จิรภาอยู่ด้านหลัง ใช้ฝ่ามือและปลายนิ้วลูบฟองสบู่ลงบนผิวของมารตี มือเธอนุ่มอ่อนโยน แผ่วเบา และชำนาญในทุกจังหวะสัมผัส จากต้นคอ…สู่หัวไหล่…ไล้ลงไปที่แผ่นหลังแล้ววกกลับขึ้นมาวนเบาๆ ที่แอ่งสะบัก เสียงน้ำ…เสียงลมหายใจ…เสียงหัวใจของเธอที่เริ่มดังขึ้นในอกเธอไม่เร่ง ไม่รุก ไม่กดดัน แต่กลับค่อยๆ ใช้มือเป็นเหมือนพู่กันละเลงความรู้สึกอุ่นวาบลงบนร่างงามทีละเส้นทีละส่วน
แต่…ในใจของมารตี ขณะที่ร่างเธอกำลังตอบสนองต่อการสัมผัสนั้น หัวใจของเธอกลับกำลังหวนคิดถึงภาพของหนุ่มน้อยในชุดเสื้อเชิ้ตขาวสะอาดกางเกงผ้าสีเข้ม นัทพงษ์…ผู้ชายที่ไม่เคยสัมผัสตัวเธอเลยสักครั้ง แต่กลับสามารถจุดไฟในใจเธอให้ลุกขึ้นทุกครั้งที่คิดถึงเธอหลับตา ปล่อยให้จิรภาลูบไล้ฝ่ามือลงบนแขน แต่มือข้างหนึ่งของเธอแอบกำไว้แน่นแนบอกไม่ใช่เพราะกลัว…แต่เพราะคิดถึงใครบางคนมากเกินไป
“รตีรู้ไหม…” จิรภาเอ่ยขึ้นเบาๆ เสียงหล่อนแทบจะกลืนไปกับเสียงน้ำ “…เธอเหมือนทะเลตอนกลางคืนสงบจนใครบางคนอยากกระโจนลงไป แต่ลึกเกินกว่าจะหยั่งถึง”
มารตีลืมตาช้าๆ หันไปสบตาหญิงสาวตรงหน้า จิรภาไม่ได้จ้องเธอด้วยไฟปรารถนาอย่างที่ใครๆทำ แต่ด้วยแววตาเข้าใจ และเว้นระยะให้เธอได้หายใจเป็นของตัวเอง
“แล้วเธอไม่กลัวเหรอ…ว่าจะจมน้ำ” เธอถามกลับ
จิรภาหัวเราะเบาๆ “บางคนไม่กลัวจมน้ำหรอกค่ะถ้าแค่ได้รู้สึกว่าตัวเองมีชีวิตอยู่…ก็พอแล้ว”
ร่างเปลือยเปล่าของสองสาวใกล้กันมากขึ้น ฝ่ามือของจิรภาเลื่อนมาวางที่เอวมารตีอย่างแผ่วเบาสาวสวยกอดเธอไว้จากด้านหลัง หน้าผากแตะลงเบาๆ ที่บ่า ไม่มีจูบไม่มีความเร่าร้อนเร่งเร้า มีเพียงไออุ่นและเสียงน้ำที่ยังไหล และเธอก็…ปล่อยให้ตัวเองพิงกับอกอวบนุ่มหยุ่นนั้นพิงด้วยร่างกาย…แต่จิตใจยังล่องลอยไปไกล
เธออยากรู้…ตอนนี้นัทพงษ์กำลังทำอะไร กำลังคิดถึงเธอบ้างไหมหรือเขายังมองเธอเป็นแค่ “หัวหน้า” เขาจะรู้หรือเปล่าว่าแค่แววตาใสซื่อของเขาก็ทำให้เธอเกือบละลายทุกครั้งที่สบตา เธอไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับใครไม่ใช่แม้แต่กับปพนต์ เพราะกับปพนต์ เธอรู้ว่าตัวเองรักเขา แต่กับนัทพงษ์…มันเหมือนแรงดึงดูดที่บางครั้งก็อ่อนโยนบางครั้งก็ทรงพลังอย่างน่ากลัว
ด้านนอกของกระจก ปพนต์และวรเมธนั่งแช่น้ำอุ่นในอ่างที่มีน้ำมันหอมระเหยกลิ่นลาเวนเดอร์ทั้งสองต่างจิบไวน์แดงเบาๆ สลับกับพูดคุยเรื่องศิลปะและความทรงจำ แต่สายตาของพวกเขาไม่ได้ละไปจากภาพตรงหน้า
