลู่เป็นพวก People Pleaser ชัดๆ ดูท่าทางประจบประแจงฮั่วเหยียนซุยของเธอสิ! ขัดใจแม่จริงๆ!]
[ลูกสาวเราควรจะถูกทะนุถนอมไว้ในอุ้งมือนะ! อย่าว่าแต่เป็นพี่น้องของมหาเศรษฐีเลย ต่อให้เป็นมหาเศรษฐีตัวจริงมาเอง ก็ไม่มีสิทธิ์มาใช้งานลูกสาวเราเป็นสาวรับใช้แบบนี้นะ!]
[ไป๋เสี่ยวลู่! เธอต้อง เชิด เข้าไว้!!!]
[ห้ามไปเอาใจคอยรับใช้คนอื่นอีกนะ!!! แม่ไม่ปลื้ม!]
ไป๋ลู่มองไม่เห็นคอมเมนต์เดือดดาลพวกนี้ ยังคงวิ่งวุ่นคอยดูแลฮั่วเหยียนฟางตัวเป็นระวิง
ฮั่วเหยียนฟางทนดูไม่ไหว คว้าข้อมือเล็กของเธอไว้ แล้วดึงให้เธอนั่งลงข้างๆ ตัวเอง
“ฉันไข้ลดแล้ว เธอพักหน่อยเถอะ”
ไป๋ลู่ยังไม่วางใจ ยื่นกระติกน้ำลายการ์ตูนที่ห้อยคอตัวเองส่งให้เขา
“งั้นคุณดื่มน้ำอีกหน่อยนะคะ จิบน้ำเยอะๆ จะได้หายไวๆ”
ฮั่วเหยียนฟางยอมถอดหน้ากากอนามัยออกแต่โดยดี เธอรีบหมุนฝากระติกน้ำส่งให้ แถมยังช่วยเป่าฟู่ๆ ให้ด้วยความใส่ใจ
“ค่อยๆ ดื่มนะ น้ำยังร้อนอยู่”
ทันทีที่ใบหน้าภายใต้หน้ากากปรากฏสู่สายตา คอมเมนต์ก็ระเบิดลงตูมใหญ่อีกรอบ!
[เชี่ย!!!! เบ้าหน้าฟ้าประทาน!!!!]
[ความหล่อระดับนี้!!! บ้าไปแล้ว!]
[หล่อเกินเบอร์ไปแล้วพ่อคุณเอ๊ย!]
[ฉันสงสัยจริงๆ ว่าไป๋เสี่ยวลู่ต้องอยากได้ตัวเขาแน่ๆ สายตาเธอมันฟ้อง!]
[ฮ่าๆๆๆ ไม่ต้องคิดแล้ว ยัยน้องเป็นพวกบ้าคนหน้าตาดีขั้นโคม่า]
[น้องเคยพูดเองเลยว่าเป็นพวก 'พวกบ้าคนหล่อ’ งานนี้มีเปย์หมดหน้าตัก!]
ในที่สุดแม่นางเอกดอกบัวขาวเสิ่นซินลั่วก็เสด็จมาถึง
พอได้ยินว่าค่าห้องขาดไปห้าร้อย... ก็ร้องไห้
จู่ซินเอินใจดีให้ยืมเงิน... ก็ยังร้อง
พอนั่งลงเริ่มกินข้าว... ก็ยังสะอึกสะอื้นไม่หยุด
ปัง!
ไป๋ลู่ตบโต๊ะเสียงดังสนั่นจนทุกคนสะดุ้ง
“หยุดร้องได้แล้ว! พ่อแม่ยังไม่ตาย จะร้องไห้ทำไมนักหนา!”
พอโดนตวาดด้วยรังสีอำมหิต เสิ่นซินลั่วก็หุบปากฉับ ไม่กล้าแม้แต่จะสะอื้นให้มีเสียงเล็ดลอดออกมา
คอมเมนต์ต่างพากันแสดงความเห็นอย่างดุเดือด:
[สะใจโว้ย!]
