ดนตรีถูกบรรเลงโดยนักดนตรีประจำราชสำนักที่ติดตามมาด้วย ซือเหมยเหนียงโค้งคำนับฮ่องเต้ ฮองเฮา และเชื้อพระวงค์ก่อนจะนั่งลงที่โต๊ะที่ถูกจัดเตรียมไว้ โดยมีอันหยงคอยรับใช้อยู่ข้างๆ ร่างบางเดินตามจังหวะบรรเลงเข้ามาสู่วงสังสรรค์ แสงแดดจ้าตกกระทบกับร่างหญิงงามเป็ภาพให้เห็นแบบพร่าเลือน และแม้จะมองไม่ชัดตาแต่กลับรับรู้ได้ถึงท่วงท่าที่อ่อนช้อยแลดูดุดัน ใบหน้านิ่งภายใต้ผ้าที่ปกปิดกับดวงตาสวยที่ดูเย่อหยิ่งและยั่วยวนนั้น สะกดทุกสายตาให้จับจ้องที่ร่างระหงส์ ดั่งต้องมนต์ตกอยู่ในภวังค์ลึกจนไม่อาจถอดถอน เถียนมีมี่มีสายตาเอียงอายอ่อนหวานน่าหลงใหลกับเหล่าบุรุษ มีสายตาใสซื่อต่อเหล่าสตรี ทุกการแสดง นางสามารถสะกดผู้คนที่เข้าชมได้ไม่เว้นแม้แต่เด็กน้อย แต่หนึ่งบุรุษในสถานที่นี้กลับมีสายตาเ็าต่อนาง ‘แย่แล้วสิ นี่เราฝีมือตกแล้วหรือ' ชายผู้นั้นไม่เพียงไม่หลงใหล กลับดูเ็าราวกับว่านางถูกอ่านออก ไม่นานนักบุรุษผู้นั้นก็เดินหายออกจากบริเวณไป หลังการร่ายรำจบลงซือเหมยเหนียงและเถียนมีมี่ถูกรั้งไว้ในกระโจมใหญ่กับเหล่าเชื้อพระวงค์
“เ้ามีชื่อแซ่ว่าอย่างไร” ฮ่องเต้ทรงพอพระทัยกับการร่ายรำเป็อย่างยิ่ง ได้เอ่ยถามชื่อของคณิกานางนี้ เผื่อวันหน้าจะทรงเรียกให้เข้าถวายงานในวังหลัง
“หม่อมฉันเป็เพียงนางคณิกาต่ำศักดิ์มิอาจบอกกล่าวชื่อแซ่ให้ระคายหูเพค่ะ”
“อย่าได้ถ่อมตนไปเลย” มีมี่หันไปสบตาน้าซือเล็กน้อยก่อนจะกล่าวตอบ
“หม่อนฉัน เถียนมีมี่เ้าค่ะ”
“เถียนมีมี่! ชื่อนี้คุ้นหูยิ่งนัก” เหล่าบุรุษและสตรีในกระโจมต่างเริ่มถกเถียงเน้นย้ำราวกับเคยได้ยินมาก่อน “แม่นางเถียน หรือจะเป็คณิกาผู้โด่งดัง” ท่านหนึ่งได้เอ่ยขึ้นเมื่อนึกขึ้นได้ถึงชื่อเสียงเรียงนามของสตรีผู้นี้
“ทูลฮองเต้ เวลาใกล้ค่ำแล้วเราต้องรีบออกเดินทางแล้วเพค่ะ” ซือเหมยเหนียงเร่งรบเร้าเวลา เพราะไม่อยากรั้งอยู่นาน
“เอาเถอะ รางวัลนี้ให้เ้า”
“ขอบพระทัยฝ่าา” เถียนมีมี่คลานเข้าไปรับถุงเงินจำนวนหนึ่ง “หม่อมฉันทูลลาเพค่ะ” และรีบออกจากกระโจมโดยเร็ว นางไม่อาจรั้งอยู่นานเพราะไม่อยากเข้าไปพัวพันกับวังหลังอันน่ากลัว
วื๊ด!!! ปั๊ก กรี๊ด!!!! หัวใจดวงน้อยหล่นวูบ ร่างระหงส์ในอ้อมกอดของบุรุษผู้มีใบหน้าหวานปานสตรี “เอ่อ...ขอบคุณเ้าค่ะ”
