บทที่4 ตอนที่17 : สตีฟ เทรเซอร์
“อวัยวะพิเศษของฉันคือจมูกน่ะ เมื่อฉันได้กลิ่นอะไรแล้วก็จะสามารถจินตนาการออกมาเป็นภาพได้” พลเอกแห่งกองทัพสหรัฐเผย “งั้นก็คงต้องทดสอบเกี่ยวกับรัศมีในการใช้ความสามารถเหมือนกับโสตซังสินะคะ เชิญด้านนี้เลยค่ะ” นินจาน้อยผายมือ พลางสร้างห้องฝึกขนาดใหญ่มาก ๆ ขึ้นมา ด้านหน้าของเพื่อนสมาชิก “นี่คือห้องจำลองนะคะ เดี๋ยวอีกสักครู่สตีฟซังจะต้องไปอยู่ตรงกลางห้องแล้วบอกว่ามีอะไรอยู่รอบตัวบ้าง สิ่งนั้นอยู่ทิศใด ให้บอกมาเรื่อย ๆ จนกว่าจะสุดระยะที่ได้กลิ่นเลยค่ะ ติดต่อผ่านทางเครื่องสื่อสารอันนี้นะคะ” เธออธิบายการทดสอบ ก่อนยื่นอุปกรณ์ที่มีลักษณะคล้ายหูฟังให้หนุ่มอเมริกันติดตั้ง แต่ก่อนจะเข้าไปในห้องทดสอบ สตีฟก็ได้ขอกระเป๋าเป้มาหนึ่งใบจากแท็บเล็ทที่ติดอยู่ตรงผนังห้อง และจับเจ้าปั้กกี้ใส่ลงไปด้านในโดยให้โผล่ออกมาแค่หัว ก่อนทั้งสองจะถูกพาวาร์ปเข้าไปภายในห้องทดสอบที่มืดสนิทและซับซ้อนดั่งเขาวงกต โดยมีมิทาจิและเพื่อนคนอื่น ๆ ที่เหลือ รับชมการถ่ายทอดการทดสอบแบบสด ๆ ผ่านจอทีวีจากภายนอกห้องทดสอบ เมื่อการทดสอบเริ่ม.. ชายหนุ่มหลับตาสีน้ำข้าวของเขาลงก่อนจะปิดประสาทสัมผัสทั้งหมดให้เหลือแค่เพียงจมูก “ให้ตายสิ.. บรรยากาศมันชวนให้นึกถึงเรื่องเมื่อสองปีก่อนจริง ๆ” เขาคิดในใจพลางใช้จมูกสแกนพื้นที่โดยรอบให้สมกับฉายาดิอินสเปคเตอร์ “ปืนเอ็มสี่เอหนึ่งคาร์บิน บอดี้เหล็กติดกล้องเอ็มหกแปดและเครื่องยิงลูกระเบิดเอ็มสองศูนย์สาม อยู่ทางทิศสิบเอ็ดนาฬิกาห่างไปหกเมตร ช่อดอกลิลลี่ทางทิศสองนาฬิกาห่างไปสิบห้าเมตร ไก่ย่างทิศห้านาฬิกาห่างไปยี่สิบเมตรเมตร แล้วก็ผู้ชายอายุสามสิบถึงสามสิบห้าปีสูงประมาณหกฟุต ตรวจไม่พบอาวุธหรือวัตถุต้องสงสัยในครอบครอง อยู่ทางทิศเก้านาฬิกาห่างไปสามสิบห้าเมตร” เขาพูดออกมาอย่างคล่องแคล่วและชัดเจนทุกคำ “การแยกแยะสมบูรณ์แบบมากค่ะ แต่คงต้องเพิ่มเรื่องระยะให้กว้างขึ้นอีก เพราะเท่าที่เห็นรัศมีทำการมีแค่ประมาณ สามสิบถึงสี่สิบเมตรเอง” นินจาสาวแนะผ่านเครื่องมือสื่อสาร เมื่อเห็นความสามารถระดับสุดยอดเช่นนั้นของสตีฟ เพื่อน ๆ ทุกคนก็ถึงกับตะลึงตาค้างก่อนจะปรบมือให้กับหนุ่มอมเริกันรัว ๆ แต่ในขณะที่ทุกคนที่กำลังปรบมือให้กับสตีฟอยู่นั้น ชายหูกางร่างท้วมกลับกำลังพึมพำอะไรบางอย่างอยู่คนเดียว “อืม.. พูดชื่อปืนได้ละเอียดขนาดนี้ การบอกทิศแบบนี้ อธิบายรูปพรรณสัณฐานแบบนี้..” “นึกออกแล้ว!!” อยู่ ๆ โสตก็พูดโพล่งขึ้นมาทำเอาเพื่อน ๆ ตกอกตกใจกันไปหมด “นายคือ พลเอกสตีฟ เทรเซอร์ สุดยอดทหารประวิติศาตร์ของกองทัพสหรัฐ ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งยศพลเอกในขณะที่มีอายุเพียงแค่ยี่สิบปีคนนั้น!!” ในวูบแรกทุกคนต่างตกใจที่อยู่ ๆ โสตก็ตะโกนลั่นออกมา แต่หลังจากที่ได้ยินข้อความนั้นแล้วพวกเขาก็เปลี่ยนจากความตกใจเป็นความสงสัยในทันที “จริงเหรอ?” เพื่อน ๆ เอ่ยถามอย่างพร้อมเพรียงกันจนเสียงนั้นทะลุเข้าไปยังอุปกรณ์สื่อสารที่มิทาจิกำลังถืออยู่ สตีฟที่ได้ยินก็ทำหน้าเจื่อนในทันทีราวกับไม่อยากให้ใครได้รู้เรื่องนี้ “อืม..” เขาลืมตาขึ้นหลังจากจบการทดสอบพลางมองต่ำลงและตอบเพียงสั้น ๆ “เหย ๆ ๆ เจ๋งชะมัด! อยู่ ๆ ก็มีเพื่อนเป็นทหารยศพลเอก” โจเซฟผู้เป็นต้นเสียงลั่นคำพูดขึ้นก่อนที่ทุกคนจะตื่นเต้นดีใจกันอย่างสนุกสนาน และเสียงเอะอะโวยวายด้วยความตื่นเต้นที่สตีฟได้ยินผ่านเครื่องสื่อมือสารนั้นมันก็ทำเอาเขายิ้มไม่หุบ เพราะเขานึกว่าถ้าความจริงถูกเปิดเผยแล้วเพื่อน ๆ จะไม่กล้ายุ่งกับเขา หรือไม่ก็อยู่อย่างยำเกรงดั่งเช่นเพื่อนมนุษย์คนอื่น ๆ ที่กังวลเกี่ยวกับดวงดาวอันล้นบ่าที่เขามี “เดี๋ยวมิทาจิขอลองทดสอบอะไรอีกสักหน่อยนะคะ” หญิงสาวพูดพลางกดอุปกรณ์ปรับแต่งห้องฝึก ทันใดนั้นเอง.. ห้องจำลองการฝึกของสตีฟถูกรีเซตใหม่หมดทุกอย่าง “ให้สตีฟซังทำเหมือนการทดสอบเมื่อกี้เลยนะคะ เพียงแต่รอบนี้ให้เดินไปหาสิ่ง ๆ นั้นด้วยตัวเองเลย” เด็กหญิงจากเมืองอิงะอธิบายเงื่อนไขที่เพิ่มขึ้นมา หลังจากเริ่มการทดสอบครั้งใหม่ ก็มีกลุ่มควันที่สร้างกลิ่นฉุนขึ้นมาล้อมรอบ เพื่อเป็นการทดสอบว่าถ้าหากมีกลิ่นอื่นมารบกวน สตีฟยังจะสามารถใช้จมูกของเขาได้อย่างมีประสิทธิภาพอยู่หรือไม่ ซึ่งชายชาวอเมริกันก็เดินไปในที่มืดแคบที่ปกคลุมไปด้วยกลิ่นฉุนประหลาดเหล่านั้นได้อย่างช่ำชองเรากับเป็นบ้านของตัวเอง การทดสอบเป็นไปอย่างราบรื่นจนกระทั่งถึงบททดสอบถัดไปที่มิทาจิได้เตรียมเอาไว้ให้ ฟึ่บ.. เสียงอะไรบางอย่างดังขึ้นมาจากทางด้านหลังของสตีฟ ก่อนที่ท่านพลเอกจะรู้สึกว่าตัวของเขาเบาลงอย่างบอกไม่ถูก “ปั๊กกี้!!” ชายหนุ่มตะโกนสุดเสียงหลังรู้ว่าเจ้าหมาได้หายไปจากหลังของเขาเป็นที่เรียบร้อย เขาเริ่มกระวนกระวายจนทำอะไรไม่ถูก สตีฟสติหลุดจนลืมแม้กระทั่งว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเป็นเพียงแค่การทดสอบ ด้วยสถานที่ บรรยากาศ และสถานการณ์ มันคล้ายคลึงกับสิ่งที่ตัวเขาคิดว่าเป็นเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต ภาพความทรงจำอันเลวร้ายเมื่อสองปีก่อนที่เขาพูดถึงย้อนกลับเข้ามาทิ่มแทงในสมองเป็นฉาก ๆ “อย่า.. ไม่นะ..” พลเอกแห่งกองทัพสหรัฐผู้สิ้นท่าร้องเสียงระส่ำ เขาคุกเข่าลงกับพื้นพลางเอามือกุมไปที่หัว หัวใจเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะ พลันน้ำตาก็ได้ไหลหยดตามออกมาราวกับเขื่อนแตก “ยอมแพ้แล้ว.. ช่วยด้วย..” เป็นสองคำพูดสุดท้ายที่เขาเอ่ยขึ้นก่อนที่มือสองข้างจะจีบเกร็ง