ร่างของมารตีในอ้อมแขนของจิรภา ฝักบัวปล่อยสายน้ำให้ไหลผ่านแผ่นหลังขาวเนียนนั้นจนเปียกชุ่ม
แต่ละท่าทีไม่หวือหวาไม่วาบหวิว…แต่กลับดึงดูดสายตาอย่างประหลาด เหมือนชมภาพวาดที่มีชีวิต…อารมณ์…และความเศร้าเบาๆที่ซ่อนอยู่ใต้แสงไฟ
“เธอกำลังคิดถึงคนอื่น…อยู่เหรอ” วรเมธเอ่ยเบาๆ
ปพนต์หลับตาลงช้าๆ ก่อนยิ้ม “ใช่…แต่ผมก็ไม่ได้คิดจะห้ามด้วยสิ”
วรเมธยิ้มน้อยๆ ไม่ว่าอะไรต่อแต่ลุกขึ้นนุ่งผ้าเช็ดตัวเดินออกไปชั่วครู่ก็กลับมาพร้อมเด็กหนุ่มในชุดพนักงานต้อนรับคนหนึ่งปพนต์มองตามก่อนยิ้มน้อยๆ เหมือนจะเข้าใจความคิดของวรเมธ
“วันนี้น้องบริการดีมากเลยพี่ให้ไปช่วยสาวสองคนนั้นอาบน้ำเป็นรางวัลดีไหม”วรเมธบอกเสียงดังชัดเจนก่อนจะชี้มือไปที่ร่างเปลือยเปล่าที่ยืนอยู่ใต้ฝักบัวกั้นด้วยกระจกใส
“เอ่อจริงๆ เหรอครับ..ที่...”เด็กหนุ่มคนนั้นหน้าแดงด้วยความตื่นเต้นเขาเคยให้บริการมารตีและจิรภาหลายครั้งและแอบมองพวกเธออย่างหลงใหล
“จริงสิแต่นายต้องแก้ผ้าเดินเข้าไปนะ” วรเมธพูดยิ้มๆ
เด็กหนุ่มหันไปมองหน้าปพนต์กับวรเมธอย่างแทบไม่เชื่อว่าจะเป็นความจริงแต่เมื่อเห็นสองคนพยักหน้าและยิ้ม เขาก็ไม่รั้งรอรีบถอดเสื้อผ้าอย่างรวดเร็วไม่สนใจกระดุมเสื้อที่ขาดร่วงลงไป
เมื่อเห็นร่างเปลือยของชายที่ไม่รู้จักเดินเข้ามามารตีและจิรภา ตกใจเล็กน้อยก่อนจะหันมองออกไปนอกห้องกระจก เห็นสามีของพวกเธอยิ้มพลางทำท่าทางถูตัวขณะชี้ไปที่ชายหนุ่มคนนั้น
จริภาไวกว่าเธอเอื้อมมือๆไปดึงหนุ่มคนนั้นเข้ามา “ช่วยถูตัวให้พวกเราหน่อยได้ไหมจ๊ะ รูปหล่อ”เธอมองหน้าที่แดงก่ำของเขา พลางวางมือเขาบนอกอวบหยุ่นของเธอ
ต่อจากนั้น สามร่างที่อยู่กลางสายน้ำจากฝักบัวก็ผลัดกันนวด ผลัดกันถูตัว อย่างเพลินเพลิน และเร่าร้อน...มารตีมารู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อรู้สึกถึงความร้อนวูบที่พุ่งมาถูกเอวของเธอหญิงสาวเหลียวหน้าไปก็เห็นมือจิรภากำลังขยับรัวๆ อยู่กลางตัวหนุ่มน้อยคนนั้น
เมื่ออาบน้ำเสร็จ มารตีห่มผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่ เดินออกมาพร้อมจิรภา ผมสีเข้มของเธอเปียกแนบไหล่แต่ตาเธอยังเป็นประกายเหมือนคนเพิ่งตื่นจากฝัน
ปพนต์เดินเข้ามาหา เธอยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยน เขากอดเธอเบาๆและกระซิบข้างหู “คืนนี้เธอสวยมาก…โดยเฉพาะตอนอาบน้ำเมื่อกี้นี้”
มารตีหัวเราะฝืนๆ ไม่ตอบอะไร แต่เธอรู้ตัวดีว่าครั้งนี้ใจเธอไม่ได้อยู่ที่นี่แบบเต็มร้อย