“เ้ามีกี่ชีวิตกันจึงได้อาจหาญมาขวางทางมีดนายข้า” อันหยงพอได้ฟังดังนั้นก็อดไม่ได้ที่ท่านพี่ของนางถูกต่อว่า จึงได้กล่าววาจาตอบโต้คนผู้นั้นกลับไป “นายของเ้าต่างหากไม่มีตาหรือไร หากพลาดถูกท่านพี่ข้า พวกเ้าจะชดใช้อย่างไร” ดีที่มีมี่ถูกบุรุษท่านนี้ช่วยไว้ทัน ไม่เช่นนั้นจุดที่มีดสั้นเล่มนั่นปักคงเป็อกของนาง
“ดี ทาสเ้าช่างปากร้ายยิ่งนัก” บุรุษสง่างามยอมเปิดปากกล่าวกับมีมี่พร้อมกับสายตาที่อ่านได้ไม่ยากเย็นนัก ‘เห็นว่าเป็คณิกา คงกำลังดูถูกกันอยู่สินะ’
“ขออภัยคุณชาย ข้าไม่ทันระวังหลงเดินเข้ามาขวางทางมีดของท่าน” น้ำเสียงหวานละมุน ท่าทีนอบน้อมของนางไม่อาจทำให้บุรุษตรงหน้ายอมเชื่อตามที่ตาเห็น แม่ทัพซุนยังคงแน่ใจว่าสตรีผู้นี้นั้น มักใช้เล่ห์เหลี่ยมทำให้บุรุษลุ่มหลง ช่างน่าชังนัก
“เ้ารู้หรือไม่ท่านนี้คือผู้ใด” บ่าวรับใช้ถามพลางทอดสายตาไปยังบุรุษในชุดเกราะที่มากด้วยความน่าเกรงขาม อีกทั้งยังสล่างามสะดุดตากว่าผู้ใด ถึงกระนั้นกลับมีใบหน้านิ่งขรึม แววตาหยามเหยียดเถียนมีมี่ยิ่งกว่าสิ่งใด
“นายเ้าเป็เทพเซียนหรือ”
“อันหยง!” ซือเหมยเหนียงกล่าวปรามสาวใช้เสียงเรียบ
“อย่าเสียเวลากับสตรีเช่นนาง ฟู่ชิงไปเก็บมีดมา”
“ข้าเป็เพียงคณิกไม่อาจเทียบชั้นท่านได้ หากแต่ข้าก็ยังเป็เพียงสตรี มีดเล่มนั้นเกือบปลิดชีวิตข้า ท่านไม่กล่าวคำขอโทษอย่างสุภาพชนพึงกระทำก็ไม่เป็ไร แต่กิริยาวาจาท่านช่างน่าเกลียด ประหนึ่งไร้การอบรมจากบรรพบุรุษ จึงปฏิบัติกับสตรีต่ำช้าเช่นนี้” น้ำเสียงราบเรียบ แววตานิ่งเฉย นางอุตส่าห์ยอมถอยให้ก้าวหนึ่งเพราะเห็นว่าตนก็มีส่วนผิด แต่ไม่เพียงไม่ยอมเลิกแล้วต่อกันดีๆ ยังแสดงท่าทีรังเกียจในอาชีพของนางอีก มีมี่รู้และเข้าใจดี ไม่ว่ายุคไหนสมัยใด นางคณิกาก็มักถูกมองต่ำกว่าสตรีอื่นอยู่แล้ว แต่ก็ไม่เห็นความจำเป็ที่ต้องแสดงความรังเกียจคนไม่ไม่เคยรู้จักกันเลยนิ ขณะเดียวกันคำกล่าวทิ่มแทงของสตรีน่าชัง สร้างความไม่พอใจให้กับแม่ทัพซุน จึงไม่อาจรั้งอยู่เฉยได้
“คณิกาเช่นเ้า กล้าดียังไงว่ากล่าวข้า” แม่ทัพซุนไม่พูดเปล่าสองขาสาวเท้าเยื้องย่างอย่างองอาจ เข้าประชิตสตรีปากดีอย่างรอดเร็ว
“คุณชายซุนหยุดเถอะ แม่นางผู้นี้ก็ได้เอ่ยขอโทษท่านแล้ว เลิกแล้วต่อกันได้หรือไม่” ชายที่ช่วยเหลือเถียนมีมี่จากคมมีดได้เอ่ยห้ามศึกขนาดย่อม แต่ความโกรธเกรี้ยวของแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นได้ประทุขึ้นแล้ว ต่อให้เป็คุณชายหลิวบุตรชายเสนาบดีกรมพระกรมคลังก็ไม่อาจหยุดเขาได้ เพียงยกมือขึ้นเหล่าทหารในการดูแลโดยรอบก็เข้ามาสะกัดกั้นคุณชายหลิวเอาไว้
