ตอนสี่ทุ่มกว่า ฉู่เจียงไหลที่ถูกไล่เป็ครั้งที่สอง ใช้ข้ออ้างว่า 'จู่ๆ ก็เจ็บหน้าอกจนลงไปข้างล่างไม่ไหว' เพื่อที่จะดื้อดึงปักหลักอยู่บ้านเขาต่อไม่ยอมไปไหน
ในฐานะหมอ ฉู่ชิวไป๋จึงตรวจอาการให้เขาแบบเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
ฉู่เจียงไหลนอนหงายอยู่บนโซฟาอย่างว่าง่าย ขมวดคิ้วแน่น ทำท่าทางน่าสงสารเหมือนเ็ปจนใกล้จะขาดใจตายอยู่รอมร่อ
“ตรงนี้เจ็บไหม?”
“เจ็บครับ”
“แล้วตรงนี้ล่ะ?”
“ก็เจ็บ”
“งั้นถ้าเป็ตรงนี้ล่ะ?”
“โอ้ย! เจ็บครับ! เจ็บมาก!”
"เป็อาการเ็ปรุนแรงแบบฉีกขาด ที่ร้าวไปถึงแผ่นหลังหรือเปล่า?"
“อ่า... พอพี่พูดแบบนี้ หลังผมก็รู้สึกเจ็บขึ้นมาจริงๆ ด้วยครับ! แบบร้าวๆ อย่างที่พี่ว่านั่นแหละ!”
“อ้อ” ฉู่ชิวไป๋ลุกขึ้นยืน “ภาวะหลอดเืแดงใหญ่ปริแตกหมดทางรักษาแล้ว เตรียมตัวตายได้เลย”
ไอ้คนป่วยจอมปลอมคนนี้ เมื่อกี้ยังนอนแผ่หน้าแดงระเรื่อดูรายการวาไรตี้ตลกไร้สาระอยู่บนโซฟาเขาอยู่เลย แต่พอถูกออกปากไล่ปุ๊บ ก็แกล้งล้มตัวลงไปกองทันที ทั้งที่ความดันและอัตราการเต้นของหัวใจปกติทุกอย่าง แต่กลับแสดงสีหน้าเ็ปแบบเว่อร์วัง ร้องโอดโอยว่าปวดบริเวณหน้าอกกับสะบัก ถึงขั้นร้าวไปถึงแผ่นหลังอีกต่างหาก
ฉู่ชิวไป๋ยืนมองการแสดงของอีกฝ่ายจากมุมสูง สีหน้าของเขาเ็าและมืดครึ้มยิ่งกว่าท้องฟ้ายามค่ำคืนนอกหน้าต่างเสียอีก
ฉู่เจียงไหลที่เล่นละครอยู่นานสองนาน เห็นดังนั้น จึงค่อยๆ ลุกขึ้นมาด้วยท่าทางน่าสงสาร
ผู้ชายตัวโตสูงเกือบสองเมตรขดตัวกอดหมอนอิงอยู่บนโซฟาไม่ยอมขยับ “เห็นแก่ที่ผมกำลังจะตาย ขอค้างที่นี่สักคืนไม่ได้เหรอครับ?”
“ไม่ได้”
“อ้าว ทำไมล่ะครับ?”
“ฉันเพิ่งซื้อบ้านนี้ได้แค่สองเดือน ถ้านายตายที่นี่ มันจะกลายเป็บ้านผีสิง ราคาตกหมด”
“งั้นถ้าผมจ่ายส่วนต่างให้ พี่เอามั้ยครับ?”
“ไม่เอา” ฉู่ชิวไป๋โยนเสื้อโค้ทคืนให้เขา พร้อมเอ่ยปากไล่เป็ครั้งที่สามอย่างเด็ดขาด “กลับไปเดี๋ยวนี้”
ฉู่เจียงไหล ผู้ถูกขนานนามว่า 'ทรราชย์แห่งวงการธุรกิจ' ถูกพี่ชายสุดที่รักผลักลงจากโซฟาอย่างเืเย็น เขากอดเสื้อโค้ทแนบอกอย่างน่าเวทนา และขณะถูกดันหลังให้เดินออกไป ก็ยังพยายามยื้อเวลา เดินไปหนึ่งก้าวหันกลับมามองสามครั้งราวกับจะอ้อนวอนขอความเมตตา
“เห็นแก่ที่ผมใกล้ตาย...”
“ฉู่เจียงไหล!” ฉู่ชิวไป๋ที่หมดความอดทนตวาดเสียงเข้ม “เลิกพูดแบบนี้ได้แล้ว! จะพูดเื่อัปมงคลไปถึงไหน?”
