“เมื่อวานไปสมัครงานมาเป็ยังไงบ้างล่ะลูก”
“ศาเคยทำให้แม่ผิดหวังด้วยหรือคะ?”
แม่หันมายิ้มให้กับฉัน มันเป็รอยยิ้มที่สว่างยิ่งกว่าแสงของดวงตะวันยามเช้าเสียอีก ฉันวางตะกร้าผ้าใบั์ลงบนโต๊ะก่อนจะหยิบเสื้อผ้าออกมาพับทีละตัว เรียงแยกกันทั่วทั้งบนโต๊ะไม้สีเข้มตามประเภท และขนาด
แสงยามเช้าเริ่มสาดส่องเข้ามาทางบานเกล็ดของหน้าต่าง เป็สัญญาณเตือนถึงเช้าวันใหม่ที่กำลังมาเยือนยังโลกใบนี้อย่างเชื่องช้า และสวยงามในเวลาเดียวกัน
กิจวัตรประจำวันที่ฉันทำทุกวันในตอนเช้า และตอนเย็นซ้ำๆ กันทุกวันไม่เคยเปลี่ยนไปมาตลอดระยะเวลากว่ายี่สิบปีที่ผ่านมาเลย ถ้าไม่รวมตอนที่ฉันเกิดและกำลังหัดเดินน่ะนะ
ตื่นเช้ามาสิ่งแรกที่ฉันต้องทำก็คือลงมาเตรียมหุงข้าวเช้า หลังจากนั้นก็เตรียมมื้ออาหารตอนเช้าสองถึงสามอย่าง แยกออกเป็ชุดใส่บาตรสำหรับแม่ฉันในทุกเช้า และชุดข้าวเช้า ส่วน่เย็นหลังจากกลับจากเรียน ฉันก็หมกตัวอยู่แต่ในห้องครัวเหมือนเดิมนั่นแหละ ล้างจาน กวาดบ้าน แต่อาหาร่เย็นที่บ้านเราจะไม่ต้องทำเพราะแม่ฉันจะห่อกับข้าวซึ่งเหลือจากโต๊ะของบ้านใหญ่มาด้วยทุกวัน
่แรกๆ ฉันก็มีบ้างที่รับไม่ได้กับการต้องมากินเศษกับข้าวเหลือทิ้งซึ่งไม่ได้ถูกนำขึ้นโต๊ะ แต่พอมานึกย้อนดูว่า...ตัวเองไม่ควรก่อเื่ให้แม่ต้องมาขายหน้าหรือลำบากใจเหมือนอย่างใน่นั้น ตอนที่ฉันยื้อแย่งตุ๊กตาในห้องโถง ความคิดแบบเด็กไม่โตในวันนั้นมันทำให้แม่ของฉันต้องถูกต่อว่าต่อหน้าคนงานในบ้านทุกคน 'เลี้ยงลูกยังไงถึงเป็เด็กที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง' ไม่เพียงแค่ถูกพ่อบังเกิดเกล้าชี้หน้าด่า ไล่อย่างกับหมูกับหมา แม่ของฉันยังถูกนินทาทั้งต่อหน้าและลับหลัง บางครั้งฉันก็แอบเห็นแม่นั่งร้องไห้ตอนกำลังรีดเสื้อผ้าบ้าง ล้างจานบ้าง แต่แค่แม่ไม่เคยพูดออกมาเท่านั้น
ดังนั้น เื่ราวในอดีตมันจึงสอนฉันว่าอะไรควรทำ และอะไรไม่ควรทำจนถึงทุกวันนี้ ยกเว้นเื่ที่ฉันกำลังคิดจะทำในตอนนี้เท่านั้น
“ศานี่ใช่หนังสือของหนูหรือเปล่าลูก”
“ไหนศาขอดูหน่อยค่ะ อาจจะมีของเพื่อนๆ ติดมา”
ฉันหยิบหนังสือเล่มหนึ่งจากมือของแม่มา ทั้งปกแล้วก็เนื้อหาด้านในล้วนไม่คุ้นตาเลย และฉันก็จำไม่ได้ด้วยว่าเคยอ่านหนังสือแบบนี้มาก่อน ฉันพลิกหน้าอ่านเนื้อหาภายในนั้นไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายฉันก็วางมันลงไว้บนโต๊ะ
“สงสัยจะเป็ของเพื่อนศา เดี๋ยววันนี้จะติดกระเป๋าเอาไปคืน” ฉันหันไปมองหนังสือเล่มนั้นอีกครั้ง “ศาบอกแม่หรือยังค่ะว่าวันนี้ศานัดเพื่อนเอาไว้พอดีเลย”
“ถ้าอย่างนั้นก็อย่าลืมเอาไปคืนเพื่อนด้วยล่ะ”
อันที่จริงทั้งฉันและเพื่อน เราไม่เคยมีใครคนไหนที่ซื้อหนังสือนิยายจีนย้อนยุคแบบเล่มนี้มาอ่านสักคน หนังสือส่วนใหญ่ที่เราซื้อจะเป็หนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นเสียมากกว่า แนวนี้ตัดออกไปได้เลย หมดสิทธิ์ค่ะ
หลังจากทำกิจวัตรประจำวันเสร็จเรียบร้อยเหมือนทุกๆ วัน ฉันก็รีบอาบน้ำเตรียมตัวออกจากบ้าน ฉันนัดกับน้ำใสเอาไว้ที่ร้านส้มตำข้างทางตรงหน้าปากซอย
