(่อายุ: 5 ขวบ)
ความเงียบงันในโหมดพักฟื้นลึกค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยเสียงแว่วกังวานจากโลกภายนอก ผมรู้สึกเหมือนสติของตัวเองเป็เครื่องคอมพิวเตอร์ที่กำลังค่อยๆ รันระบบหลังจากการ Hard Reset กลิ่นหอมจางๆ ของสมุนไพรต้มสุกที่คุ้นเคยโชยมาแตะจมูก มันคือกลิ่นของ 'รากมานาคราม' ที่แม่มักจะใช้ปรุงเป็ยาบำรุงหัวใจและเส้นประสาท
ผมค่อยๆ ลืมตาขึ้น แสงแดดรำไรที่ลอดผ่านหน้าต่างบอกให้รู้ว่าเป็เวลาสายมากแล้ว ร่างกายเด็ก 5 ขวบยังคงรู้สึกหนักอึ้งและมีอาการปวดหนึบที่ขมับเล็กน้อย ผลกระทบจาก Mental Overload เมื่อวานยังไม่จางหายไปหมดสิ้น ทว่าสิ่งที่ชัดเจนกว่าอาการป่วย คือเสียง 'สนทนา' ที่ดังมาจากโถงกลางบ้าน
“เซน! คุณทำเกินไปแล้วนะคะ!” เสียงของเอลินแฝงไปด้วยความสั่นเครือที่เต็มไปด้วยความโกรธและระคนเป็ห่วง
“ลูกเพิ่งจะ 5 ขวบนะคะ! คุณปล่อยให้เขาฝึกจนสลบเหมือด ร่างกายซีดเผือดขนาดนั้นได้ยังไง ถ้าไคเป็อะไรไป... ถ้าลูกเป็อะไรหนักขึ้นมา คุณจะรับผิดชอบยังไงคะ!”
“เอลิน... ผม... ผมขอโทษ” เสียงทุ้มต่ำของเซนที่ปกติจะทรงพลังและเด็ดขาด บัดนี้กลับดูจ๋อยสนิทราวกับลูกสุนัขที่โดนเ้าของดุ
“ผมก็แค่... เห็นว่าลูกกำลังไปได้สวย ท่วงท่าของเขาเมื่อวานมันมหัศจรรย์มาก ผมแค่อยากให้เขาดึงพร์ออกมาให้สุด ผมไม่คิดว่าเขาจะฝืนขนาดนี้”
“มหัศจรรย์งั้นเหรอ? นั่นลูกของเรานะคะไม่ใช่ทหารในกองทัพ!” เสียงแม่เริ่มดังขึ้นอีกระดับ
“ั้แ่วันนี้ไป ฉันขอสั่งห้าม! ห้ามคุณพาลูกไปฝึกดาบเหล็กนั่นอีกจนกว่าฉันจะอนุญาต!”
ผมขยับตัวลุกขึ้นจากเตียงไม้ช้าๆ พยายามพยุงร่างที่ยังโงนเงนไปที่ประตูห้อง ผมรู้ดีว่าถ้าปล่อยไว้แบบนี้ 'แผนการวิจัยภาคสนาม' ของผมพังพินาศแน่ พ่อเซนคือแหล่งข้อมูลชั้นดีและเป็เกราะป้องกันเดียวที่ทำให้ผมเข้าถึงโลกภายนอกได้ ผมต้องรีบกู้สถานการณ์
ผมเปิดประตูออกไปช้าๆ แสร้งทำสีหน้าให้ดูงัวเงียและอ่อนแรงที่สุดเท่าที่จะทำได้
“...แม่ครับ...” ผมเอ่ยเสียงแ่ พลางขยี้ตา
ทั้งเซนและเอลินหันขวับมามองทางผมทันที พ่อเซนมองผมด้วยสายตาที่มีความหวังเหมือนเจอผู้ช่วยชีวิต ส่วนแม่เอลินรีบปรี่เข้ามาอุ้มผมไปนั่งที่โต๊ะอาหารทันที มือที่อ่อนโยนของเธอทาบลงบนหน้าผากผมเพื่อเช็กอุณหภูมิ
