๑๑
นอนไม่หลับ ยังไงก็นอนไม่หลับไม่ว่าจะทำยังไงก็นอนไม่หลับ พยายามข่มตานอนยังไงก็ยังนอนไม่หลับอยู่ดีผมเหลือบมองดูคนข้าง ๆ ที่กำลังนอนหลับตาพริ้ม ดวงตาทั้งสองข้างปิดสนิท ผมมองใบหน้าคนที่นอนหลับอยู่อย่างพินิจ ขนาดตอนนอนยังมีเสน่ห์ที่ใครมองต้องหลงใหลทำไมตอนนอนหลับดูเหมือนคนไม่มีพิษมีภัยอะไรเลย แต่พอตื่นขึ้นมาก็ชอบแสดงอำนาจในทางที่ผิดใส่คนอื่น ยิ่งผมจ้องมองใบหน้านั้นนานเท่าไหร่ ยิ่งทำให้หัวใจผมเต้นไม่เป็จังหวะ
ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดดูนาฬิกาตอนนี้เวลาตีห้าวันนี้วันอาทิตย์ด้วยทุกวันอาทิตย์ผมต้องมานั่งดูรายการทุ่งแสงตะวันผมเริ่มดูรายการนี้ั้แ่อายุ ๑๐ ขวบหลังจากนั้นก็ดูเรื่อยมาจนถึงตอนนี้ที่อายุเกือบจะสามสิบรายการนี้เป็การที่ส่งเสริมเด็กและเยาวชนให้ทำแต่สิ่งดี ๆ ให้กล้าคิดกล้าทำ จวบจนทุกวันนี้รายการนี้อยู่มาถึง๒๕ ปี
ตอนนี้ก็ได้เวลาของรายการนี้พอดีผมค่อย ๆ ลุกจากที่นอนแล้วเดินไปตรงมุมนั่งเล่นที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งของที่นอนแต่ก็อยู่ใกล้ ๆ กัน ผมเปิดโคมไฟตรงโต๊ะให้พอมีแสงสลัว ๆหยิบรีโมทมากดเปิดโทรทัศน์ ภาพค่อย ๆ ฉายขึ้นมาแล้วก็ได้ยินเสียงเพลงที่เด็กร้องว่า
“ทุ่งแสงตะวัน..”
และก็เสียงพิธีกรที่เป็เอกลักษณ์ของรายการนี้ที่ผมจดจำรายการนี้ได้ดีส่วนหนึ่งก็เสียงพิธีกรนี่แหละ
หลังจากดูทุ่งแสงตะวันเสร็จก็ได้เวลาดูตูนดิสนีย์ของช่องมากสีและทุก ๆ วันอาทิตย์จะมีการ์ตูนเื่โปรดของผมนั่นคือแฮมทาโร่ การ์ตูนเื่นี้ทำให้ผมซื้อหนูแฮมเตอร์มาเลี้ยงและผมก็เฝ้ารอวันที่มันจะพูดได้จนแล้วจนรอดมันก็พูดไม่ได้ในที่สุดผมก็รู้และเข้าใจว่าการ์ตูนกับโลกของความเป็จริงมันไมเหมือนกันมันเป็แค่สิ่งสมมติเท่านั้น
เอ้าออกมาวิ่ง วิ่งนะวิ่งนะแฮมทาโร่
ตื่นออกจากรัง วิ่งนะวิ่งนะแฮมทาโร่
ของอร่อยที่สุดก็คือ เมล็ดทานตะวัน
ได้เวลาวิ่ง วิ่งนะวิ่งนะแฮมทาโร่
ได้เวลากลิ้งกลิ้งนะกลิ้งนะแฮมทาโร่
สนุกจริง ๆ ที่กลิ้งไปกับแฮมทาโร่
พอเสียงเพลงการ์ตูนจบ...ผมมองดูนาฬิกาตอนนี้เกือบแปดโมงส่วนไอ้มาเฟียยังไม่ตื่นสงสัยวันนี้เป็วันอาทิตย์เขาคงอยากนอนตื่นสาย ผมกำลังคิดอยู่ว่าผมจะหนีเขากลับบ้านดีไหมหรือว่าผมควรจะกลับไปนอนที่เดิมผมคิดอยู่นานสองนาน แต่แล้วเื่ที่เขาเอาปืนมาขู่ผมก็พลันแล่นเข้ามาในหัวสมองทำให้ผมต้องกลับขึ้นไปนอนที่เตียงเหมือนเดิม...เบื่อคนชอบใช้กำลังที่สุด !