หนุ่มร่างใหญ่ชายชาติทหารก็ได้หน้ามืดล้มฟุบลงไปกองกับพื้นในที่สุด เมื่อเห็นดังนั้น มิทาจิจึงได้ยกเลิกการทดสอบในทันที ก่อนที่นินจาสาวจะทำให้ชายหนุ่มตระกูลเทรเซอร์วาร์ปกลับมาที่จุดรวมพล “ไม่เป็นอะไรมากค่ะ แค่เกิดอาการไฮเปอร์เวนทิเลชั่น” นินจาสาวอธิบายให้เพื่อน ๆ รับรู้ หลังจากเช็คอาการ (ไฮเปอร์เวนทิเลชั่น ‘Hyperventilation syndrome’ คืออาการที่หายใจเร็วผิดปกติอันเนื่องมาจากความเครียด ความวิตกกังวล ความกลัว ฯลฯ ) “กะแล้วเชียว ถ้าไม่มีเจ้าปั๊กกี้สตีฟซังต้องมีอาการอะไรบางอย่างแน่ ๆ แต่มันหนักกว่าที่มิทาจิคิดไว้ซะอีกนะคะเนี่ย เขาควบคุมตัวเองไม่ได้เลย” เธอพูดต่อ “หมอนั่นต้องนึกถึงเรื่องเมื่อสองปีก่อนแน่ ๆ ..” เจ้าปั๊กกี้ที่ถูกพาวาร์ปออกมาอยู่รวมกับกลุ่มเพื่อนก่อนแล้วเกริ่นขึ้น ย้อนเวลากลับไปในเหตุการณ์เมื่อสองปีที่แล้ว.. ณ ดินแดนตะวันออกกลาง ในตอนกลางดึกของคืนเดือนดับที่มืดสนิท และแสงจันทร์แทบจะไม่ให้ความสว่างกับพื้นที่บริเวณนั้นเลยแม้แต่น้อย “จะไปคนเดียวอีกแล้วหรอครับผู้พัน?” เสียงอันแข็งกร้าวของชายฉกรรจ์ดังขึ้นบนเครื่องบินลำเลียงที่มีระบบหลบการตรวจจับเรดาห์ขั้นสูง “ก็เหมือนทุกครั้งนั่นแหละ ฉันเคยพลาดที่ไหนกันล่ะ? ภารกิจก็เดิม ๆ ชิงตัวหัวโจกกลุ่มก่อการร้าย ไม่มีอะไรต้องห่วงหรอกน่ะจ่า” สตีฟในวัยสิบแปดปีเมื่อครั้งยังคงดำรงยศพันโทตอบกลับลูกน้องของเขา “ถ้ามีอะไรสุดวิสัยจริง ๆ ก็ติดต่อผ่านเครื่องนี้นะครับ” เจ้าของเสียงเดิมพูดพลางยื่นอุปกรณ์สำหรับใช้ติดต่อสื่อสารให้ เครื่องบินลำดังกล่าวก็ได้เดินทางมาเรื่อย ๆ จนถึงจุดปล่อยตัว “พร้อมนะเจ้าปั๊กกี้?” สตีฟหันไปพูดกับเจ้าหมาน้อยที่อยู่ในกระเป๋าเป้ของเขาก่อนจะทำการดิ่งพสุธาลงไปพร้อมกัน ด้วยชุดปฏิบัติการสีดำคาดม่วง.. ทุกส่วนบนร่างกายของหทารกล้าถูกปกปิดโดยเครื่องแบบ เว้นไว้เพียงแค่ดวงตาสีน้ำข้าวคู่สวย กรึ่บ ๆ .. รองเท้าคอมแบทกระทบลงบนดาดฟ้าอาคารสูงสี่ชั้นโดยสวัสดิภาพ พันโทหนุ่มค่อย ๆ หลับตาลงและปิดประสาทสัมผัสทั้งหมดจนเหลือเพียงจมูกอันแสนวิเศษ แกร้ก.. แกร้ก.. เสียงอันเป็นเอกลักษณ์ของการขึ้นลำปืนดังขึ้นอย่างแผ่วเบา เขาควักที่เก็บเสียงออกมาจากกระเป๋าบรรจุอุปกรณ์ด้านข้างลำตัวก่อนจะประกอบมันอย่างช้า ๆ เข้ากับปืนพกคู่ใจ บรรยากาศเงียบสงัด.. “เป้าหมายอยู่ชั้นที่สองของอาคาร มีคนคอยดูแลแปดคน มีอาวุธอยู่กับตัวหกคนทั้งหมดเป็นผู้ชาย อีกสองคนที่เหลือเป็นผู้หญิงอยู่ชั้นเดียวกับเป้าหมาย” ด้วยพลังของอวัยวะพิเศษ ทำให้ในตอนนี้เขามีข้อมูลทุกอย่างครบถ้วนอยู่ในหัวแล้ว สตีฟเคลื่อนตัวอย่างเงียบไปยังประตูบานแรกที่ต้องเปิด แอด.. เสียงประตูไม้เก่าผุ ๆ ถูกผลักออกอย่างระมัดระวัง “ฟิ่ว ๆ !!” ทันทีที่พบเป้าหมายกระสุนเก็บเสียงลั่นออกจากปืนของผู้บุกรุกทันที! นัดแรกเจาะเข้าไปตรงคอบริเวณกล่องเสียง ส่วนนัดที่สองพุ่งตรงไปยังหัว ก่อนที่เขาจะโผตัวไปรับร่างอันไร้วิญญาณก่อนที่มันจะร่วงกระทบพื้น ศพแรกผ่านไป.. ทหารหนุ่มเดินต่อไปจนสุดทาง จนเจอบันไดที่แคบและมืดอันเป็นเส้นทางที่นำไปสู่ชั้นถัดไป เขาก้าวลงอย่างระมัดระวังจนถึงชั้นสาม ดวงตาของสตีฟยังคงหลับสนิท.. เขาได้ยกแขนขึ้นรอที่จะเหนี่ยวไกปืนอยู่ที่หน้าประตูบานหนึ่ง ชายหนุ่มสัมผัสได้ว่ามีคนกำลังเคลื่อนไหวอยู่หลังประตูบานนั้น แอด.. เสียงประตูบานที่สองถูกเปิดออก “ฟิ่ว!” สตีฟลั่นไกออกไปทันทีในระยะเผาขน ซึ่งการยิงจ่อขมับเพียงนัดเดียวก็เพียงพอที่จะปลิดชีพของเหยื่อรายที่แง้มประตูออกมาได้อย่างหมดจด “ฟิ่ว ๆ !” ถัดจากการเหนี่ยวไกเมื่อครู่เพียงเสี้ยววิ เขาก็หมุนตัวเข้าไปในห้องก่อนลั่นกระสุนอีกสองนัดออกไปสังหารผู้ถึงคราวตายอีกหนึ่งคนที่นั่งสูบยาเส้นอย่างสบายอารมณ์อยู่ในห้อง ตำแหน่งของกระสุนทั้งสองนัดทะลุผ่านหัวใจและกระโหลกด้วยความแม่นยำ ศพสองศพสามค่อย ๆ ผ่านไป.. ในตอนนี้เหลือยามที่คอยดูแลอีกเพียงแค่สามคน ซึ่งทั้งหมดกำลังยืนเฝ้าเจ้านายของพวกมันอยู่ด้านหน้าประตูห้อง โดยที่ไอ้หัวโจกผู้ก่อการร้ายผู้เป็นเป้าหมายของภารกิจในครั้งนี้กำลังเสพย์สุขกับสองสาวที่จ้างมาบำเรออยู่ภายใน ฟื่ด.. สตีฟสูดหายใจเข้าลึกก่อนที่จะกระโดดพรวดลงจากบันไดไปที่ชั้นสอง พึ่บ!! ฟิ่ว ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ !! เขาซัดกระสุนออกไปจนหมดแม๊กกาซีน ซึ่งถ้าดูผ่าน ๆ มันเหมือนจะเป็นการกราดยิงไปทั่ว ๆ แต่กระสุนทุกนัดที่เขายิงออกไปนั้นกลับพุ่งทะลุเข้าจุดตายของศัตรูทั้งหมด จนทำให้ทั้งสามคนที่เฝ้าอยู่หน้าห้องไม่มีโอกาสแม้จะยิงสวนกลับมาแม้เพียงนัดเดียว กลิ่นดินปืนตีขึ้นตลบอบอวนก่อนจะถูกกลบด้วยความคาวของเลือดที่ไหลนองอยู่เต็มพื้น แกร่ก.. กึก! เสียงเปลี่ยนแม๊กกาซีนปืนพกดังขึ้นอย่างไม่เร่งรีบ แอด.. ประตูบานสุดท้ายของภารกิจถูกเปิดออก สามคนที่อยู่ภายในห้องกำลังตกอยู่ในอาการหวาดกลัวจนตัวสั่นงันงก ตัวของชายเฒ่าเคราแพะผู้ที่เป็นเป้าหมายสั่นเทาจนไม่สามารถควบคุมร่างกายให้เอื้อมมือลงไปคว้าปืนพกที่อยู่ในลิ้นชักได้ “พวกเธอไปซะ” สตีฟมองไปยังหญิงสาวทั้งสองที่กำลังผวา ก่อนที่พวกเธอจะถือผ้าห่มคลุมตัวแล้วค่อย ๆ ขยับไปอยู่ข้างหลัง “กะ..