ค่ำคืนริมทะเลเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งท้องฟ้าไร้เมฆเปิดกว้างจนเห็นดาวระยิบเต็มผืนฟ้า กลิ่นเกลืออ่อนๆลอยมากับลมเย็นโชยจากผืนน้ำระเบียงไม้ริมสระของวิลล่าถูกจัดแต่งอย่างเรียบหรูสำหรับมื้อค่ำ ผ้าปูโต๊ะสีครีมอ่อนปักลายลูกไม้ ดอกไม้สดวางกระจายเป็นจุดๆ แสงจากเทียนหอมและไฟประทีปที่สะท้อนเงาบนผิวน้ำสร้างบรรยากาศราวกับภาพในฝัน
ปพนต์และวรเมธนั่งอยู่คนละฝั่งของโต๊ะกลมกำลังจิบไวน์แดงและคุยกันเรื่องวินเทจแจ๊สเบาๆ ส่วนมารตีกับจิรภาเดินควงแขนกันออกมาช้าๆแต่คนละสวมชุดเดรสสีอ่อนต่างกันออกไป แต่ที่เหมือนกันคือทั้งคู่ลืมใส่ชั้นในมาสองร่างงามนั้นสะท้อนแสงเทียนอย่างบางเบาและเย้ายวน เสียงเพลงแซกโซโฟนแผ่วเบาดังคลอชวนให้อารมณ์ล่องลอยไปในคืนเดือนหงายที่เต็มไปด้วยความโรแมนติกและบางสิ่งที่ไม่อาจมองเห็น
จิรภาเอียงหน้ามากระซิบข้างหูมารตี “เต้นรำกันไหมคืนนี้?”
มารตีหันไปสบตาเพื่อนสาว รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นบนริมฝีปาก “คืนนี้…ขอเต้นกับคนที่ไม่เคยทำให้ฉันรู้สึกอึดอัดหน่อยนะ”
จิรภาหัวเราะ จับมือขาวเรียวงามของมารตีไว้แล้วดึงเบาๆพาทั้งสองสาวก้าวออกไปยังพื้นที่หน้าระเบียง ใกล้ประทีปไฟที่เปลวไฟไหววิบวับ เหมือนใจคนที่อยู่ไม่นิ่งเสียงแซกโซโฟนแปรเปลี่ยนจังหวะเป็นวอลซ์ช้าๆ และใต้แสงเทียนนั้น มารตีกับจิรภาเริ่มหมุนตัวเบาๆราวกับกำลังเล่นละครเงียบในคืนเงียบงัน
สองร่างในเดรสบางเบาสั้นเหนือเข่าเคลื่อนตามจังหวะใกล้กัน ชิดกัน แล้วเว้นระยะอีกนิดให้หายใจได้
จิรภาจับมือมารตีไว้แนบอกของตัวเอง “คืนนี้เธอสวยนะเหมือน...ดอกกุหลาบที่ยังไม่กล้าบานเต็มที่”
มารตีหัวเราะน้อยๆ “เพราะยังไม่เจอแดดที่ถูกจังหวะหรือเปล่า?” แต่แล้วเธอก็เงียบลงเมื่อเงยหน้าขึ้น สบตากับจิรภาที่กำลังมองเธอด้วยแววตาอบอุ่นแต่ไม่เรียกร้องทั้งสองเดินประคองกันกลับมาที่โต๊ะ
มือหนึ่งของมารตียกแก้วไวน์ขึ้นมา ส่งให้จิรภาอย่างแผ่วเบา“สำหรับคืนนี้...เพื่อมิตรภาพที่ไม่มีเงื่อนไข”
จิรภารับแก้วไว้ ยกขึ้นชนเบาๆ แต่ในขณะที่จิรภามองมารตีด้วยแววตาชื่นชมแต่สายตาของมารตีกลับหลุดลอยไปไกล
เธอไม่ได้มองจิรภา ไม่ได้มองไฟประทีปหรือแม้แต่ดวงจันทร์ที่ลอยเด่น...เธอกำลังมอง “บางสิ่งที่ไม่มีอยู่ตรงหน้า” ในใจของเธอ...ภาพของนัทพงษ์ปรากฏชัดอย่างไม่ต้องพยายามดวงตาใสๆ ที่มักหลบตาเธอเวลายิ้ม ท่าทางเก้อเขินตอนถือเอกสารมาให้ หรือคำทักทายเบาๆยามเช้า