อีกมุมหนึ่งของคนที่นอนอยู่บนเตียง
คงนึกว่าผมไม่รู้สินะว่าแอบไปนั่งดูโทรทัศน์และในใจตอนนี้ก็คงบ่นผมอยู่ อายุ ๒๗ แต่ทำตัวเหมือนเด็กอายุ ๘ ขวบมีที่ไหนกันยังไปนั่งดูการ์ตูนเป็ เด็ก ๆอยู่ได้
และยังเป็คนเอาแต่ใจ ชอบดื้อ ผมบอกไม่ให้เลี้ยงหมาก็ยังจะเลี้ยงแต่ผมก็มีส่วนผิดที่ไปซื้อให้แต่ถ้าผมไม่ซื้อให้ตอนนั้น เดี๋ยวก็มาอ้างนู้นอ้างนี่ว่ากลับไปซื้อหมาตัวนั้นแต่ว่าคนอื่นซื้อตัดหน้าไปเป็เพราะผมไม่ยอมออกเงินให้ก่อน เดี๋ยวก็ว่าผมเป็คนใจร้ายใจดำอีก ถึงแม้จะไม่ได้บ่นผมตรง ๆ ก็เถอะแต่การพูดในใจก็คือการบ่นนั่นแหละ
เกือบเดือนแล้วที่ผมอยู่กับเด็กคนนี้ ผมกำลังจะทำในสิ่งที่ผม้า แต่ผมไม่รู้ว่าสิ่งที่ผมกำลังคิดจะทำอยู่นี้มันจะออกมาเป็แบบไหนแต่ผมก็พร้อมน้อมรับคำตอบนั้น
รอมันถึงเวลานั้นเวลาที่ทุกอย่างพร้อมเด็กคนนี้จะเป็คนเดินเข้ามาหาผมเองแต่บางทีตอนจบที่ผมวางไว้มันอาจจะไม่ได้สวยงามตามอย่างที่คิดก็ได้
จบพาร์ทบดินทร์
ตอนนี้ไอ้มาเฟียบิดตัวไปมาแสดงว่าเขาตื่นแล้วผมควรจะตื่นหรือว่าผมควรจะแกล้งนอนหลับต่อ แต่ในเมื่อเขาตื่นผมตื่นตามเขาก็ได้
ผมทำท่าบิดตัวไปมาอยู่บนเตียง ผมหันไปมองไอ้มาเฟียทว่าตอนนี้เขามองผมแปลก ๆ แต่ผมก็ไม่ได้สนใจอะไร
“เย็นนี้ก่อนร้องเพลงนายต้องเขียนรายงานมาส่งฉัน”
พอได้ยินแค่นี้ผมรับลุกขึ้นมาทันที
“รายงานอะไรของคุณ ผมไม่ใช่เด็ก ๆแล้วนะ ที่จะต้องมาเขียนรายงานส่ง”
“นายเป็เด็กในสายตาฉันเสมอ...” เขาลุกขึ้นนั่ง ตอนนี้ผมกับเขาจ้องตากันอยู่แต่แล้วผมเองที่ต้องเป็ฝ่ายหลบสายตาคู่นั้น “รายงานทุ่งแสงตะวันกับแฮมท่าโร่เขียนมาว่านายได้รับประโยชน์และความรู้จากรายการที่ดูเมื่อเช้า อย่างไรบ้าง”
อย่าบอกนะว่าเขารู้ที่ผมแอบย่องลงจากเตียงเมื่อตอนเช้าตรู่ไปดูทุ่งแสงตะวันกับแฮมท่าโร่ เื่แค่นี้เขาถึงกับต้องให้ผมเขียนรายงานส่งเลยเหรอ
ไม่เอา...ผมไม่เขียนยังไงผมก็ไม่เขียน !
