ผมนี่แหละ มะนาวต่างนุด

    ตอนที่ 85 เลี้ยงอำลา

    ตอนที่85 เลี้ยงอำลา


    เพื่อนทุกคนพากันกล่าวให้กำลังใจเจคอบแต่ละคนต่างรู้สึกดีที่เพื่อนร่วมห้องพักไมได้เป็นอะไรมากจนกระทบต่อการเรียนต่อในสถาบันได้


    “พวกนายกำลังประชุมอะไรกันอยู่หรือ?” เจคอบเอ่ยถามทุกคนขึ้นมาโดยไม่เจาะจง


    เขาได้ยินเสียงพูดคุยจากเพื่อนในห้องก่อนเปิดประตูพอได้เห็นเพื่อนอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา จึงคาดเดาว่าเพื่อนกำลังทำการประชุมอยู่จึงอยากรู้เรื่องที่เพื่อนกำลังสนทนากัน


    “อ้อ! ไม่มีอะไรมากหรอก แค่เสิ่นอี้อยากรู้เรื่องงานพิเศษของพวกเราแต่ละคนก็เลยพากันเล่าให้ฟัง นี่ฉันยังไม่ได้ถามเสิ่นอี้เลยนะว่าได้งานอะไรเห็นแต่ถามถึงเรื่องของคนอื่น”


    เจมส์เอ่ยตอบเจคอบพร้อมกับกล่าวออกมาด้วยความสงสัยเนื่องจากสังเกตพบความใส่ใจของเสิ่นอี้ต่อการทำงานพิเศษของเพื่อน ในขณะที่เพื่อนชาวจีนไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องงานออกมาแม้แต่น้อย


    “จริงด้วย!” เพื่อนทุกคนต่างจ้องมองเสิ่นอี้เป็นจุดเดียวอย่างมีความหมาย


    เสิ่นอี้หัวเราะเบาๆ อย่างผ่อนคลาย เขาเอ่ยกระตุ้นให้เจมส์และเจคอบตอบคำถามมาก่อนโดยเขาคิดวางแผนบางอย่างไว้แล้วว่า


    “ฉันบอกแน่แต่ยังเหลือเจมส์กับเจคอบไม่ใช่หรือ พวกนายได้งานอะไรบ้างละ?”


    เสิ่นอี้เดินนำทุกคนกลับไปนั่งบนเก้าอี้ตามเดิมเพื่อสนทนาต่อกันโดยไม่ต้องยืนคุยให้เมื่อยขา กอปรกับเขาห่วงใยเจคอบที่เพิ่งกลับมาโดยไม่แน่ใจว่ากลับมาจากโรงพยาบาลทันทีหรือไปสมัครงานแล้วค่อยกลับห้องพัก


    อนึ่งเสิ่นอี้อยู่สนทนากับบรรดาอาจารย์ทั้งหลายจนถึงเวลาเลิกเรียนจึงไม่ได้รับรู้เหตุการณ์ภายนอกว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ทำให้เขาปลอดภัยจากการตามล่าหาตัวผู้กล้าในการโค่นล้มโอลิเวอร์


    ในขณะที่มีฝ่ายโกรธแค้นชายหนุ่มชาวจีนที่กล้าทำร้ายโอลิเวอร์กับพวกรวมทั้งการฉีกหน้าพระเจ้าท็อดด์ผู้เป็นขวัญใจของชมรมยิงปืนไปด้วย ซึ่งกลุ่มคนกำลังตามล่าเพื่อทำร้ายชายหนุ่มเป็นการเอาคืนให้กับขวัญใจของชมรมยิงปืนในที


    ทุกคนนั่งล้อมวงสนทนากับเสิ่นอี้อย่างกระตือรือร้นเจมส์เอ่ยต่อเมื่อเสิ่นอี้กล่าวจบอย่างภาคภูมิใจว่า


    “ฉันโชคดีเจอรุ่นพี่พอดีก็เลยได้งานในบริษัทเกมส์ฟอฟัน เป็นงานที่ฉันถนัดและชอบมาก รายได้ก็ดีทีเดียว”