[ร้องห่มร้องไห้น่ารำคาญจะตายชัก ร้องไห้หน้าศพหรือไง! เป็นกาลกิณีจริงๆ!]
[ไป๋เสี่ยวลู่ ด่าเสิ่นซินลั่วให้หนักๆ เลยลูกแม่! เอาให้หน้าหงาย!]
ตั้งแต่เที่ยงจนถึงดึกดื่น ทุกคนหิวจนไส้กิ่วตาลายกันหมดแล้ว
เพื่อประหยัดเงินในกระเป๋า เลยไม่มีใครกล้าเสนอหน้าเข้าร้านอาหาร ซื้อได้แค่ข้าวกล่องลดราคากับข้าวปั้นในร้านสะดวกซื้อมากินกันตาย
รสชาติช่างหัวมัน ขอแค่กินให้อิ่มท้องเป็นพอ
ไป๋ลู่คิดว่า พ่อเทพบุตรของเธอเป็นถึงคนตระกูลฮั่ว เป็นนายน้อยที่เติบโตมากับหูฉลามรังนก จะให้มากินของพื้นๆ ได้ยังไง จึงกัดฟันตัดใจควักเงินซื้อซูชิพรีเมียมแบบกล่องให้เขา ส่วนตัวเองซื้อแค่ข้าวปั้นก้อนเดียว
ข้าวสวยก้อนเล็กๆ แปะด้วยสาหร่ายเหี่ยวๆ แผ่นหนึ่ง คืออาหารเย็นทั้งหมดของเธอ
ฮั่วเหยียนฟางมองข้าวปั้นในมือเธอ แล้วดันกล่องซูชิกลับไปให้
“เธอฝืน”
“ฉันไม่หิวค่ะ” ไป๋ลู่กัดข้าวปั้นเคี้ยวตุ้ยๆ ทำหน้าตาอารมณ์ดีกลบเกลื่อน
“บนเครื่องบินฉันกินขนมไปตั้งเยอะจนพุงกางแล้ว อาซุย คุณกินเถอะ คุณไม่สบายอยู่ ต่อให้ไม่อร่อย ก็ต้องฝืนกินให้หมดนะคะ จะได้มีแรง”
ฮั่วเหยียนฟางปรายตามองกล้องแวบหนึ่ง แล้วค่อยๆ คีบซูชิกินอย่างเชื่องช้าตามคำสั่ง
เสิ่นซินลั่วกินข้าวปั้นไปแค่ก้อนเดียว ท้องก็ยังร้องจ๊อกๆ ประท้วง เธอพอดูออกว่าในบรรดาทุกคน จู่ซินเอินใจดีกับเธอที่สุด เลยแอบไปทำตาละห้อยอ้อนจู่ซินเอิน
“พี่เอินคะ... ฉันขอกินข้าวปั้นอีกก้อนได้ไหม? ฉันหิวจริงๆ ค่ะ”
จู่ซินเอินจนใจกับมารยาหญิง เลยจำใจควักเงินซื้อข้าวปั้นให้เธออีกก้อน ราคา 200 เยน
เสิ่นซินลั่วเป็นผู้หญิง กินน้อย ข้าวปั้นสองก้อนก็เกือบจะอิ่มแล้ว อย่างน้อยก็ไม่หิวโซจนหน้ามืด
แต่พวกผู้ชายกินจุ กินข้าวกล่องที่ถูกที่สุดในร้านสะดวกซื้อ จะกินให้อิ่มก็ต้องใช้เงินไม่น้อย
ยังเหลือเวลาอีกตั้งสี่วันเต็ม จู่ซินเอินกับตี๋เจียเออร์กลัวว่าเงินจะไม่พอใช้ตอนท้าย เลยไม่กล้ากินให้อิ่มเต็มคราบ
หลินเย่เองก็ไม่อิ่ม แต่เขารู้ดีว่าทางบ้านฐานะยากจน เงินทุกเยนมีค่า เลยกลืนน้ำลายเอือก ยอมอดทนไว้เงียบๆ
พอกลับมาถึงห้องพักเตียงคู่ของหลินเย่กับจู่ซินเอิน ทุกคนก็มารวมตัวปรึกษาเส้นทางของวันพรุ่งนี้
ตี๋เจียเออร์สรุปแผน
“งั้นเอาตามนี้นะ โรงแรมอยู่ไกล พรุ่งนี้เจ็ดโมงเช้าเจอกันที่ล็อบบี้ ออกเดินทางไปเช็กอินจุดแรก โอเคไหม?”
ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย
ตอนนี้ตีหนึ่งกว่าแล้ว มีเวลานอนได้แค่หกชั่วโมง
พอปรึกษากันเสร็จ ต่างคนก็ต่างแยกย้ายกลับห้องนอนใครห้องมัน
ไป๋ลู่ขอโทรศัพท์ส่วนตัวคืนมา พอกลับถึงห้อง ยังไม่ทันจะได้โทรรายงานตัวกับพ่อ พ่อของเธอก็โทรสวนมาซะก่อนราวกับรู้เวลา
ในห้องมีกล้องติดอยู่ แขกรับเชิญตัดสินใจเองได้ว่าจะเปิดหรือปิดตอนไหน
ไป๋ลู่หันไปยิ้มหวานให้กล้อง “ทุกคน ฝันดีนะคะ!”
พอปิดกล้องแล้ว ไป๋ลู่ถึงกดรับสายด้วยน้ำเสียงสดใส
“พ่อคะ! เห็นอาซุยหรือยัง? เขาหล่อมากๆ เลยใช่ไหมคะ?”
ลู่อี้ถิงกลับถามสวนมาด้วยน้ำเสียงดุๆ ว่า
“กระเพาะแกหยั่งกับหลุมดำ มื้อเย็นกินแค่ข้าวปั้นก้อนเดียว แกจะไปอิ่มอะไรฮะ?!”
ไป๋ลู่หิวจนปวดกระเพาะจี๊ดๆ ตอนแรกก็ยังทนไหว แต่พอได้ยินเสียงพ่อ ความอดทนเข้มแข็งที่สร้างมาก็พังทลายทันที
ความน้อยใจพุ่งปรี๊ดขึ้นสมอง
“พ่อคะ... หนูหิวมากเลย หิวจนปวดท้องไปหมดแล้ว”
พ่อของเธอด่ากราดทันทีไม่มีปลอบ
“ซื้อซูชิให้ผู้ชาย แต่ตัวเองกินข้าวปั้นกระจอกๆ! สมน้ำหน้า! ยอมลำบากเพื่อผู้ชาย ก็สมควรอดตายแล้ว! โง่บรม!”
พอด่าเสร็จ พ่อของเธอก็พูดเสียงแข็งแต่แฝงความห่วงใยว่า
“ทนอีกคืนเดียว พรุ่งนี้พ่อจะให้ทีมงานแอบส่งข้าวให้แกเป็นพิเศษ”
พ่อของเธอก็ปากร้ายใจดีแบบนี้แหละ ยังไงก็รักเธอที่สุด
ไป๋ลู่สูดน้ำมูกฟืดฟาด
“พ่อคะ ไม่เอาดีกว่า เราตกลงกันแล้วนี่นาว่าจะไม่เปิดเผยความสัมพันธ์ชั่วคราว ถ้าพ่อไปฝากฝังกับทีมงาน เดี๋ยวเขาจะเข้าใจผิดเรื่องความสัมพันธ์พ่อลูกของเราอีก หนูไม่อยากมีข่าวว่าเป็นเด็กเส้น”
ลู่อี้ถิงคำราม “ตามใจแก!”
แล้วก็กดวางสายไปดื้อๆ
ไป๋ลู่ “............”
นิสัยพ่อนี่แย่จริงๆ บทจะมาก็มา บทจะไปก็ไป!