“ไม่เขียน ผมไม่อยากเขียนผมไม่มีเวลาว่างขนาดที่ต้องมาเขียนรายงานให้คุณอ่านหรอกนะ”
“ฉันให้นายเลือกระหว่างจะเขียนรายงานให้ฉันอ่านกับนายจะต้องตกเป็เมียฉันเดี๋ยวนี้”
น้ำเสียงนิ่งเรียบหากจริงจังไม่น้อยไอ้บ้านี่ชอบใช้อำอาจอยู่ได้ ผมเป็นักร้องนะไม่เป็ครูภาษาไทยสักหน่อย
“ขะเขียนก็เขียน แล้วหยุดมองผมด้วยสายตาแบบนี้ด้วย”
“ทำไมฉันมองด้วยสายแบบนี้มันเป็ยังหืมมันทำให้นายหวั่นไหวหรือยังไง”
สายตาที่เขามองผมเมื่อสักครู่นี้ เขาไม่ได้มองผมด้วยสายดุดัน แต่ใน แววตาเขาเมื่อครู่มีแต่ความอ่อนโยน และในแววตาหยาดเยิ้มปนเ้าเล่ห์ของเขานั้นทำให้ผมรู้สึก...รู้สึกหวั่นไหวแบบที่ผมไม่เคยรู้สึกกับใครมาก่อน
“ไม่มีทางผมไม่มีทางหวั่นไหวกับคนอย่างคุณ”
“หึหึ”
เขาหัวเราะในลำคอและเพียงยกยิ้มที่มุมปากขึ้นเล็กน้อยแล้วคว้าตัวผมให้เข้าใกล้ จากนั้นเขาก็ประกบจูบลงมาที่ริมฝีปากผม
อีกแล้วเหรอผมยังไม่ทันได้ตั้งตัวเลยด้วยซ้ำและเพิ่งตื่นนอนปากผมจะเหม็นไหม
“ปากนายนี่มันหอมหวานยิ่งกว่าผู้หญิงอีกรู้ไหม”
เขาผละปากออกแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเ้าเล่ห์ เขาเอาหน้าเข้ามาใกล้ผมจนเกือบชิดกัน
“อย่าเอาผมไปเปรียบเทียบกับผู้หญิงพวกนั้นของคุณผมกับพวกเขามันคนละชั้นกัน”
“อย่างนั้นหรอ...แต่นายก็ควรภูมิใจเพราะนายเป็ผู้ชายคนแรกที่ฉันมีความรู้สึกด้วยและรู้สึกกับนายคนเดียว...” คนพูดทอดเสียงต่ำลงแล้วเข้ามากระซิบข้างหูผมเบาๆ “รู้สึกอยากทำอย่างนั้นกับนาย”
“หยุดพูด...หยุดพูดเดี๋ยวนี้ผมไม่อยากฟังความคิดบ้าๆ ของคุณ”
ผมโวยวายเสียงดังหากเขาพูดเพียงว่า
“ไปอาบน้ำ”
แค่นี้ก็สยบความโวยวายของผมได้แล้ว...บ้าจริง!
ผมลุกขึ้นไปตามคำสั่งนั้นทันที เพราะไม่อยากอยู่ใกล้คนอย่างเขาไอ้คนฉวยโอกาส ไอ้คนไม่มีเหตุผล ไอ้คนชอบเอาแต่ใจ
ผมออกจากห้องน้ำมาก็พบว่าเขาไม่อยู่ในห้องแต่มีชุดโนบิตะเตรียมไว้ให้ผมเหมือนเดิมแต่คนละสีกับวันนั้น หลังจากแต่งตัวเสร็จผมก็เดินออกมาจากห้องและทันทีที่ผมก้าวเท้าลงมาถึงชั้นล่างของบ้าน ก็พบว่าเขานั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ที่โซฟาวันนี้เขาแต่งตัวสบาย ๆ ใส่กางเกงขาสั้นเสื้อกล้ามสีขาวด้านในและทับด้วยเสื้อเชิ้ตแขนยาวอีกที เขาดูดีมากเลยทีเดียว
“ไปกับฉัน”
เขาวางหนังสือพิมพ์ลงแล้วหันมาบอกผม
“ไปไหน”
“ตามมาเดี๋ยวนายก็รู้”
พูดเสร็จเขาก็เดินออกไปทันทีโดยที่ไม่รอให้ผมและไม่สนใจผม
ตอนนี้ผมอยู่บนรถกับไอ้มาเฟียจะเอื้อมมือไปกดเปิดเพลงก็ไม่กล้า จะทำอะไรก็ไม่ได้ตอนนี้ผมเหมือนอยู่ในสถานะเดียวกับเ้าคาซุกิคือ ต้องรอให้เ้านายสั่งก่อนถึงจะทำได้
วันนี้เขาพาผมมาที่ห้างชื่อดังกลางกรุงฯ
หลังจากจอดรถเสร็จไอ้มาเฟียก็เดินลงจากรถทันทีโดยไม่หันมาบอกผมสักคำ ผมรีบเปิดประตูแล้วตามเขาไประหว่างที่เราสองคนกำลังเดินเข้าห้าง ก็มีเสียงบุคคลที่สามเดินเข้ามาหาเขา