“ไค! ลูกเป็ยังไงบ้าง? ปวดหัวไหม? คอแห้งหรือเปล่า?” แม่รัวคำถามใส่จนผมแทบตอบไม่ทัน
“ผมไม่เป็ไรครับแม่...” ผมส่งยิ้มบางๆ ที่ดูไร้เดียงสาที่สุดให้เธอ
“แค่เพลียตามเนื้อตัวนิดหน่อยครับ จริงๆ แล้วไม่ใช่ความผิดของพ่อหรอกครับแม่ เป็ผมเองที่อยากจะลองดูว่าผมจะเหวี่ยงดาบหนักๆ นั่นได้กี่ครั้ง พ่อพยายามบอกให้ผมพักแล้ว แต่ผมดื้อเองครับ”
ผมชำเลืองมองพ่อเซนที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่ข้างหลังแม่ เขาอ้าปากค้างเล็กน้อยที่เห็นลูกชายตัวน้อย 'แถ' ช่วยเขาแบบหน้าตาเฉย
“เห็นไหมครับแม่ พ่อเขาดูแลผมดีมาก” ผมรีบพูดต่อก่อนแม่จะแทรก
“แต่ผมสัญญาครับ ต่อไปนี้ถ้าผมเริ่มรู้สึกเหนื่อย ผมจะหยุดพักทันที ผมจะไม่ทำให้แม่ต้องร้องไห้อีกแล้วครับ... นะครับแม่ ให้ผมฝึกต่อเถอะนะ ผมอยากแข็งแกร่งเหมือนพ่อ จะได้ปกป้องแม่กับน้องได้ไงครับ”
ไม้ตายเื่ 'ปกป้องแม่และน้อง' ได้ผลเสมอ เอลินที่เคยโกรธจนหน้าแดงค่อยๆ อ่อนลง เธอถอนหายใจยาวพลางกอดผมไว้แน่น
“ลูกคนนี้นี่จริงๆ เลย... เหมือนพ่อไม่มีผิด” เธอชำเลืองมองเซนด้วยสายตาคาดโทษ “ก็ได้ค่ะ แต่ถ้ามีคราวหน้าอีก แม่จะยึดดาบไม้และดาบเหล็กทั้งหมดไปเผาทิ้งให้หมดเลยนะคะ เข้าใจไหมคะเซน?”
“จ๊ะ... จ๊ะเอลิน รับทราบครับ!” เซนรีบตะเบ๊ะรับคำสั่งทันที
หลังจากมื้อเช้าที่เต็มไปด้วยบรรยากาศการคุมประพฤติ วันนี้ผมได้รับ 'วันหยุด' เป็กรณีพิเศษ ผมจึงถือโอกาสเดินเตาะแตะไปที่บ้านของบารอนซึ่งอยู่ห่างจากบ้านผมไปเพียงไม่กี่่ตึก กลิ่นถ่านหินและเสียงค้อนกระทบทั่งเหล็กดังแว่วมาให้ได้ยินเป็ระยะ แต่วันนี้เป้าหมายของผมไม่ใช่การไปดูอาวุธ แต่คือการทดสอบระบบที่เพิ่งอัปเกรดมากับ 'สิ่งมีชีวิต' ที่ผมสงสัยที่สุดในหมู่บ้านนี้
ที่ใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ข้างโรงตีเหล็ก ผมเห็น มาเรีย (ภรรยาบารอน) กำลังนั่งฮัมเพลงเบาๆ พลางไกวเปลไม้ที่ถูกขัดจนเนียนละเอียดด้วยความรัก
“อ้าว... ไคเหรอจ๊ะ? วันนี้มาหาลุงบารอนหรือเปล่าจ๊ะลูก?” มาเรียทักทายด้วยรอยยิ้มอบอุ่นเมื่อเห็นผมเดินเข้าไปหา
“เปล่าครับน้ามาเรีย พอดีวันนี้แม่ให้ผมพักผ่อน ผมเลยอยากมาเยี่ยมน้องนีน่าครับ” ผมส่งยิ้มพิมพ์ใจแบบเด็กน้อยกลับไปพลางชะเง้อมองเข้าไปในเปล
“น้องหลับอยู่เหรอครับ?”