แกต้องการอะไร?” ชายชราเอ่ยถาม “ตัวแกไง เป็น ๆ ..” ผู้เป็นดั่งมัจจุราชให้คำตอบด้วยเสียงที่เย็นเฉียบ แต่ในขณะนั้นเอง! หนึ่งในหญิงสาวที่สตีฟเพิ่งปล่อยตัวไปกลับคว้าแจกันขึ้นโดยพยายามจะฟาดไปที่ทหารหนุ่ม ซึ่งมันก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรที่ชายผู้มีจมูกเป็นอวัยวะพิเศษจะหลบได้ แต่ทว่า.. แจกันเจ้ากรรมดันไปกระทบกับกระเป๋าหลังของเขาจนทำให้เจ้าหมาน้อยร่วงลงไปกลิ้งกับพื้น “ปั๊กกี้!!!” ชายหนุ่มตะโกนออกมาสุดเสียง เจ้าย่นก็ดันกลิ้งไปหยุดอยู่ตรงข้างเตียงของชายแก่พอดิบพอดี “รักมันมากนักหรอ?” ไอ้เฒ่าเจ้าเล่ห์คว้าตัวเจ้าหมาน้อยขึ้นมาก่อนจะหยิบเอาปืนที่ซ่อนเอาไว้ออกมาจ่อ ซึ่งทำให้พันโทออกอาการกระวนกระวายในทันที “หยะ..อย่านะ อย่าทำอะไรมัน” แต่ดูเหมือนการพูดครั้งนี้ของเขาจะไม่ได้ผล เสียงขึ้นไกปืนดังขึ้นจากชายเฒ่าเคราแพะพร้อมด้วยรอยยิ้มแห่งผู้ชนะ “ยอมแพ้แล้ว.. ช่วยด้วย..” หัวใจของชายหนุ่มชุดดำเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะ ปั้ง!!!! ก่อนที่เสียงปืนจะดังขึ้นในขณะเดียวกันกับที่สตีฟวูบลงไปกองกับพื้น “ผู้พันครับ.. ผู้พัน..” ถุงมือหยาบกร้านเขย่าร่างชายที่กำลังสลบจนฟื้นขึ้น “ปั๊กกี้!!!!” เขาตะโกนลั่นขึ้นมาในทันทีหลังจากได้สติ “มันปลอดภัยดีครับ ผมได้ยินคำขอความช่วยเหลือ เลยให้มือสไนเปอร์ยิงที่แขนมันดักไว้ไม่ให้มันลั่นไกใส่เจ้าปั๊กกี้ครับ” “มันอยู่นี่ครับ” จ่าตอบพลางยื่นเจ้าหมาน้อยกลับคืนเจ้าของ “ขอบใจมากนะจ่า ฮือ ๆ ๆ ๆ ” สตีฟหมดสิ้นท่านายพันหัสหนเหน่วยโดยสิ้นเชิง เขาปล่อยโฮร้องไห้ออกมาโดยไม่สนใจใครทั้งนั้น “ฉันสัญญาว่าจะไม่ให้นายห่างฉันไปไหนอีก ฉันสัญญา ฮือออออ ๆ ๆ ๆ ” พันโทร้องไห้พลางกอดเจ้าหมาน้อยเอาไว้แน่นต่อหน้าลูกน้องผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของเขา.. กลับมา ณ เหตุการณ์ปัจจุบัน “ทำไมสตีฟถึงผูกพันกับนายมากขนาดนั้น ดูท่าแล้วพวกนายหน้าจะอยู่ด้วยกันมาไม่ถึงห้าปีด้วยซ้ำ” เกษมหันไปถามเจ้าปั้กกี้ “เราอยู่ด้วยกันมาสิบเจ็ดปีแล้ว ตั้งแต่เขาจำความได้ ตัวเขาก็อยู่ติดกับฉันมาตลอด” หมาน้อยตอบ “เฮ้ ๆ อายุไขของหมามันไม่ได้นานขนาดนั้นนี่หน่า” มีสท์แย้งขึ้นด้วยความสงสัย “ฉันเป็นหมาที่ถูกกองทัพสหรัฐวิจัยพัฒนาขึ้นมาให้มีอายุยืนยาวเท่ากับมนุษย์ และมีจมูกที่ดีกว่าหมาทั่วไปหลายเท่ายังไงล่ะ พ่อของสตีฟได้มอบฉันให้กับสตีฟตั้งแต่เขาสามขวบ” เจ้าย่นอธิบาย เมื่อได้ยินเช่นนั้นเกษมก็ได้ยิ้มกริ่มขึ้นมาในทันที “ว้าวว.. น่ารักจังนะเลยครอบครัวนี้” “มันไม่ใช่อย่างที่นายคิดหรอก” สตีฟที่เริ่มจะมีสติเอ่ยพลางค่อย ๆ พยุงตัวขึ้นมานั่ง “เขาให้เจ้าปั๊กกี้กับฉันก็เพื่อทำให้เราผูกพันกันมาก ๆ ก่อนที่จะบังคับให้ฉันทำตามสิ่งที่เขาต้องการ ถ้าไม่งั้นเขาจะกำจัดเจ้าปั๊กกี้ทิ้ง นั่นมันทำให้ฉันต้องทำทุกอย่างเพื่อแลกกับชีวิตของเจ้าปั๊กกี้ และเมื่อมีเจ้าปั๊กกี้เข้ามาเกี่ยวข้องทีไร