“ดินคะ”
เขาหยุดเดินแล้วหันไปมองต้นเสียงนั้นแต่มันไม่มีทีท่าว่าเขาจะดีใจหรือแสดงความรู้สึกอะไรออกมา เขายังคงหน้านิ่งและเฉยชาเหมือนเดิม
“ไม่เจอกันนานเลยนะคะแอนคิดถึงคุณค่ะ คิดถึงทุกย่างที่เป็เื่ของเรา”
ผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าไอ้มาเฟียจัดได้ว่าเป็ผู้หญิงที่สวยสวยระดับดาราเลยก็ว่าได้ ว่าแต่สิ่งที่ผู้หญิงคนนี้พูดมันหมายความว่าอย่างไร
“คุณตี๋เล็กใช่ไหมคะ”
เธอหันมาถามผม ที่ยืนอยู่ข้าง ๆไอ้มาเฟีย
“ใช่ครับ”
“แอนขอถ่ายรูปด้วยได้ไหมคะพอดีแอนเป็แฟนคลับคุณค่ะ”
“ได้ครับ”
คราวนี้มาเฟียยืนถอยห่างออกไป ปล่อยให้ผู้หญิงคนนั้นถ่ายรูปเซลฟี่กับผม
“ขอบคุณมากนะคะ”
“ไปกันเถอะ”
เขาเข้ามาจับแขนผม แล้วลากให้ผมเดินตามเขาไปทันทีส่วนผู้หญิงคนนั้นรีบวิ่งตามมา
“ดินคะรอแอนด้วยค่ะ ทำไมดินเฉยชาอย่างนี้ล่ะคะ”
เธอพูดด้วยน้ำเสียงเศร้า มาเฟียจึงหยุดเดินอีกครั้งแล้วหันกลับไป
“ผมบอกคุณแล้วใช่ไหมว่าเื่ของเรามันจบลงไปแล้วคุณอย่าให้ผมต้องย้ำว่ามันจบลงเพราะอะไร...” ไอ้มาเฟียจับมือผมแน่นไม่ยอมปล่อย“สิ่งที่คุณทำกับผมมันอยากเกินจะให้อภัย และตอนนี้ผม ก็มีคนที่ผมรักอยู่แล้ว”
เขาหันมามองผมแล้วดึงผมเข้าไปใกล้จนเกือบชิด หากผู้หญิงคนที่ยืนอยู่ตรงหน้ามองเราสองคนด้วยความงุนงงเช่นกัน ซึ่งผมเองก็งงกับสิ่งที่มาเฟียพูด “คนรัก”อย่างนั้นเหรอ แล้วใครล่ะที่เป็คนรักของเขา แล้วสายตาที่เขามองผมเมื่อครู่ทำไมดูแปลกๆ ราวกับ...
“อย่าบอกนะว่าคุณกับนักร้องนี่”
เธอทอดเสียงต่ำลง เหมือนไม่เชื่อในสิ่งที่ตนเองคิด
ไอ้มาเฟียยกยิ้มที่มุมปากแล้วลากแขนผมเดินออกมาทันที ตอนนี้ผมกำลังคิดว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับผมคำว่าคนรักที่เขาเอื้อนเอ่ยออกมาเมื่อสักครู่ เขาหมายถึงใครแล้วทำไมเขาต้องมองผมแบบนั้นด้วย
ทำไมหัวใจผมต้องเต้นไม่เป็จังหวะด้วยนะ !
“สวัสดีค่ะคุณบดินทร์...เชิญด้านนี้เลยค่ะ”
พนักงานหญิงกล่าวต้อนรับโดยที่มาเฟียยังไม่ทันได้พูดอะไรประหนึ่งเหมือนเตรียมการไว้หรือรู้งานมาแล้วล่วงหน้า
ตอนนี้เขาพาผมมาร้านอาหารญี่ปุ่นซึ่งเป็ของชอบผมด้วย
“ทำไมไม่มีลูกค้าเลยล่ะ”
ผมถามเขาในขณะที่เดินตามพนักงานต้อนรับไปมันน่าแปลกเพราะว่าเป็ร้านอาหารที่อยู่ในห้างดังแล้วนี่ก็ตอนเที่ยงด้วย
“ที่นี่จะมีแต่เราสองคน”
“หมายความว่ายังไง”
“ก็มีแต่ฉันกับนาย ที่ฉันพูดออกไปมันเป็สิ่งที่เข้าใจยากอย่างนั้นหรือ”
คราวนี้เขาหันใบหน้าหล่อมามองผมด้วยแววตานิ่งๆ ที่ยากจะคาดเดาอารมณ์ได้
“เชิญห้องนี้เลยค่ะ เดี๋ยวอีก ๑๐ นาทีอาหารจะเข้ามาเสิร์ฟมีอะไรเรียกใช้ดิฉันได้ตลอดนะคะ”
พูดเสร็จพนักงานต้อนรับก็เดินออกไป
“มานั่งใกล้ ๆ ฉัน”
“ทำไมผมต้องไปนั่งใกล้ ๆ คุณด้วย”
“หนึ่งสอง สา...”