“จ้ะ เพิ่งจะหลับไปเมื่อกี้เอง ดูสิ... ท่าทางจะฝันดีเชียวล่ะ” มาเรียขยับผ้าห่มทอมือให้เข้าที่พลางหัวเราะเบาๆ
“ลูกอยากดูน้องใกล้ๆ ไหมล่ะ? แต่มือต้องสะอาดนะจ๊ะ”
“ครับน้ามาเรีย ผมล้างมือมาแล้วครับ” ผมรับคำอย่างว่าง่าย ก่อนจะค่อยๆ ขยับเข้าไปชิดขอบเปลไม้
ผมจ้องมองร่างเล็กๆ ของ นีน่า ที่หลับพริ้ม ผิวแก้มสีชมพูระเรื่อขยับตามจังหวะการหายใจที่ดูสม่ำเสมอจนเหมือนเด็กปกติทุกอย่าง ทว่าในมโนสำนึกของผม สัญชาตญาณนักวิจัยกลับสั่งให้ปลุกระบบที่หลับใหลอยู่ขึ้นมาทันที
‘เอาล่ะ... ไหนดูซิว่าเลเวล 2 จะทำอะไรกับยัยหนูนี่ได้บ้าง’
ผมกำหนดจิตเปิดระบบ Anatomical Scanner Lv.2 หน้าจอโปร่งแสงสีมรกตพลันสว่างวูบขึ้นมาทับซ้อนบนรูปร่างของน้องสาวตัวน้อยตรงหน้า
(Target: นีน่า / Processing Time: 9 Seconds)
[ANALYSIS COMPLETE] NAME: นีน่า (Nina)
STATUS: [ACTIVE / UNSTABLE]
PULSE: 125 BPM (อยู่ในเกณฑ์ปกติของทารกแรกเกิด)
BODY TEMP: 37.2°C (คงที่)
PHYSICAL STRUCTURE (Lv.2 Focus) : [ERROR: Scanning Failure] MESSAGE: ไม่สามารถวิเคราะห์มวลกล้ามเนื้อ (Muscle Mass) หรือทิศทางการส่งแรง (Motion Vector) ได้ เนื่องจากตรวจพบสนามพลังงานความหนาแน่นสูงห่อหุ้มชั้นิั
REPORT: ตรวจพบแหล่งกำเนิดพลังงานไม่ระบุประเภท (Unknown Energy Source) ภายในทรวงอก มีค่าแรงสั่นะเืสอดคล้องกับจังหวะชีพจรอย่างมีนัยสำคัญ พลังงานดังกล่าวมีการรั่วไหล (Leakage) ออกมาตลอดเวลาจนสร้างสนามรบกวน (High-Density Interference) ต่อระบบการสแกน
ADVISORY: ระดับข้อมูลปัจจุบัน (Lv.2) ไม่เพียงพอต่อการระบุโครงสร้างเชิงลึกที่ถูกบดบัง หรือวิเคราะห์คุณลักษณะเฉพาะของลูปพลังงานนี้ได้ (ระบบประเมินว่าต้องใช้ระดับการสแกนที่สูงกว่านี้เพื่อเจาะทะลุชั้นพลังงานรบกวน)
‘หึ... เป็อย่างที่ผมคาดการณ์ไว้จริงๆ’ ผมแค่นยิ้มในใจพลางจ้องไปที่หน้าอกของนีน่าที่ขยับขึ้นลงตามจังหวะหายใจ ‘ยัยหนูคนนี้ไม่ได้มีแค่ปริมาณมานาที่หนาแน่น แต่มันเหมือนเธอกำลังเป็ “เตาปฏิกรณ์ที่มีชีวิต” ที่ปล่อยพลังงานบริสุทธิ์ออกมาตลอดเวลาจนระบบของผมรายงานว่าเป็ Unknown Energy และสร้างสนามรบกวนบ้าๆ นี่จนมองไม่เห็นแม้แต่ชั้นกล้ามเนื้อ’
ผมขมวดคิ้วเมื่อเห็นตัวหนังสือสีแดงแจ้งเตือน [Scanning Failure] ในส่วนของข้อมูลกายภาพที่ผมควรจะเห็นได้ในเลเวล 2 นี้ พลังงานในตัวนีน่ามันหนาแน่นเกินไปจนบดบังทุกอย่างราวกับเป็เกราะกำบังชั้นดีที่ผมยังไม่มีเครื่องมือที่แหลมคมพอจะเจาะทะลุเข้าไปได้
‘น่าสนใจ... แม้แต่พ่อเซนที่เป็นักผจญภัย Rank A ผมยังเห็นข้อมูลชีพจรและมวลกล้ามเนื้อได้ชัดเจน แต่กับนีน่าที่เป็ทารก ระบบกลับติดกำแพงพลังงานจนสแกนรายละเอียดไม่ได้เลย’
ผมมองดูหน้าจอที่มืดสนิทในจุดที่ควรจะเป็ภาพโครงสร้างมวลกล้ามเนื้อพลางครุ่นคิด ‘ระบบบอกว่าเลเวลปัจจุบันไม่เพียงพอ... แสดงว่าถ้าผมเพิ่มขีดจำกัดของเลเวลขึ้นไปอีก ผมก็น่าจะมองทะลุพลังงานนี้เข้าไปเห็นโครงสร้างข้างในได้สินะ แต่ต้องเลเวลเท่าไหร่กันล่ะถึงจะทำได้? เลเวล 3? หรือต้องมากกว่านั้น?’
ผมยังไม่รู้ว่าความสามารถขั้นต่อไปของเครื่องมือนี้คืออะไร เพราะระบบยังไม่แจ้งเตือนการปลดล็อกฟีเจอร์ใหม่ แต่มันกลับกระตุ้นสัญชาตญาณนักวิจัยในตัวผมให้ลุกโชนขึ้นมาอย่างประหลาด
‘ดูเหมือนยัยหนูคนนี้จะเป็ "หัวข้อวิจัย" ที่ท้าทายที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมาเลยแฮะ... สงสัยต้องรีบหาทางเก็บ EXP ให้เลเวลอัปไวๆ ซะแล้วสิ จะได้รู้กันสักทีว่าสิ่งที่ซ่อนอยู่ข้างในนี้คืออะไรกันแน่’
วันรุ่งขึ้น ณ ลานฝึก
ผมกลับมาฝึกกับพ่อเซนอีกครั้ง บรรยากาศวันนี้ค่อนข้างผ่อนคลาย พ่อยังคงดูหวาดๆ สายตาของแม่เอลินที่จ้องมองมาจากหน้าต่างบ้านอยู่บ้าง ผมจึงเลือกที่จะฝึกแบบค่อยเป็ค่อยไปไม่ฝืนทดลองการฝึกแบบครั้งที่แล้ว
ผมเหวี่ยงดาบสั้นด้วยท่าทางของเด็กปกติ มีอาการเซบ้างเล็กน้อย แขนสั่นบ้างตามธรรมชาติของกล้ามเนื้อที่ยังไม่โตเต็มที่ ผมไม่ได้ใช้แรงบิด Torque หรือวงจรเกล็ดัมาช่วยเสริมแรงเหมือนเมื่อวาน
เซนยืนกอดอกจ้องมองการฝึกของผมอยู่นาน เขาเดินเข้ามาจัดท่าทางให้ผมใหม่พลางพึมพำกับตัวเอง
“อืม... วันนี้ดูปกติแฮะ หรือว่าเมื่อวานมันจะเป็แค่ความบังเอิญที่ท่าทางมันประจวบเหมาะพอดีจริงๆ?” เซนขยี้ผมตัวเอง
“ก็นะ เด็ก 5 ขวบจะไปมีทักษะระดับนั้นได้ยังไง มันคงบังเอิญจริงๆ นั่นแหละ”
ผมลอบยิ้มในใจขณะที่ยังคงแสร้งทำเป็เหวี่ยงดาบวืดวาด การทำให้คนระดับ Rank A เชื่อว่าสิ่งที่เห็นคือความบังเอิญนั้นเป็เื่ยาก แต่การแสดงเป็เด็กห่วยๆ นั้นง่ายกว่าเยอะ
‘เชื่อแบบนั้นไปก่อนเถอะครับพ่อ... เพื่อความสงบสุขของงานวิจัยผม’
(่อายุ: 6 ขวบ — หลายเดือนต่อมา)
เวลาหลายเดือนผ่านไปไวเหมือนกระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านตัวต้านทาน ร่างกายเด็ก 5 ขวบของผมค่อยๆ ขยับเข้าสู่่ 6 ขวบอย่างมั่นคง ผมเริ่มสูงขึ้นเล็กน้อยและกล้ามเนื้อเริ่มมีความหนาแน่นขึ้นจากการเคี่ยวกรำของพ่อเซน ทว่าในแง่ของ 'งานวิจัย' ผลลัพธ์กลับน่าหงุดหงิดกว่าที่คิด
[Anatomical Scanner Lv.2: Level Up Progress 15%...]
หน้าจอสีเขียวมรกตที่มุมสายตาแจ้งเตือนตัวเลขที่ขยับขึ้นอย่างเชื่องช้าตลอดปีที่ผ่านมา การจะเก็บ EXP จากการสแกนกล้ามเนื้อการเคลื่อนไหวของคนทั่วไปในหมู่บ้านเริ่มถึงจุดอิ่มตัว ข้อมูลดิบที่ได้จากชาวนาหรือมอนสเตอร์ระดับต่ำไม่เพียงพอจะขับเคลื่อนสกิลของผมให้วิวัฒนาการได้ไวกว่านี้
แต่อย่างน้อย 'หน่วยสำรวจรุ่นจิ๋ว' ของผมก็มีพัฒนาการที่น่าชื่นใจ ภายใต้การฝึกแบบ "กึ่งวิทยาศาสตร์" ที่ผมแอบสอดแทรกผ่านคำแนะนำเื่การจัดระเบียบร่างกาย เด็กทั้ง 7 คนเริ่มดึงศักยภาพมานาในตัวมาใช้ได้คล่องแคล่วขึ้น
โวล์ฟ พี่ใหญ่เผ่าหมาป่าตอนนี้ใช้หอกเหล็กได้ราวกับเป็อวัยวะที่ 3 เขาสามารถใช้เวทไร้ธาตุ [Power Boost] เสริมแรงแทงได้แม่นยำจนน่ากลัว ขณะที่ ร็อค ลูกชายหัวหน้ากัลป์ ก็พัฒนาเวท [Hardening] จนิัและใบดาบแข็งแกร่งดุจหินผา ส่วนฝาแฝด ไมโล-ไมล่า ก็เริ่มใช้ประสาทััที่เฉียบคมสอดประสานกับการยิงธนูได้อย่างไร้ที่ติ โดยมี ริน และ ลูน่า คอยสนับสนุนด้านความเร็วและข้อมูลสมุนไพร
