" เจ้าคงอายุน้อยกว่าข้า ข้าขอเรียกเจ้าว่าน้องหญิงได้หรือไม่”
“ได้สิเจ้าคะ เช่นนั้นข้าขอเรียกท่านว่าพี่หญิงนะเจ้าคะ” ทั้งสองยิ้มให้กัน
“พี่หญิงไม่เข้าไปในงานเลี้ยงหรือเจ้าคะ”
“เจ้าล่ะไม่อยากเข้าไปยลโฉมท่านอ๋องหรือ” ถงลี่พูดพลางหัวเราะ
“ไม่หรอกเจ้าค่ะ แต่ก่อนสนมเกาเรียกข้าเข้าวังบ่อยๆ ข้าเจอท่านอ๋องบ่อยครั้งตั้งแต่พบพระองค์ครั้งแรก ข้าก็รู้สึกถูกชะตาเหมือนว่าพระองค์เป็นพี่ชายคนหนึ่ง นอกจากความรู้สึกนี้แล้วข้าก็ไม่อาจคิดเป็นอื่นได้” เข่ออิงพูดจากใจจริง
“แล้วท่านล่ะพี่หญิงท่านมาเพราะท่านอ๋องหรือ”
“ข้าก็ไม่จากจากเจ้าเท่าใดนักหรอก ข้ามาเพราะคนๆหนึ่ง นานแล้วที่เราสองคนไม่ได้พบกัน ข้าอยากเห็นกับตาว่านางเป็นอย่างไรบ้างอยากพบหน้านางสักครั้ง” ถงลี่มองออกไปในสระบัวอย่างไม่มีจุดหมาย สถานที่แห่งนี้นางคุ้นชินเป็นอย่างดี นางเคยดิ้นรนเอาตัวรอดจากที่นี่มาก่อน หากไม่เพราะสตรีผู้นั้นป่านนี้นางคงถูกฝังอยู่ที่ไหนสักแห่ง
“คุณหนูเจ้าคะเข้าไปในงานเลี้ยงกันเถอะเจ้าค่ะ” บ่าวคนสนิทของถงลี่กระซิบบอก
“ข้าต้องไปแล้ว ไว้คราวหน้าเราคงได้พบกันเช่นวันนี้อีก” ถงลี่บอกลาเข่ออิง
เมื่อไป๋ถงลี่แยกออกจากเกาเข่ออิง นางไม่ได้เข้าไปในงานเลี้ยงอย่างที่บอกแต่นางกลับเดินไปอีกทางหนึ่งเพื่อรอใครบางคน
เวินฉงหลินออกไปแล้วองค์ชายสามกับลั่วชิงหยางก็เข้ามาสมทบกับหย่งซีเฉิน
“พี่ใหญ่ทำไมท่านมานั่งคนเดียวอยู่ที่นี่ล่ะ สาวงามมากมายล้วนรอท่านอยู่นะขอรับ”
“ข้าอยู่เป็นเพื่อนเสด็จแม่พระนางเพิ่งกลับตำหนักเมื่อครู่นี้เอง” หย่งซีเฉินตอบน้องชายโดยไม่ได้สนใจเรื่องสาวงามสักนิด
“เจ้าสองคนทำไมออกมาเสียล่ะ”
“ก็ชิงหยางน่ะสิพอฮูหยินเมิ่งกลับ นางก็ไม่มีเพื่อนจึงรบเร้าให้ข้าพาออกมา”
“พวกนางขึ้นรถม้าหรือยัง” องค์ชายสามรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง เพราะปกติพี่ชายไม่เคยถามไถ่เรื่องของสตรีคนใดมาก่อน แต่เมื่อคิดว่าสตรีผู้หนึ่งแต่งงานแล้ว และอีกคนก็มีลูกโตแล้ว อาจจะถามเพราะทั้งสองเป็นเพื่อนของลั่วชิงหยางกระมัง