เขานับเกือบถึงสามผมรีบเข้าไปนั่งใกล้ๆ เขาทันที เขาโน้มตัวเข้ามาประกบจูบกับผม โดยที่ผมไม่ทันได้ตั้งตัว
เขาจูบผมในร้านอาหารนี่นะ...บ้าที่สุด!
“ไอ้คนฉวยโอกาส...หัดดูบ้างว่านี่ที่ไหน”
เขาไม่พูดอะไร หากรินไวท์ใส่แก้วให้ผม
“ผมไม่ดื่มขอเป็น้ำเปล่าแทนได้ไหม”
เขาหยุดรินอย่างว่าง่าย แล้วเปลี่ยนเป็แก้วใหม่ที่มีแต่น้ำเปล่าที่ผมไม่ดื่มก็เพราะว่าเดี๋ยวเส้นเสียงผมพัง และที่สำคัญมันไม่ดีต่อสุขภาพแม่ผมก็ไม่ชอบให้ดื่มด้วย
“ผู้หญิงคนเมื่อกี้เขาเป็ใครเหรอ”
ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมผมถึงถามแบบนี้ออกไปทั้ง ๆ ที่มันเป็เื่ส่วนตัวของเขา
“หึงเหรอ”
“บ้าใครจะไปหึงคุณ ก็แค่เห็นเขาแสดงอาการรักคุณนิน่าไม่ใช่สิต้องเรียกว่าเป็เ้าข้าวเ้าของ”
“แฟนเก่า”
แค่คำว่าแฟนเก่าซึ่งไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรกับผมแต่แล้วทำไมผมถึงต้องหน้าชาด้วยล่ะ ระหว่างนั้นอาหารก็เข้ามาเสิร์ฟพอดีแต่ละอย่างเน้นปลาแซลมอนซึ่งเป็ของชอบผม และก็มีชูซิหน้ากุ้ง หน้าไข่หวานหน้าเป๋าฮื้อ ซึ่งเป็ของที่ผมชอบผมทั้งนั้น แล้วก็มีอีกหลาย ๆอย่างวางเต็มโต๊ะไปหมด นี่เขากะจะสั่งมาหมดร้านเลยหรือยังไงกัน กินชาตินี้อิ่มยันชาติหน้าเลยก็ว่าได้
อาหารทุกอย่างอร่อยมากเสียอย่างเดียวคือบรรยากาศในการรับประทาน เพราะมันเงียบ เงียบจนได้ยินเสียงเคี้ยวอาหารที่อยู่ในปาก เวลาชั่วโมงกว่า ๆ กับการมาทานข้าวกับเขาไม่ไหวจริง ๆ เสียอรรถรสหมด
“คืนนี้ฉันต้องได้อ่านรายงานของนายถ้านายลืมคงรู้นะว่านายจะโดนทำโทษอะไร”
เขาหันมาย้ำผมอีกครั้งในขณะที่ผมกำลังจะเปิดประตูลงจากรถ และใบหน้านิ่ง ๆ นั่น ก็พูดต่ออีก
“และที่ฉันพูดว่าคนรัก...” แววเขาตอนนี้อ่อนโยนและอบอุ่น ทำให้หัวใจผมเต้นไม่เป็หวะ “ฉันหมายถึงนาย”
แค่เขาบอกว่า “คนรัก” ที่เขาพูดหมายถึงผมหัวใจผมแทบจะหยุดเต้น ราวกับสมองผมหยุดทำงานไปชั่วขณะ เมื่อเรียกสติได้แล้วจึงรีบเปิดประตูลงจากรถทันที
นี่ผมกำลังถูกเขาบอกรักอยู่ใช่ไหม เขาทิ้งท้ายให้ผมแบบนี้อีกแล้ว...แล้วผมจะมีกะจิตกะใจไปเขียนรายส่งเขาได้ยังไงกัน...ไอ้มาเฟียบ้าไอ้มาเฟียมันบ้าที่สุด