“พ่อครับ... ผมว่าถึงเวลาที่เราควรจะขยับขอบเขตการสำรวจให้ไกลกว่ารั้วหมู่บ้านแล้วนะครับ” ผมเอ่ยขึ้นกลางโต๊ะอาหารในเช้าวันหนึ่ง
เซนวางแก้วนมแพะลงพลางจ้องหน้าผม เขาเห็นความแน่วแน่ในดวงตาของลูกชายที่ดู 'โตเกินวัย' เสมอ หลังจากเหตุการณ์สลบไปเมื่อปีก่อน ผมก็ระวังตัวมาตลอดจนแม่เอลินเริ่มวางใจ
“พ่อคุยกับราล์ฟไว้แล้วเหมือนกัน...” เซนพยักหน้า
“พวกลูกเริ่มมีวินัยและทักษะเพียงพอจะออกไปข้างนอก แต่ครั้งนี้ข้ากับราล์ฟจะไปคุมด้วยตัวเอง พวกลูกต้องอยู่ในสายตาพ่อตลอดเวลา เข้าใจไหม?”
"ครับพ่อ" ผมตอบเสียงดังฟังชัด เวลาที่จะได้เก็บข้อมูลเพิ่มมาถึงแล้ว
การสำรวจภาคสนาม: เขตชายป่าดอนตะวันพราว
บรรยากาศในเขตชายป่าดอนตะวันพราวเต็มไปด้วยกลิ่นอายของมานา ที่หนาแน่นกว่าในหมู่บ้านอย่างเห็นได้ชัด ต้นไม้ขนาดั์แผ่กิ่งก้านบดบังแสงแดดจนป่าดูสลัวและเยือกเย็น ผมยืนสงบนิ่งอยู่ท่ามกลางทีมสำรวจ ดวงตาของผมกวาดมองไปทั่วทุกตารางนิ้ว โหมด Anatomical Scanner Lv.2 ถูกเปิดทิ้งไว้ คนอื่นๆ เห็นเพียงแค่ผมยืนจ้องโน่นนี่นั่นนิ่งๆ สักพักก็เปลี่ยนที่มองตามประสาเด็กขี้สงสัย แต่ในหัวของผมกำลังเก็บข้อมูลมวลสารอย่างบ้าคลั่ง
ฟึ่ด! หูสามเหลี่ยมบนหัวของ ริน (เด็กสาวเผ่าแมว) กระดิกวับเพียงเล็กน้อย ขณะที่ ไมโลและไมล่า (ฝาแฝดเผ่าหมา) ก็เริ่มแยกเขี้ยวขู่ต่ำพร้อมกับทำจมูกฟุดฟิด สัญชาตญาณสัตว์ป่าของพวกเขานำหน้าเทคโนโลยีของผมไปก้าวหนึ่งเสมอ
“ทางนั้น... กลิ่นคาวเืกับสาบสัตว์... สองตัว!” รินกระซิบเสียงต่ำด้วยความมั่นใจ
จอร์จ พยักหน้าให้สัญญาณ ทันใดนั้น แบล็ควูล์ฟ (Black Wolf) สองตัวที่มีขนสีดำสนิทราวกับเงาพิฆาตก็พุ่งออกมาจากพุ่มไม้ แยกเขี้ยวคำรามใส่กลุ่มเด็กๆ
“โวล์ฟ! ร็อค! รับหน้า!” จอร์จสั่งการอย่างรวดเร็ว
โวล์ฟ ควงหอกยาวแทงสวนเข้าที่ลำคอของมอนสเตอร์ตัวแรกอย่างเด็ดขาด ขณะที่ ร็อค ใช้ดาบสั้นที่เคลือบด้วยเวท [Hardening] รับกรงเล็บของอีกตัวไว้ได้อย่างมั่นคง ตามด้วยลูกธนูจาก ไมโลและไมล่า ที่ปักเข้าจุดตายอย่างแม่นยำ ทุกอย่างเกิดขึ้นและจบลงภายในไม่กี่วินาที เป็การประสานงานที่สมบูรณ์แบบจนน่าทึ่ง
ผมยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ข้างหลัง พ่อเซน และ ลุงราล์ฟ มือข้างหนึ่งกุมคางพลางวิเคราะห์ซากศพตรงหน้าผ่านหน้าจอ UI
‘สไลม์, ก๊อบลิน, หรือแม้แต่แบล็ควูล์ฟพวกนี้... มาทีละตัวสองตัวแบบนี้ไม่เหลือบ่ากว่าแรงพวกเขาเลย’ ผมขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นแถบ EXP ที่ขยับขึ้นเพียง1% ‘แต่ EXP ที่ผมได้จากการสแกนพวกมันก็น้อยจนน่าใจหาย ข้อมูลซ้ำซ้อนพวกนี้เริ่มให้ค่าการเรียนรู้ที่ต่ำลง (Diminishing Returns) สินะ’
“ทำได้ดีมากเ้าพวกเปี๊ยก!” ราล์ฟหัวเราะร่าพลางตบไหล่โวล์ฟแรงๆ
พ่อเซนหันมามองผมที่กำลังยืนจ้องซากนั่นนิ่งๆ “เป็ไงไค? กลัวไหม?”