    เจมส์ไม่กล้าเอ่ยตัวเลขค่าตอบแทนออกไปเพราะอาจทำให้เพื่อนคนอื่นน้อยใจได้จึงละไว้โดยตั้งใจ


    “ฉันออกจากโรงพยาบาลก็เลยไปสมัครงานเหมือนกันพอดีเอาเอกสารรับรองจากทางสถาบันไปด้วย โชคดีได้งานที่บริษัทเน็กซ์มีเดีย พวกเขากำลังพัฒนาเอไอในตัวหุ่นยนต์ผู้ประกาศข่าวอยู่เป็นงานที่ฉันกำลังสนใจพอดี ก็เลยได้ทั้งฝึกงานและได้เงินด้วย”


    ทุกคนต่างพยักหน้าชื่นชมงานของเพื่อนด้วยความสนใจจากนั้นเสิ่นอี้สอบถามเรื่องการเข้าร่วมชมรมเนื่องจากตอนเช้าไม่ได้ถามเพราะเพื่อนแต่ละคนต่างเร่งรีบไปเข้าเรียนจึงอยากรู้ว่าเพื่อนเลือกเข้าร่วมชมรมใดบ้าง


    อารันเลือกชมรมละครเวทีด้วยความชื่นชอบส่วนตัวเจคอบเลือกชมรมวิ่ง แจ็คเลือกชมรมดูดาว หย่านอ่องเลือกชมรมอาสากู้ภัย สุวรรณเลือกชมรมถ่ายภาพแต่ยังไม่มีกล้องดีราคาแพงไว้ใช้งานเจมส์เลือกชมรมรีไซเคิลสารพัดขยะ ส่วนฟิลิปเลือกชมรมดนตรีตามเจตนารมณ์เดิม


    “นายไม่ต้องบอกก็ได้ว่าเลือกชมรมอะไร? พวกเรารู้หมดแล้ว”


    เสิ่นอี้กำลังจะอ้าปากเอ่ยชื่อชมรมที่ตนเข้าร่วมทว่าเจมส์เอ่ยขึ้นมาด้วยความเข้าใจ ซึ่งเพื่อนแต่ละคนต่างพยักหน้าเห็นด้วยเนื่องจากข่าวโด่งดังของน้องใหม่สมาชิกชมรมยิงปืนสามารถท้าทายพระเจ้าท็อดด์ผู้เป็นนักกีฬายิงปืนโอลิมปิกอันดับหนึ่งของโลกไปหมาด ๆได้ โดยกลายเป็นข่าวโด่งดังทั่วสถาบัน


    “อ้อ! พวกนายรู้กันหมดแล้วหรือ?” เสิ่นอี้เอ่ยขึ้นมาด้วยความเขินอายเล็กน้อย


    “ใช่!” ทุกคนต่างกล่าวตอบเสิ่นอี้ด้วยท่าทางยินดี


    อนึ่งทุกคนต่างรู้สึกไม่แตกต่างกันที่ได้อยู่ร่วมห้องกับเสิ่นอี้เพราะชายหนุ่มชาวจีนได้ช่วยเหลือเพื่อนหลายคนให้รอดชีวิต และยังสร้างประวัติการณ์ใหม่อันน่าตื่นเต้นในชีวิตการเรียนรในสถาบันแห่งนี้


    เสิ่นอี้เห็นว่าทุกคนอยู่ในสภาพร่างกายพร้อมสมบูรณ์แล้วไม่เว้นแม้แต่เจคอบที่เพิ่งจะหายป่วยกลับมา จึงต้องการเลี้ยงอำลาเพื่อนก่อนไปทำงานในอีกสองวันเนื่องด้วยพรุ่งนี้เพื่อนทุกคนต่างแยกย้ายไปทำงานที่ได้สมัครกันไว้แล้วซึ่งเขาไม่มีโอกาสจะได้เลี้ยงอีกแน่นอน


    “ในเมื่อทุกคนได้งานดีๆ กันทั้งหมดเลย ให้ฉันได้เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารพวกนายหน่อยนะ อีกสองวันฉันจะต้องไปทำงานเหมือนกันแต่งานคราวนี้ไปนานเป็นเดือน หรืออาจจะนานกว่านั้น ฉันไม่สามารถตอบได้”


    “นายได้งานอะไรทำไมต้องไปนานขนาดนั้น แล้วเรื่องเรียนหนังสือละ?”