เขา...ไม่ใช่คนที่มีเรือนกายสมบูรณ์แบบเหมือนใครในที่นี้ แต่หัวใจของเขา...กลับมีอะไรบางอย่างที่แตะลึกเข้าไปถึงใจเธอโดยไม่ทันรู้ตัวมารตียืนนิ่งไปในอ้อมแขนของจิรภา ไม่ใช่เพราะร่างไม่ขยับ แต่เพราะหัวใจเธอกำลังสั่นระรัวในความเงียบความผูกพันทางใจ...เหมือนสายลมจากทะเลที่ไม่อาจมองเห็น แต่มันซัดเข้ามาได้เสมอโดยไม่ต้องมีเสียง ไม่ต้องมีคำพูด
“คิดถึงเขาเหรอ?” จิรภาเอ่ยเบาๆ
มารตีสะดุ้งนิดๆ แล้วหัวเราะกลบเกลื่อน “เธอนี่เข้าใจฉันดีเกินไปแล้วนะ…”
“เพราะเธอไม่เคยเงียบตอนอยู่กับฉันนะสิ” จิรภาพูดแล้วจับมือเธอแน่นขึ้นนิด“แต่คืนนี้...เธอเงียบเหมือนคนที่ใจไม่อยู่ที่นี่”
มารตีหลบตาไป มองทะเลมืดที่ไกลออกไป “บางทีฉันก็กลัวว่าฉันจะเริ่มรู้สึกมากเกินไปทั้งที่มันยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย…”
“ใจคนมันเลือกเองเสมอ ต่อให้เราจะพยายามไม่ให้รู้สึก” จิรภาตอบ “และบางครั้ง...แค่รู้สึกก็พอแล้วไม่ต้องสัมผัส”
ดวงดาวยังอยู่ที่เดิม...แต่หัวใจของหญิงสาวไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว เธอไม่ได้ร้องขอให้เขาเข้ามาใกล้ชิดไม่ได้ร้องขอให้เขารัก แค่ขอ...ให้เธอได้คิดถึงเขาเงียบๆ แบบนี้อีกสักคืนก็พอ เพราะบางครั้ง...ความรักที่ยังไม่เอ่ยออกมา...กลับหวานและหนักแน่นยิ่งกว่าคำใดๆทั้งสิ้น
เสียงคลื่นทะเลกระทบฝั่งเบาๆราวกับกล่อมโลกทั้งใบให้หลับใหลในค่ำคืนแห่งการเปลี่ยนแปลงคืนที่สายลมพัดพากลิ่นไอเกลือและความลับจากใจผู้คนมาไกลถึงระเบียงไม้ของวิลล่าส่วนตัวริมทะเล
มารตีก้าวเท้าเข้าไปในห้องนอนที่ถูกจัดไว้อย่างสวยงามกลิ่นหอมของเทียนอโรมาลอยอบอวล แสงไฟสลัวจากเชิงเทียนริมหัวเตียงสะท้อนเงาร่างของวรเมธที่ยืนรออยู่ในชุดคลุมบางเบาสีเทาอ่อนดวงตาคมเข้มของเขามองเธออย่างไม่เร่งเร้า ทว่าเต็มไปด้วยแรงดึงดูดอันเงียบงัน
“คืนนี้...เรามาเป็นของกันและกันนะครับ” วรเมธกระซิบขณะยื่นมือมารับมือเธอ
มารตีวางมือของเธอลงไปอย่างไม่ลังเลแต่ในใจกลับรู้สึกเหมือนร่างกายล่องลอยห่างออกไป...ไกลออกไปยังโต๊ะทำงานตัวนั้นที่มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังยิ้มให้เธอแบบไม่เคยเสแสร้ง
หญิงสาวไม่พูดอะไรปล่อยให้วรเมธค่อย ๆ ประคองเธอมานั่งที่ปลายเตียงมือใหญ่ของเขาไล้จากท่อนแขนลงมาที่หลังมือ จูบเบาๆ ลงตรงข้อพับทำให้เธอหลับตาลงชั่วครู่ ริมฝีปากของเขาเคลื่อนไปช้าๆ ไล่จูบจากไหล่ขึ้นมาผ่านแก้มนุ่มละมุนจนถึงมุมปาก