“ไม่ครับพ่อ...” ผมตอบพลางปิดโหมดสแกนที่ขึ้นสถานะ [Data Redundancy 98%]
“ผมแค่กำลังคิดว่า... มานาในตัวพวกมันมีรูปแบบการไหลเวียนที่เรียบง่ายเกินไปหน่อยน่ะครับ”
สิ่งที่ผมเห็นคือการที่พวกมันดึงเอามานาฟิชชั่นจากอากาศไปรวมตัวควบแน่นในร่างกายเพื่อเอาพลังงานมาใช้ แต่มันเป็ระเบียบที่หยาบเกินไปสำหรับผม พ่อเซนขมวดคิ้ว เขาเริ่มชินกับคำพูดแปลกๆ ของลูกชายแล้วล่ะ แต่เขาก็ยังสรุปเอาเองตามประสาพ่อว่าผมคงมองว่ามัน 'กระจอก' ไป
“นั่นสินะ... ถ้าลูกอยากเห็นของจริง เราคงต้องเข้าไปลึกกว่านี้” เซนกล่าวพลางลูบหัวผมเบาๆ โดยหารู้ไม่ว่าผมกำลังมองหาสิ่งที่ "ซับซ้อน" กว่าก้อนเนื้อเดินได้พวกนี้ เพื่อใช้เป็เชื้อเพลิงอัปเกรดเลเวลที่ติดหล่มอยู่ตอนนี้
คาราวานสินค้าและจดหมายจากอดีต
วันรุ่งขึ้น บรรยากาศในหมู่บ้านกลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อเสียงกระดิ่งคอวัวและเสียงล้อเกวียนดังกังวานมาจากหน้าประตูหมู่บ้าน คาราวานของ ลุงมอริส พ่อค้าเร่เพื่อนเก่าของพ่อเซนเดินทางมาถึงพร้อมกับสินค้าแปลกตาจากเมืองใหญ่
ผู้ใหญ่บ้าน บอร์น และคนดูแลคลังเสบียงรีบออกมาต้อนรับ ชาวบ้านพากันนำข้าวสาลีมานาและขนสัตว์ออกมาแลกเปลี่ยนเกลือและเครื่องมือโลหะที่จำเป็
“เซน! สหายข้า! ดูเ้าสิ... กลายเป็ชาวนาเต็มตัวไปแล้วนะเนี่ย!” มอริสหัวเราะพลางสวมกอดเซน “รอบนี้ข้ามีของพิเศษมาฝากเ้าด้วย... อ้อ และนี่ มีคนฝากจดหมายมาถึงเ้าเพียบเลยนะ”
มอริสส่งปึกจดหมายที่ประทับตราด้วยครั่งสีต่างๆ ให้เซน ผมชำเลืองมองเห็นตราสัญลักษณ์ที่คุ้นเคยจากคำบอกเล่าของพ่อ... ตราปีกสายลมของเอลฟ์, ตราค้อนไขว้ของคนแคระ และตราเขี้ยวเสือ
‘จดหมายจากปาร์ตี้รุ่งอรุณนิรันดร์...?’ ผมคิดในใจ
เซนเปิดอ่านจดหมายด้วยรอยยิ้มที่หาดูได้ยาก เนื้อความโดยรวมบอกว่าพวกพ้องเก่าทั้ง เมฟิน่า, เทียมุส และมินอส กำลังเริ่มออกเดินทางและตั้งใจจะแวะมาเยี่ยม "หลาน" ที่หมู่บ้านในเร็วๆ นี้
ในขณะที่เซนกำลังดื่มด่ำกับจดหมาย บารอน ที่กำลังเดินเช็กแร่โลหะอยู่ข้างเกวียนก็อุทานออกมา
“โอ้โห! มอริส! รอบนี้เ้าไปได้แร่โลหะคุณภาพสูงแบบนี้มาจากไหนเนี่ย? เนื้อละเอียดและหนาแน่นกว่าแร่ทั่วไปที่ข้าเคยใช้ถึงสามเท่า!” บารอนลูบแผ่นแร่สีดำเทาด้วยความหลงใหล
“ได้มาจากนครรัฐศิลาเหล็กน่ะสิ พอดีมีเหมืองเปิดใหม่ ข้าเลยกว้านซื้อมาได้พอดี” มอริสตอบ
บารอนหันมามองเซนและกลุ่มเด็กๆ ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ “เซน... ข้าว่าเหล็กนี่เหมาะจะเอามาตีอาวุธจริงให้พวกเด็กๆ นะ ทั้งเ้าไคและเพื่อนๆ ทุกคนเลย ข้าจะทำให้เป็ของขวัญที่พวกเ้าเริ่มออกสำรวจป่าได้สำเร็จเป็ครั้งแรก!”