ฉันเองก็ไม่เคยปฏิเสธคำสั่งของเขาได้เลย” พลแอกแห่งกองทัพสหรัฐกำหมัดแน่นก่อนจะพูดถึงชายผู้ให้กำเนิด “งั้นสตีฟซังจะต้องฝึกการใช้สมาธิเพิ่มขึ้นให้มาก ๆ เลยล่ะคะ” มิทาจิแทรกขึ้น “เพื่อที่จะให้ทนดูเจ้าปั๊กกี้ตายได้น่ะหรอ?” ชายร่างใหญ่ประคองตัวเองให้ลุกขึ้นด้วยความไม่สบอารมณ์ พลันที่เห็นสตีฟแสดงอาการเกรี้ยวกราดออกมา เจ้าปั๊กกี้จึงพูดขึ้นเพื่อปรามเจ้านายของมันทันที “ไม่ใช่.. เพราะนายน่ะมีจุดอ่อนที่ใหญ่เกินไป ถ้านายกำจัดจุดอ่อนตรงนี้ไปได้ ฉันเชื่อว่าความสามารถของนายน่ะปกป้องฉันได้อยู่แล้ว และยิ่งกับพ่อของนายที่ไม่ได้เป็นแม้แต่ออแกเนียนด้วยซ้ำทำไมนายจะปกป้องฉันจากเขาไม่ได้? ถึงพ่อของนายจะเป็นทหารยศสูงก็จริงแต่เขาก็ไม่สามารถสั่งลูกน้องให้มายุ่งกับเรื่องนี้ได้หรอก เพราะถ้าเขาทำอย่างนั้นคุณเวิร์ดจะไม่ปล่อยเขาไว้แน่ ๆ เขาจะต้องถูกตัดออกจากความเกี่ยวข้องของออแกเนียนแน่นอน” เจ้าย่นน้อยอธิบายเสียงเอื่อย สตีฟครุ่นคิดอยู่สักพักด้วยใบหน้าที่เคร่งเครียด “ก็ได้.. ฉันสัญญากับนายไว้แล้วนี่เนอะว่าจะฝึก” ชายอเมริกันเอ่ยพลางมองไปที่หมาตัวโปรด ก่อนจะอุ้มมันขึ้นมากอด “งั้นก็ถึงตาโจเซฟซังแล้วค่ะ พลังของโจเซฟซังคืออะไรหรอคะ?” มิทาจิเอ่ยถามชายคนสุดท้ายที่ยังไม่ได้ทำการทดสอบ “ที่จริงแล้วฉันยังไม่รู้เลยว่าพลังของฉันคืออะไร” หนุ่มเดรดล็อคยิ้มแหย ๆ หลังจากไปยินคำตอบของโจเซฟ ร่างจำลองของคุณเวิร์ดก็ได้ให้ความรู้ขึ้นในทันที “คำแนะนำสำหรับผู้ที่ยังไม่รู้ความสามารถของอวัยวะพิเศษของตนเองก็คือ ให้ลองตั้งสมาธิแล้วพยายามดึงพลังออกมาจากอวัยวะพิเศษให้ได้ ดังนั้นอย่างแรกที่คุณต้องมีเลยคือสมาธิและความมุ่งมั่นในการฝึก แต่ถ้ายังไม่ได้อีกก็แนะนำมาพบผมได้โดยตรง” “ครับ ๆ ” เดอะเลกออฟมิราเคิลผู้พี่เหมือนจะรับคำไปส่ง ๆ “งั้น..วันนี้พอแค่นี้ก่อนแล้วกันค่ะ แยกย้ายกันไปพักผ่อนก่อน เดี๋ยวค่อยนัดเวลามาฝึกกันอีกที” นินจาสาวผมสลวยเอ่ย ก่อนที่ทั้งหมดจะเดินออกมาจากห้องฝึกต้นไม้ และเหลือบไปเห็นว่าห้องฝึกห้องแรกนั้นยังคงถูกใช้งานอยู่ นั่นทำให้มีสท์เกิดความประหลาดใจจนเบิกตากว้าง “พวกนั้นยังฝึกกันอยู่อีกหรอเนี่ย? ขยันจังเลยเนอะ” เธอเอ่ยขึ้นก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายกันกลับไปยังห้องพักของตัวเอง หลังจากแยกย้ายกับเพื่อน ๆ นายแว่นหน้าเนิร์ดก็ได้ไปฝึกฝนพลังเพียงคนเดียวในห้องฝึกใต้เตียงของเขาตามคำแนะนำของคุณเวิร์ด ณ ห้องฝึกส่วนตัวของเกษม เขาก็ได้สร้างหุ่นจำลองออแกเนียนเสมือนจริงขึ้นมาหนึ่งตัว “โอเค.. ควบคุมเหมือนการยกแขน ลองดู.. ไม่ใช้งาน ไม่ใช้งาน ไม่ใช้งาน..” เกษมคิดในใจก่อนจะตั้งสมาธิแล้วเพ่งไปที่หุ่นออแกเนียนที่กำลังใช้พลังอยู่ และการลองทำในครั้งแรกของชายหนุ่มก็ดันประสบผลสำเร็จทันที “เฮ้ย!!! มันหายไปแล้ว แสงที่ฉันเห็นหายไปแล้ว!!” เขาทั้งดีใจและประหลาดใจเป็นอย่างมาก “เอาล่ะ.. ใช้งาน ใช้งาน ใช้งาน..” ทายาทตระกูลสืบสายนัยน์ตราสูดหายใจเข้าลึก พลางพูดในใจก่อนจะตั้งสมาธิแล้วเพ่งไปที่หุ่นฝึกอีกครั้ง “มันเรืองแสงแล้ว!! ทำได้แล้ว!!! วิธีของคุณเวิร์ดนี่สุดยอดจริง ๆ ” เกษมดีใจอย่างสุดขีดอีกครั้ง และเขาก็ได้ฝึกซ้ำต่อไปอีกหลายรอบเพื่อความมั่นใจว่าเขาทำได้จริง ๆ ไม่ใช่แค่ฟลุ๊ค ทางฝั่งของโจเซฟที่กำลังรับชมการแข่งขันฟุตบอลของทีมโปรดในหอพักของเขา.. “นายไม่คิดจะพยายามฝึกหน่อยหรอ?” อลันที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องฝึกด้วยท่าทางเหนื่อยล้าเอ่ยถามผู้เป็นพี่ชาย “นี่.. ฉันลองคิด ๆ ดูแล้ว คำถามที่นายถามฉันวันก่อนน่ะ เอาจริง ๆ เป้าหมายของฉันก็แค่อยากจะเป็นนักฟุตบอลที่พาทีมที่ฉันรักคว้าแชมป์ให้ได้เป็นกอบเป็นกำ ซึ่งตอนนี้หนทางมันก็สดใสมากอยู่แล้ว นายลองจินตนาการตอนที่พวกเราสวมเสื้อตัวนั้นแล้วชูถ้วยแชมป์สิ” หนุ่มเดรดล็อคชี้ไปยังโทรทัศน์จอแบนเครื่องใหญ่ที่กำลังถ่ายทอดสดเกมฟุตบอลนัดสำคัญ “นั่นมันก็คือความฝันของฉันเหมือนกัน แต่ว่าที่ที่เราอยู่ตอนนี้น่ะมันคนละเรื่อง ฉันมีสิ่งที่ต้องโค่นให้ได้อยู่” ชายหัวเห็ดพูดพลางนั่งลงข้าง ๆ โจเซฟ “เราต่างคนต่างก็มีเหตุผลของตัวเองแหละเนอะ ช่างมันเถอะมาดูบอลกันดีกว่า” เดอะเลกออฟมิราเคิลผู้พี่พูดพลางยื่นขนมขบเคี้ยวให้น้องชาย ก่อนทั้งคู่จะร่วมกันเชียร์ทีมรักของตนเองด้วยกัน วันรุ่งขึ้น ณ ตึกทอง อันเป็นที่ประจำการของเอ็ดเวิร์ด อาเธอร์ สปีช ที่สาม ก๊อก ๆ .. ชายผู้มีตาสองสีเคาะห้องด้วยความกระตือรือร้น “ผมเกษมเองครับขออนุญาตเข้าไปหน่อยได้ไหมครับ?” “เข้ามาสิ” เจ้าของห้องตอบรับคำขอพลางพลิกหน้าหนังสือเล่มใหญ่เล่มเดิมที่เขากำลังอ่าน เมื่อได้เจอหน้าอาจารย์แล้ว หนุ่มแว่นก็ไม่รอช้า เขารีบบอกข่าวดีด้วยความตื่นเต้นสุด ๆ “คุณเวิร์ดครับ! ผมทำได้แล้ว!! ที่คุณบอกให้ผมไปฝึกเมื่อวานน่ะ” สุภาพบุรุษชุดทักซิโด้ละสายตาจากหนังสือของเขามาชั่วขณะ ก่อนชำเลืองตามองไปที่เกษมด้วยความสงสัย “ไหนผมขอลองทดสอบคุณหน่อย..” ดูเขาจะยังไม่ค่อยเชื่อลมปากของเจ้าหนุ่มน้อยคนนี้สักเท่าไหร่ หลังจากนั้น อาจารย์ผู้เป็นที่ปรึกษาให้กับเหล่าออแกเนียนรุ่นใหม่ ก็ได้ทำกระบวนการทดสอบว่าเกษมทำได้แล้วจริงหรือไม่ ซึ่งผลของการทดสอบที่ออกมานั่นก็คือ.. นายแว่นทำได้จริง! และสิ่งนั้นก็ทำให้เอ็ดเวิร์ด สปีชแทบไม่อยากจะเชื่อในสายตาของตัวเอง “คนปกติถ้าไม่เคยมีพื้นฐานอะไรมาก่อน ถึงแม้จะรู้ว่าควรฝึกแบบไหนก็เถอะ การจะฝึกลักษณะนี้กว่าจะทำได้ก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยเป็นเดือน