    เจมส์ถามขึ้นมาด้วยความแปลกใจซึ่งมีเพื่อนคนอื่นพยักหน้าต้องการอยากรู้เช่นกัน เพราะงานที่เสิ่นอี้เอ่ยออกมาแตกต่างจากงานของเพื่อนในห้องเป็นอย่างยิ่ง จึงอยากรู้ว่าเพื่อนได้งานอะไรกันแน่


    เสิ่นอี้กวาดตามองเพื่อนแต่ละคนด้วยความอบอุ่นหัวใจเขาสัมผัสได้ว่าเพื่อนสอบถามด้วยความห่วงใยอย่างแท้จริง โดยไม่มีสิ่งอื่นใดแอบแฝงจึงตอบเพื่อนด้วยน้ำเสียงผ่อนคลายว่า


    “เป็นงานทำร่วมกับอาจารย์เดวิดกับอาจารย์สตีเวนนั่นแหละอ้อ! ยังมีอาจารย์ไมเคิลที่สอนพวกเราเมื่อเช้าด้วยฉันเห็นว่าน่าสนใจดีก็เลยอยากเข้าร่วม ส่วนการลาเรียนก็ไม่ต้องห่วงอาจารย์เมสันจัดการให้ฉันไปแล้ว”


    เสิ่นอี้สบตากับเจมส์โดยตรงเพราะชื่อของอาจารย์ไมเคิลย่อมทำให้เพื่อนเรียนคณะเดียวกันเกิดความเชื่อมั่นและมั่นใจในภารกิจลับของตนซึ่งเขาไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดไปมากกว่านี้ได้


    “โอเค.....เข้าใจแล้ว”เจมส์พยักหน้าเข้าใจท่าทางจากเสิ่นอี้


    เขารับรู้ได้ทันทีว่าเพื่อนชาวจีนไม่ต้องการเอ่ยรายละเอียดของภารกิจออกมาทว่าชื่ออาจารย์คุ้นเคยหลายคนที่เพื่อนกล่าวถึงเพียงพอที่จะทำให้เขาเชื่อมั่นได้ว่าเพื่อนได้รับงานที่ดีและมีคุณค่าต่อมนุษยชาติแน่นอน


    จากนั้นเสิ่นอี้เอ่ยกระตุ้นทุกคนอีกครั้งในการไปเลี้ยงอาหารอำลาโดยเพื่อนต่างตอบรับด้วยดีเพราะรับรู้แล้วว่าเสิ่นอี้มีฐานะร่ำรวยซึ่งพร้อมจ่ายได้โดยไม่ลำบากแต่อย่างใด


    ..........


    เมื่อถึงเวลาสิบแปดนาฬิกานักศึกษาห้องสิบชั้นห้า ต่างพร้อมใจแต่งกายหล่อเหลาเพื่อไปร่วมงานเลี้ยงอำลาเสิ่นอี้โดยทุกคนลงความเห็นร่วมกันที่จะไปกินเลี้ยงในบาร์ที่ฟิลิปและหย่านอ่องทำงาน เนื่องจากฟิลิปตั้งใจมอบบทเพลงหนึ่งให้กับเสิ่นอี้โดยตรง


    ทุกคนไปถึงบาร์ “แพชชัน”แล้วเลือกที่นั่งใกล้กับเวทีแสดงดนตรีได้ในทันทีเพราะไปถึงแต่หัววันจึงมีโต๊ะว่างให้เลือกตามชอบใจ โดยเสิ่นอี้จ่ายค่าโต๊ะด้วยบัตรเครดิตอย่างไม่กังวล


    หลังจากทุกคนดื่มกินกันได้สักพักจนถึงเวลาสิบเก้านาฬิกาบรรดาลูกค้าขาประจำและขาจร ต่างทยอยเข้ามาในร้านกันอย่างคับคั่ง


    ทันใดนั้นกลุ่มชายฉกรรจ์ร่างใหญ่จำนวนห้าคนต่างกรูเข้ามาล้อมกรอบกลุ่มของเสิ่นอี้ไว้อย่างไม่พอใจโดยมีชายหัวเกรียนกล้ามใหญ่ผู้เป็นหัวหน้ากลุ่ม เอ่ยขึ้นมาด้วยอารมณ์โมโหว่า


    “เฮ้ย! ไอ้ลูกหมาตัวไหนกล้ามานั่งโต๊ะประจำของข้าวะ?”