ไม่ถึงหนึ่งนาที สายเรียกเข้าจากกู้เพียนหรานก็ดังขึ้น
ไป๋ลู่คาบแปรงสีฟันอยู่ ถามเสียงอู้อี้ว่า “กู้ซูซู... มีอะไรเหยอคะ”
เสียงของกู้เพียนหรานอ่อนโยนเป็นพิเศษ
“เสี่ยวลู่... ถ้าหิว ในกระเป๋าเสื้อโค้ทของหนูมีคุกกี้กับช็อกโกแลตซ่อนอยู่ ไม่เยอะเท่าไหร่ หนูแอบกินเองนะ เข้าใจไหม?”
ไป๋ลู่รีบวิ่งไปเปิดกระเป๋าเดินทาง หยิบเสื้อโค้ทออกมาคลำดู ไม่ใช่แค่ในกระเป๋าเสื้อ แม้แต่ในฮู้ดก็ยังมีคุกกี้กับช็อกโกแลตยัดไว้จนแน่น
จิ้งจอกเฒ่าทั้งเจ้าเล่ห์และรอบคอบจริงๆ!
ต่อให้ทีมงานจะตรวจกระเป๋าเดินทาง ก็คงไม่รื้อเสื้อผ้าออกมาตรวจทีละตัวหรอก
“ฮือๆๆ กู้ซูซู! เสี่ยวลู่รักคุณที่สุดในโลกเลย!”
กู้เพียนหรานหัวเราะเบาๆ ในลำคอ “รีบพักผ่อนเถอะ ฝันดีครับ”
ไป๋ลู่บ้วนฟองยาสีฟันทิ้ง “กู้ซูซูก็ต้องรีบนอนนะคะ อย่าทำงานดึกเกินไปล่ะ สุขภาพสำคัญนะ”
กู้เพียนหรานมองกองเอกสารเท่าภูเขาบนโต๊ะทำงาน แต่ตอบกลับไปเสียงนุ่ม
“อาอยู่บนเตียงแล้วครับ”
“กู้ซูซู ฝันดีค่ะ”
“ฝันดีครับ”
ไป๋ลู่นั่งเคี้ยวคุกกี้ไปหนึ่งกล่องเต็มๆ ในที่สุดกระเพาะก็เลิกประท้วง แล้วถึงได้ล้มตัวลงนอนอย่างมีความสุข
.
หกโมงเช้า ไป๋ลู่ตื่นเพราะเสียงนาฬิกาปลุก
ใช้เวลาห้านาทีจัดการธุระส่วนตัวเสร็จ เธอก็ออกจากห้องด้วยความกระฉับกระเฉง
เดินไปเคาะประตูห้องฮั่วเหยียนฟางเป็นที่แรก เขายังนอนอยู่ รออยู่หลายนาทีกว่าจะมาเปิดประตูด้วยสภาพงัวเงีย
“อาซุย ฉันเองค่ะ”
ไป๋ลู่มุดตัวแทรกเข้าไปในห้องอย่างรวดเร็วราวกับนินจา แล้วปิดประตูใส่หน้า VJ ที่ตามถ่ายอยู่ทันที ปัง!
บนหน้าจอถ่ายทอดสด เห็นแค่ประตูห้องที่ปิดสนิท
เวลาในประเทศจีนยังเป็นตีห้ากว่าๆ
คนดูในไลฟ์สตรีมมีไม่มาก แต่ก็ไม่น้อย และทุกคนกำลังตื่นตะลึง!
[??????]
[เฮ้ย! เสี่ยวลู่กับฮั่วเหยียนซุยมีพิรุธ!]
[มีพิรุธจริงๆ ด้วย!!!! เข้าห้องไปทำไมตอนเช้ามืด!]
[จบกัน! ลูกสาวบ้านเราจะโดนหมูคาบไปกินแล้ว!]
[พูดตามตรงนะ... จากสภาพการณ์แล้ว น่าจะเป็นลูกสาวบ้านเราบุกไปกินโต๊ะจีนหมูมากกว่ามั้ง?]
[ผักกาดขาวน้อยเป็นฝ่ายรุกเจ้าหมูซะงั้น?]
[............]