ๆ หมอนี่.. เป็นเด็กที่มีพรสวรรค์สินะ.. โดยปกติแล้วแต่ละรุ่นจะมีเด็กพรสวรรค์อย่างมากก็เพียงแค่คนเดียว รุ่นนี้คือคุณเองหรอเนี่ยคุณเกษม” เขาแอบคิดขึ้นในใจ “อืม.. ส่วนเรื่องที่คุณถามผมไว้เมื่อวาน ที่ว่าทำไมใช้พลังแล้ว ถึงยังมองอวัยวะพิเศษคนอื่นไม่เห็น ผมก็จะให้คำตอบคุณตามสัญญา.. คนที่คุณบอกว่าคุณมองไม่เห็นอวัยวะพิเศษของเขาคือคุณโบมานี่ใช่หรือไม่?” เดอะคอนโทรลเลอร์เอ่ยถาม “ใช่ครับ ตอนเขาต่อสู้กับไทรซ์” เด็กหนุ่มผู้มีตาเป็นอวัยวะพิเศษตอบกลับพร้อมรอฟังคำอธิบายของ คุณเวิร์ดอย่างตั้งใจ “ที่คุณมองไม่เห็นอวัยวะของโบมานี่ก็เพราะคุณยังมองไม่ได้ลึกพอ อวัยวะพิเศษของเขา เป็นอวัยวะที่อยู่ภายในของร่างกาย ไม่ใช่อวัยวะที่เห็นได้ด้วยตาเปล่าเหมือนแขนหรือขา คุณต้องมองให้ลึกกว่านี้ถึงจะดูออกว่าอวัยวะพิเศษที่อยู่ภายในของเขาคืออะไร” ชายมาดเนี้ยบอธิบายเชิงแนะนำแนวทางให้กับออกาเนียนหนุ่มขี้สงสัย “อ๋อ.. อย่างนี้นี่เอง แล้วจะมีวิธีฝึกฝนยังไงครับ?” เกษมยังไม่หยุดถามต่อ เมื่อได้ยิน คุณเวิร์ดก็ได้นำมือจับไปที่คางคล้ายกับกำลังพินิจอะไรบางอย่างก่อนจะพูดขึ้น “อืม.. คุณต้องดึงอินฟินิตี้ฟอร์สออกมาจากตาให้ได้มากกว่านี้ แต่จากที่ผมได้รู้ถึงการฝึกของคุณในห้องฝึกต้นไม้แล้ว ก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ถ้าคุณฝึกตามคำแนะนำของร่างจำลองผมและมีมิทาจิคอยดูแล ไม่นานคุณก็จะสามารถมองเห็นอวัยวะพิเศษที่อยู่ภายในร่างกายได้” “ขอบคุณครับ งั้นผมขอตัวกลับก่อนนะครับ” หนุ่มแว่นกล่าวขอบคุณผู้ให้คำแนะนำก่อนรีบมุ่งหน้ากลับหอพักเพื่อเตรียมตัวในการฝึกขั้นต่อไปในทันที “คนที่มีพรสวรรค์อย่างคุณฝึกแค่ไม่กี่วัน ก็คงจะทำได้แล้วล่ะ และถ้าดึงพลังงานนั่นออกมาได้มากพอ เผลอ ๆ อาจจะสามารถมองเห็นอวัยวะพิเศษได้โดยที่ออแกเนียนคนนั้นยังไม่ทันใช้พลังเลยด้วยซ้ำ” เอ็ดเวิร์ด อาเธอร์ สปีช ที่สาม คิดในใจพลางมองไล่หลังของชายที่เขาคิดว่ามีความพิเศษแฝงอยู่ในตัว และในขณะที่หนุ่มหน้าเนิร์ดกำลังจะออกจากตึกผู้อำนวยการนั้น เขาก็ได้เดินสวนกับดันทัวร์ เทเปส ที่กำลังจะเข้าไปหาคุณเวิร์ดพอดี ซึ่งในจังหวะที่เดินสวนกันนั้นเอง ชายผิวซีดก็หันมามองหน้าเกษมก่อนจะแสยะยิ้มเชิงเย้ยหยันให้ แต่นั่นก็ไม่ทำให้ชายผู้สืบทอดพลังแห่งดวงตาหวั่นไหวแต่อย่างใด ชายผู้มีตาสองสีได้แสดงออกถึงความไม่สนใจในตัวของดันทัวร์เลยแม้แต่น้อย ถึงแม้จะแอบสงสัยอยู่เล็ก ๆ ก็ตาม ว่าเจ้าแวมไพร์ดูดเลือดมาทำอะไรที่ห้องทำงานของคุณเวิร์ด “ทุกอย่างเป็นตามแผนไหม?” ชายผู้เป็นดั่งผู้คุมกฎแห่งออแกเนียนเอ่ยถามแวมไพร์หนุ่มในทันทีที่เขาเดินเข้ามาในห้อง “เรียบร้อยครับ..” ดันทัวร์ตอบสั้น ๆ