“พวกข้าส่งพวกนางขึ้นรถม้าครู่ใหญ่แล้วขอรับ”
“ลั่วชิงหยางเจ้าเป็นเพื่อนกับคุณหนูรองหรือ”
ลั่วชิงหยางมองหน้าคนรัก ฟ่านเสียนจึงพยักหน้าให้นางตอบคำถามของพี่ชาย
“ไม่ใช่เจ้าค่ะข้าเป็นเพื่อนของฮูหยินเมิ่งเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นเจ้าก็คงรู้ว่าเหตุใดคุณชายน้อยจึงไม่ได้ใช้แซ่เมิ่ง”
“ทำไมผิงอันต้องใช้แซ่เมิ่งด้วยล่ะเจ้าคะ" ลั่วชิงหยางพูดอย่างลืมตัว
“ชิงหยางนางหมายถึง ผิงอันไม่ใช่ลูกของฮูหยินเมิ่งกับแม่ทัพเมิ่ง เหตุใดต้องใช้แซ่เมิ่งน่ะขอรับพี่ใหญ่” ฟ่านเสียนอธิบายแทนคนรัก
“เด็กคนนั้นไม่ใช่ลูกของฉางหลิวหลีหรอกหรือ” หย่งซีเฉินยังไม่เข้าใจ
“ใช่เจ้าค่ะแต่พี่หญิงไม่ใช่ฮูหยินเมิ่งนี่เจ้าคะ เยี่ยนหลีต่างหากที่เป็นภรรยาของแม่ทัพเมิ่งเจ้าค่ะ” คำตอบที่ชัดเจนของลั่วชิงหยางทำให้หย่งซีเฉินอดถามต่อไม่ได้
“ข้าเคยได้ยินว่าทั้งสองหมั้นหมายกันไม่ใช่หรือ”
“ตอนนั้นพี่หญิงตั้งครรภ์ นางก็เลยแต่งกับแม่ทัพเมิ่งไม่ได้ แต่ทั้งสองตระกูลมีสัญญาหมั้นหมายกัน ท่านปู่เลยให้เยี่ยนหลีแต่งแทนพี่หญิงเจ้าค่ะ”
คำตอบของลั่วชิงหยางทำให้หย่งซีเฉินตกใจไม่น้อย
หากจะถามต่อไปคงไม่เหมาะเท่าใดนักลั่วชิงหยางเองก็ลำบากใจที่จะตอบเขาจึงใช้วิธีหลอกถามแทน
“ก็ดีแล้วนี่คุณหนูคนเล็กก็ได้แต่งงานตามสัญญาหมั้นหมายสองตระกูลไม่ผิดใจกัน ส่วนคุณหนูใหญ่ก็ได้แต่งกับคนที่รักถือว่าสวรรค์ลิขิตให้สมหวังทุกฝ่าย ลั่วชิงหยางและฟ่านเสียนมีหรือจะทันเล่ห์เหลี่ยมของหย่งซีเฉิน เมื่อได้ยินดังนั้นทั้งสองก็ตกหลุมพรางทันที
“ไม่ใช่นะท่านอ๋อง พี่หญิงน่าสงสารนักนางถูกคนชั่วรังแกต่างหาก ทุกวันนี้นางก็เลี้ยงดูผิงอันคนเดียว ดีที่ทุกคนรักนางมากจึงยอมให้นางเก็บผิงอันไว้และเฝ้าดูนางเลี้ยงดูผิงอันด้วยความสงสารเจ้าค่ะ”
หย่งซีเฉินนึกถึงใบหน้างดงามนั้นแม้นางจะมีลูกแล้ว แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้นางกลับงดงามเย้ายวนยิ่งกว่าเมื่อก่อนเสียอีก แต่เหตุใดทุกครั้งที่พบนางนัยตาของนางถึงดูเศร้าหมองนัก นี่คงเป็นเหตุผลที่เขาสงสัยมาตลอด