“จะดีเหรอบารอน? เด็กพวกนี้ยังตัวนิดเดียวเองนะ อีกปีสองปีร่างกายก็ขยาย อาวุธพวกนี้จะกลายเป็ของใช้ไม่ได้เอานะสิ” เซนเอ่ยอย่างเกรงใจ
“ไม่เห็นเป็ไรเลยนี่!” บารอนหัวเราะเสียงดัง “ข้าจะตีเผื่อโตไว้ให้! อาวุธดีๆ จะช่วยรักษาชีวิตพวกเด็กๆ ได้มากกว่าดาบไม้หรือดาบเก่าๆ พวกนั้นนะ เชื่อข้าเถอะ!”
ทุกคนในที่นั้นต่างเห็นพ้องตามบารอน รวมถึงพ่อเซนที่สุดท้ายก็ยอมพยักหน้าตกลง
นวัตกรรม "เหล็กดามัสคัส" (Damascus Steel)
ตกเย็นวันนั้น หลังจากกลับจากการสำรวจป่าที่น่าเบื่อหน่ายในเชิง EXP ผมแวะไปที่โรงตีเหล็กของบารอน กลิ่นถ่านหินและความร้อนระอุจากเตาหลอมคละคลุ้งไปทั่วจนอากาศบิดเบี้ยว บารอนกำลังยืนจ้องมองกองแร่เหล็กสีดำมะเมื่อมด้วยแววตาครุ่นคิด มือหนาของเขาคีบแร่ชิ้นหนึ่งขึ้นมาพิจารณาซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อหาวิธีดึงประสิทธิภาพของแร่ชั้นดีนี้ออกมาให้ได้มากที่สุด
“ลุงบารอนครับ...” ผมเดินเข้าไปทักทายพลางรักษาระยะห่างจากเตาหลอม
“อ้าว เ้าหนูไค มาหาข้ามีอะไรล่ะ? หรืออยากจะมาดูอาวุธชุดใหม่ของพวกเ้า?” บารอนถามโดยไม่ละสายตาจากกองแร่
“แร่เหล็กนั่นแข็งมากเลยนะครับ...” ผมแสร้งทำเป็เอียงคอสงสัย “ถ้าตีขึ้นรูปเฉยๆ มันอาจจะแข็งจนเปราะเกินไปเวลาปะทะกับมอนสเตอร์ที่หนังหนาๆ หรือเปล่าครับ? เหมือนแก้วที่แข็งแต่ก็แตกง่ายน่ะครับลุง”
บารอนชะงักแล้วหันมามองผมด้วยความแปลกใจ “เ้าหนูไค... เ้าพูดถูกเป๊ะเลย แร่ยิ่งบริสุทธิ์มันก็ยิ่งแข็ง แต่มันก็ขาดความยืดหยุ่น ข้ากำลังปวดหัวอยู่ว่าจะทำยังไงให้มันรับแรงปะทะหนักๆ ได้โดยไม่หักกลางคันซะก่อน”
“แล้วเราทำให้มันเหนียวขึ้นไม่ได้เหรอครับ?” ผมถามหยั่งเชิง
“ถ้าจะให้เหนียว ข้าก็ต้องเผาแล้วตีซ้ำๆ เพื่อไล่คาร์บอนออก แต่มันจะกลายเป็เหล็กอ่อนจนรักษาความคมไม่ได้น่ะสิ เอามาทำอาวุธชั้นยอดไม่ได้หรอก มันจะบิ่นั้แ่วันแรกที่ใช้” บารอนถอนหายใจยาว
ผมแสร้งทำเป็หยิบเศษโลหะสองชิ้นที่วางทิ้งไว้ข้างทั่งขึ้นมาวางทับกันไปมา “เมื่อกี้ตอนผมไปช่วยลุงมอริสขนของที่ตลาด... ผมเห็นนักผจญภัยคนหนึ่งในคาราวานใช้ดาบที่มีลวดลายแปลกๆ ด้วยครับลุง มันสวยเหมือนระลอกน้ำบนผิวสระเลย เขาบอกผมว่ามันคือการเอาเหล็กที่มีความแข็งต่างกันมาพับทับกันหลายๆ ชั้นแล้วตีรวมกัน... เขาเรียกว่าอะไรนะ... อ้อ! การพับสลับชั้น (Pattern Welding) หรือเปล่าครับ?”