ก่อนจะออกจากบ้าน ฉันก็ไม่ลืมหยิบหนังสือนิยายเล่มนั้นติดกระเป๋ามาด้วย ในใจฉันลึกๆ ก็คิดเอาไว้แล้วว่าคงไม่ใช่หนังสือน้ำใสแน่นอน แต่ก็ตัดใจทิ้งมันเอาไว้บนโต๊ะแบบนั้นไม่ได้ บางทีน้ำมันอาจจะเปลี่ยนแนวมาอ่านอะไรแบบนี้ก็ได้
“ศาศาศา”
“เอ้าแก” ฉันยกมือทักเพื่อนที่กำลังจ้ำข้าวเหนียวเข้าปาก
สงสัยจะเดินเหม่อคิดเื่หนังสือเล่มนี้แน่ๆ เดินมาจนเกือบจะเลยร้านส้มตำสะได้เรา
“ฉันเห็นแกเดินเลยร้านไป เลยรีบทัก”
“ของแกหรือเปล่า” ฉันวางหนังสือนิยายในมือลงบนโต๊ะสเตนเลสที่เต็มไปด้วยจานอาหารที่เพื่อนตัวดีกินหมดไปกว่าครึ่งแล้ว “พอดีแม่ฉันเจอมันที่บ้านน่ะ”
น้ำใสหยิบหนังสือเล่มนั้นไป เธอเปิดอ่านเนื้อหาด้านใน ยิ่งเพื่อนของฉันเปลี่ยนหน้าไปเรื่อยๆ สีหน้าของมันก็ยิ่งแปลกขึ้นทุกที คิ้วทั้งสองข้างเริ่มขมวดเป็ปมน้อยๆ กลางหน้าผาก
“ไม่ใช่ของฉันนะ” น้ำใสส่งหนังสือเล่มนั้นกลับมาตรงหน้าฉัน “ไม่ใช่แนวเลยเพื่อน มีแต่คำแปลกๆ แกคิดว่าฉันจะเสพอะไรแบบนี้หรอ ไม่มีทาง” พูดจบน้ำใสก็กินต่อ
“แล้วมันของใคร?”
“ของแม่หรือเปล่า คนแก่อ่ะนะขี้ลืมจะตายไป”
“ฉันว่าไม่ใช่”
“แกเลิกคิดมากเื่หนังสืออะไรนี่เถอะ จะกินไหม ไม่กินฉันกินนะเพื่อน อย่าลืมว่าหารสอง” น้ำใสชูนิ้วขึ้นสองนิ้ว “หารสอง” เธอย้ำอีกรอบเสียงเข้ม
“รู้แล้วๆ” ฉันดึงความคิดทั้งหมดมาที่อาหารตรงหน้า ทิ้งหนังสือเล่มนั้นไว้ที่เดิม
บนโต๊ะสเตนเลสมีทั้งส้มตำปูปลาร้า ตำไทย ลาบแล้วก็น้ำตกหมู อันนี้ของโปรดของฉันเลย แต่น่าเสียดายที่มันก็เป็ของโปรดของน้ำใสด้วยเช่นกัน บางครั้งเราจึงมักแย่งกันกินอยู่บ่อยๆ เราสองคนกินไปคุยกันไป ่นี้มีเื่มาเล่าสู่กันฟังเยอะมากๆ เพราะเป็่ที่เพิ่งเรียนจบกันใหม่ๆ รับใบปริญญากันหมาดๆ แล้วก็หางานทำกันเลย ต่างคนก็ต่างเล่า ต่างคนก็ต่างรับฟังซึ่งกันและกัน
ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด
เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ดังขึ้นระหว่างบทสนทนา ฉันมองหน้าเพื่อนสาว ก่อนที่อีกฝ่ายจะส่ายหน้าเป็พันวัน ฉันก็เข้าใจในทันทีว่าโทรศัพท์ของฉันนี่เองที่กำลังดังอยู่ในตอนนี้
“สวัสดีค่ะ คุณแขหรือคะ มีอะไรหรือเปล่า” ปลายสายคือเสียงเข้มๆ ของเลขาสาวจอมวางมาดของคุณพ่อ “ตอนนี้เลยหรือคะ แต่ว่ามันเป็วันหยุดนิคะ”
“งานเข้าสินะเพื่อน”
“ที่ไหนคะ ได้ค่ะ เดี๋ยวฉันไป” ทางปลายสายกดวางทันทีเมื่อพูดธุระของตนจบ “เดี๋ยวนี้วันหยุดก็ต้องทำงานหรือไงกัน”
“แกก็ไม่ต้องไปดิ งานบ้างานบออะไรทำวันหยุดกัน ถ้าเป็ฉันนะ...”
“แกจะด่าเ้านายกลับไปหรอ?”
“ใครบอก ก็คงต้องไปนั่นแหละ” น้ำใสมองฉันนิ่ง “เอาหน่าแก เพิ่งได้งานทำ ยืดหยุ่นหน่อย”
“งั้นวันนี้ฉันไปต่อกับแกไม่ได้แล้วนะ”
“จ้า เอาไว้เสาร์หน้าก็ได้เพื่อน”
หลังจากร่ำลากับเพื่อนอย่างน้ำใสเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฉันก็รีบตรงดิ่งไปยังสถานที่ที่เลขาของคุณพ่อนัดเอาไว้ทันที ถ้าไม่ใช่เื่สำคัญอะไร ฉันจะด่าแม่นั่นให้ดู คิดว่าเป็เลขาของคุณพ่อแล้วจะจิกหัวสั่งใครทำงานก็ได้ตามใจงั้นหรอ เดี๋ยวเจอกันนังงูพิษ… แขไข
โปรดติดตามตอนต่อไป