    เสิ่นอี้และเพื่อนต่างหยุดดื่มกินแล้วหันหน้าไปมองต้นเสียงที่เอ่ยออกมาด้วยความแปลกใจโดยมีเพื่อนร่วมห้องหลายคนของเสิ่นอี้ต่างตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว เนื่องจากขนาดร่างกายแตกต่างกันมาก


    ยกเว้นเสิ่นอี้ที่ยังคงยกกระป๋องเบียร์ขึ้นมาดื่มอย่างใจเย็นร่วมกับหยิบกินกับแกล้มโดยไม่ได้สนใจท่าทางไม่พอใจของอีกฝ่ายแต่อย่างใด


    โจเซฟผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มเขาเงื้อมือขึ้นมาโดยหวังจะตบเสิ่นอี้ให้คว่ำหน้าลงกับโต๊ะเพื่อลงโทษในความผิดที่กล้าแสดงท่าทางโอหังโดยยังดื่มต่อไปอย่างไม่สนใจตน


    “โอ๊ย!” ฉับพลันโจเซฟส่งเสียงกรีดร้องออกมาดังลั่นด้วยความเจ็บปวด


    ผู้คนที่เคยนั่งอยู่โต๊ะข้างเคียงกับโต๊ะกลุ่มเสิ่นอี้ต่างพากันลุกหนีกันออกไปอยู่ด้านอื่นกันหมด เนื่องจากหลายคนหวาดกลัวในพละกำลังของกลุ่มโจเซฟซึ่งเป็นลูกค้าขาประจำของบาร์แห่งนี้กันถ้วนหน้า


    อย่างไรก็ตามทุกคนต่างคาดไม่ถึงที่หนุ่มชาวจีนร่างผอมบางจะคว้ามือของโจเซฟไว้พร้อมกับบิดด้วยความเร็วเหนือแสงเพราะไม่มีใครมองตามได้ทันโดยทุกคนต่างมองเห็นเพียงนิ้วมือทั้งห้านิ้วบิดเบี้ยวและชี้กันไปคนละทิศทาง


    “ฉันจะนั่งโต๊ะนี้.....มีอะไรไหม?” เสิ่นอี้ลุกขึ้นจากเก้าอี้อย่างขี้เกียจพลางหันหน้าไปสอบถามกลุ่มชายฉกรรจ์ร่างยักษ์ทั้งห้าคนอย่างไม่กังวลใจ


    ขณะที่ชายฉกรรจ์อีกสี่คนเตรียมกรูเข้าทำร้ายเสิ่นอี้และเพื่อนเพื่อแก้แค้นให้กับหัวหน้ากลุ่มพลันมีเสียงดังสนั่นจากกลุ่มของวิลเลียมดังขึ้นมาว่า


    “เฮ้ย! ใครกล้ามายุ่งกับน้องเสิ่นอี้ของข้าวะ?”


    ฉับพลันพรรคพวกของโจเซฟต่างหันรีหันขวางและทำหน้าตาเลิ่กลั่กอย่างไม่แน่ใจโดยมีชายผมสีบลอนด์คนหนึ่งเอ่ยถามวิลเลียมขึ้นมาอย่างไม่เข้าใจว่า


    “ไหนวะ? ใครคือเสิ่นอี้?แกพูดมั่วหรือเปล่าวิลเลียม?”


    กลุ่มวิลเลียมกับพวกห้าคนเดินตรงเข้ามาใกล้พลางตบไหล่เสิ่นอี้เบา ๆ เป็นการทักทายทางอ้อม แล้วกล่าวแนะนำกับกลุ่มศัตรูของตนว่า“ก็นี่ไง.....เสิ่นอี้”

    คล้ายกับเรื่องผมนี่แหละ มะนาวต่างนุด ที่คุณอ่าน