“ไหน เ้าลอกเอ่ยวาจาเหมือนเมื่อครู่อีกครั้งสิ” สายตาเยือกเย็นดุจพญาเหยี่ยวจับจ้องดวงตาคู่งามหมายสังหารนาง แต่เหตุไฉนแววตาของนางกลับไม่มีความสะทกสะท้านหรือเกรงกลัวเลยสักนิด กลับกลายเป็เขาที่เกิดอ่อนไหวอย่างประหลาด ร่างสูงกำยำยืนห่างจากเถียนมีมี่แค่ครึ่งก้าว เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ได้ มีมี่นางรู้แค่เพียงว่านางพยายามข่มความกลัวเอาไว้ แม้นางจะมีท่าทีใจกล้าไม่เกรงกลัว แต่ภายในกายของนางนั้นสั่นไปทุกรูขุมขน บุรุษที่อาฆาตมาดร้ายคนที่ไม่เคยรู้จักได้ถึงเพียงนี้ เห็นทีนางคงสะกิดถูกจุดอะไรเข้า
“สตรีผู้นี้เป็ที่โปรดปรานของฝ่าา หากนางได้รับอันตรายใด ท่านแม่ทัพก็เตรียมคำแก้ตัวไว้ให้ดีเถิด” นับเป็เสียงจากสรวง์ช่วยนำความสว่างมาแก่มีมี่ พอสิ้นประโยคบุรุษตรงหน้าก็ถอยออกห่างจากนาง คงไว้เพียงการจับจ้องไม่วางตา
“ไปเถอะข้าจะไปส่ง” ฟิ้ววววว ปั๊ก! มีดสั้นเล่มเดิมก็พุ่งตามหลังคนทั้งสองไปปักที่ต้นไม้ข้างหน้า ดวงตาสวยกระตุกวาบ สองเท้าหยุดชะงักลง ััได้ถึงแรงอาฆาต รู้สึกเสียวแวบด้านหลัง
ไฟโกรธเคืองลุกโชนในดวงตาคม "นี่เป็เพียงการเตือนเท่านั้น" ไม่เคยมีสตรีใดได้รับความสนใจจากแม่ทัพซุน ไม่ว่าจะเป็ในทางรักใคร่หรือเกลียดชังก็ตามที
“อย่าได้ใส่ใจเหตุการณ์เมื่อครู่เลย แม่ทัพซุนเก่งแต่เื่การสู้รบ ไม่รู้จักรักหยกถอมบุปผา” หลิวหย่งอวี้กล่าวระหว่างทางเดินมาส่งเถียนมีมี่ที่รถม้า
"ขอบคุณที่ท่านช่วยชีวิตข้า”
“อย่าถือเป็บุญคุณเลย ข้าแค่ทำสิ่งที่ควรทำ ข้าขอทราบชื่อแซ่ของแม่นางได้หรือไม่"
“ข้าชื่อ เถียนมีมี่เ้าค่ะ”
“แล้วคุณชาย ท่านมีนามว่าอย่างไร ภายหน้าข้าต้องตอบแทนท่านแน่”
“แม่นางเถียนแค่เลี้ยงข้าวข้าสักมื้อก็พอแล้ว”
“ขอบคุณคุณชายที่มาส่ง ข้าต้องออกเดินทางแล้ว มีมี่ขอลา” นางโค้งคำนับเป็การบอกลาก่อนจะแยกตัวออกไปขึ้นรถมาที่เตรียมพร้อมแล้วหลิวหย่งวี่ยืนส่งเถียนมีมี่อยู่ ระหว่างที่รถม้ากำลังเคลื่อนตัว ม่านหน้าต่างสีขาวถูกมือเรียวคลี่ออกใบหน้างามโค้งหัวให้กับบุรุษเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆ ปล่อยม่านให้ปิดลง
“คุณชาย ท่านยิ้มเช่นนี้ หรือท่านพึงใจคณิกาผู้นั้น” บ่าวรับใช้คนสนิทเอ่ยถามเมื่อเห็นรอยยิ้มของคุณชายหลิว
“พึงใจเช่นนั้นหรือ ข้าหาได้พึงใจนาง” คำตอบของหลิวหย่งอวี้ยิ่งสร้างความฉงนให้กับบ่าวรับใช้มากขึ้น
“กำไลหยกนั่นต่างหากที่ทำให้ข้าสนใจในตัวนาง”