บารอนชะงักงันไปครู่หนึ่ง ราวกับมีกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านสมอง “พับสลับชั้นงั้นเหรอ? การเอาเหล็กอ่อนมาหุ้มเหล็กแข็ง... หรือการพับทับกันซ้ำๆ เพื่อไล่สิ่งสกปรกและสร้างชั้นสลับระหว่างความแข็งกับความเหนียว...” ดวงตาของช่างตีเหล็กเริ่มส่องประกายวาววับเหมือนเหล็กที่เพิ่งออกจากเตา
“ข้าเคยได้ยินเทคนิคในตำนานของพวกช่างคนแคระชั้นสูงอยู่บ้าง แต่ไม่คิดว่าจะมีใครทำได้จริงๆ ในแถบนี้! นักผจญภัยคนนั้นบอกเ้าแบบนั้นจริงๆ เรอะไค?”
“ครับ... เขาบอกว่ามันจะทำให้ดาบทั้งแข็งและเหนียวในเวลาเดียวกัน แถมลวดลายที่เกิดจากการสลับชั้นโลหะยังสวยเหมือนลายไม้ธรรมชาติเลยล่ะครับ” ผมฉีกยิ้มซื่อๆ ตามสไตล์เด็กน้อย แถไปตามน้ำอย่างแเี ซึ่งบารอนที่กำลังจดจ่ออยู่กับวิชาชีพไม่ได้สังเกตเลยว่าเด็ก 6 ขวบไม่ควรจะรู้จักคำว่าความเหนียว (Toughness) หรือโครงสร้างโลหะได้ละเอียดขนาดนี้
“ยอดไปเลย! ข้าต้องลอง!” บารอนะโอย่างตื่นเต้นจนเสียงก้องไปทั้งโรงงาน เขาเริ่มคีบเหล็กเข้าเตาหลอมทันทีด้วยพลังงานที่เต็มเปี่ยม “ไค! ขอบใจมากเ้าหนู! ถ้าข้าทำสำเร็จ อาวุธของพวกเ้าจะเป็เล่มที่ยอดเยี่ยมที่สุดในรุ่นเลย ข้าสัญญา!”
ผมเดินออกมาจากโรงตีเหล็กพลางมองดูควันสีเทาเข้มที่พุ่งออกจากปล่องไฟสู่ท้องฟ้ายามโพล้เพล้
‘ดามัสคัส (Damascus) คือการแก้ปัญหาทางวิศวกรรมวัสดุที่ดีที่สุดในตอนนี้... ถ้าบารอนทำสำเร็จ อาวุธของกลุ่มเราจะมีค่า Elastic Modulus ที่สมดุลที่สุดในการรับแรงกระแทกจากมานาโดยไม่เกิดความเสียหายถาวร’
ผมมองย้อนกลับไปที่โรงตีเหล็กพลางวางแผนขั้นต่อไปในใจ ‘พอลุงบารอนเริ่มเชี่ยวชาญการทำเหล็กดามัสคัสแล้ว ขั้นต่อไปผมจะค่อยๆ ไกด์เื่การถลุงแบบ Tatara Smelting เพื่อเตรียมเหล็กกล้าบริสุทธิ์อย่าง Tamahagane และเทคนิคการหุ้มโครงสร้างเหล็ก (Tsukurikomi) ที่ผสมระหว่าง Hagane หรือเหล็กแข็งไว้ที่ส่วนคมด้านนอก กับ Shingane หรือเหล็กอ่อนไว้เป็แกนกลาง... ถ้าทำได้สำเร็จ อาวุธชุดนี้จะก้าวข้ามขีดจำกัดของอาวุธทั่วไปไปไกลเลยล่ะ’
ผมมองไปที่ขอบฟ้าที่ดวงอาทิตย์กำลังลับหายไป แสงสีส้มแดงฉาบทับหมู่บ้านดอนตะวันพราว จดหมายจากเพื่อนเก่าของพ่อกำลังเดินทางมาถึง... อาวุธชุดใหม่กำลังถูกตีขึ้นจากเปลวเพลิง... และพายุร้ายที่กำลังก่อตัวขึ้นในเงามืดเพื่อรอวันเข้าจู่โจมความสงบสุขนี้เช่นกัน