“แล้วแม่ทัพฉางกงไม่ได้ตามหาคนผิดมาลงโทษหรอกหรือ”
“เป็นพี่หญิง นางไม่อยากรู้ว่าเป็นใครนางบอกว่ามีแค่ผิงอันนางก็มีความสุขแล้วทุกคนเลยตามใจนางเจ้าค่ะ”
“นี่ถ้าข้าไม่รู้จักพี่ใหญ่ ข้าคงคิดว่าเด็กคนนั้นเป็นลูกของท่าน หน้าตาท่าทางเหมือนกับท่านทุกอย่าง” พูดจบฟ่านเสียนก็หัวเราะ
“เจ้ายังจะหัวเราะอีก ถ้าหากข้าเจอผู้ชายเลวคนนั้น ข้ากับเยี่ยนหลีจะจับมันมาสับเป็นหมื่นๆชิ้นเจ้าคอยดู”
“ทำไมเจ้าน่ากลัวเช่นนี้ลั่วชิงหยาง”
ฟ่านเสียนเอ็นดูท่าทางจริงจังของคนรัก
“ข้าจะบอกเจ้าอีกอย่างนะฟ่านเสียนถึงพี่หญิงนางจะมีลูกแล้ว แต่ก็ไม่มีใครรังเกียจนางแม้แต่น้อย ทั้งความงามและความดีของนาง ทำให้แม่ทัพน้อยใหญ่รวมทั้งเศรษฐีในต้าโจว ล้วนหมายตานางทั้งนั้น”
“เจ้ารู้ได้อย่างไร” ฟ่านเสียนถามคนรัก
“ก็เยี่ยนหลีนางเป็นคนบอกข้า แม้แต่คุณชายลู่เจียงลูกชายคนเดียวของร้านขายยาที่ใหญ่ที่สุดในต้าโจวที่ตามเทียวไล้เทียวขื่อพี่หญิงมาหลายปี อีกทั้งคุณชายลู่คนนั้นยังเป็นเพื่อนกับแม่ทัพน้อยฉางเฟิงอีก แต่ไม่รู้ว่าพี่หญิงนางคิดอย่างไรกับคุณชายลู่” มือท่านอ๋องกำถ้วยชาแน่น
“แล้วพี่หญิงของเจ้านางมีคนในใจหรือยัง”
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ท่าทีของพี่หญิงนางก็ไม่ได้ปฎิบัติกับผู้ใดเป็นพิเศษ แต่ที่แน่ๆท่านพ่อข้าบอกว่าท่านเจ้าเมืองขอให้ท่านพ่อไปทาบทามพี่หญิงให้ลูกชายเหมือนกัน รู้สึกว่าลูกชายของท่านกู้จะเป็นองครักษ์ในวังเจ้าไม่รู้จักหรือ” ลั่วชิงหยางหันมาถามฟ่านเสียน
หย่งซีเฉินที่นั่งฟังอยู่ก็นึกถึงวันที่กลับมาจากชายแดน ที่ท่านเจ้าเมืองขอประทานสมรสเป็นเขาเองที่เข้าใจผิด
“คนนี้ข้าว่าถ้าพี่หญิงตกลงท่านแม่ทัพคงไม่ขัดข้อง”
อยู่ๆท่านอ๋องก็วางถ้วยชาลงบนโต๊ะเสียงดัง แล้วลุกขึ้นสะบัดแขนเสื้อเดินออกไป
“พี่ใหญ่ของเจ้าเป็นอะไรหรือฟ่านเสียน”
“ข้าก็ไม่รู้ เจ้าไม่ต้องสนใจหรอกพี่ใหญ่คงเบื่อที่จะฟังเรื่องพี่หญิงของเจ้าแล้ว”
ไป๋ถงลี่และสาวใช้คนสนิทยืนดักรออยู่ข้างก้อนหินใหญ่ด้วยใจที่จดจ่อ
“มาแล้วเจ้าค่ะคุณหนู “