“ไม่ใช่ว่าพี่เป็คนพูดก่อนเหรอ?” ชายหนุ่มประท้วงเสียงอุบอิบ แต่ก็ไม่กล้าพูดดังไปกว่านี้ เพราะกลัวว่าจะยิ่งยั่วโมโหพี่ชายที่กำลังหัวเสียอยู่แล้วให้โกรธขึ้นมาจริงๆ
ความน่ารักและพฤติกรรมตอแยที่เขาทำเป็ปกติ ทำให้ความตั้งใจอันแข็งแกร่งที่ฉู่ชิวไป๋ใช้เวลาสามเดือนกว่าจะสร้างขึ้นมา ค่อยๆ พังทลายลงทีละน้อย แต่เขาก็ยังแสร้งทำเป็เ็าไม่รู้สึกอะไร
เมื่อฉู่เจียงไหลพูดประโยคที่ว่า “งั้นถ้าผมยอมไสหัวไปแต่โดยดี พี่จะลงไปส่งผมที่ลิฟต์ได้ไหมครับ?”
ฉู่ชิวไป๋ก็ปฏิเสธออกมาอย่างหนักแน่นด้วยคำว่า “ไม่ได้”
“แต่พรุ่งนี้ผมต้องไปทำงานที่ซินเฉิง กว่าจะกลับก็เดือนหน้าเลยนะ พี่จะไม่ลงไปส่งผมหน่อยเหรอครับ?”
“ฉันจะแต่งงานวันพฤหัสฯ หน้า นายไปทำงาน่นี้ก็ถือว่าถูกจังหวะพอดี”
รอยยิ้มบนใบหน้าของฉู่เจียงไหลแข็งค้างไปชั่วขณะ “ยกเลิกไม่ได้เหรอครับ? ไหนๆ ก็จะหย่ากันอยู่แล้วนี่”
“ใครบอก?”
“ถ้าพี่ไม่หย่า แล้วผมจะอยู่ยังไง? อีกอย่าง พี่แทบไม่รู้จักเ้าสาวคนนั้นเลยด้วยซ้ำ จะไปมีเยื่อใยอะไรกันได้? เก้าในสิบส่วนก็คือเธอขอพี่แต่งงานหลอกๆ เพื่อบังหน้า แล้วพี่ก็แค่ใช้เธอเป็เครื่องมือยั่วโมโหผมเท่านั้นแหละ!”
“หยุดพูดจาเหลวไหลได้แล้ว!”
ถึงแม้ว่าการแต่งงานครั้งนี้จะไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อยั่วโมโหใคร แต่มันก็คือความร่วมมือที่เกิดขึ้นหลังจากการพูดคุยกันอย่างเปิดอกและเห็นพ้องต้องกันของทั้งสองฝ่าย จะบอกว่าเป็การใช้ประโยชน์ร่วมกันก็ไม่ผิดนัก
ฉู่ชิวไป๋ที่ถูกแทงใจดำ ผลักฉู่เจียงไหลที่ยังยืนอิดออดอยู่หน้าประตูเข้าไปในลิฟต์ทันที แล้วเอื้อมมือเพื่อจะกดปุ่มลิฟต์ไปยังชั้นใต้ดินให้
“นายไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะ เลิกพูดอะไรเพ้อเจ้อสักที!”
“งั้นเรามาพูดเื่จริงจังกันดีไหมครับ”
แขนที่ยื่นออกไปกดปุ่มถูกคว้าไว้กะทันหัน ความอุ่นร้อนจากฝ่ามือของอีกฝ่ายส่งผ่านเนื้อผ้าบางๆ มาอย่างแ่เบาจนผิวสั่นสะท้าน
“นี่นาย—” ฉู่ชิวไป๋ใสุดขีด
ฉู่เจียงไหลดึงเขาไว้แน่น ก่อนจะกดปุ่มปิดประตูอย่างเด็ดขาดโดยไม่ฟังคำทัดทานใดๆ ทำให้ประตูลิฟต์ปิดลงในพริบตา
ฉู่ชิวไป๋ตาเบิกกว้างเล็กน้อย มองประตูลิฟต์ที่ปิดลงต่อหน้าต่อตาด้วยความตกตะลึง เขายังไม่ทันได้ตั้งตัวก็ถูกบังคับให้ติดอยู่ในพื้นที่แคบๆ กับชายหนุ่มที่ทำอะไรเหนือความคาดหมายคนนี้อีกแล้ว
สีหน้าของฉู่เจียงไหลจริงจังขึ้น “ถ้าไม่ใช่แต่งงานกันหลอกๆ พี่จะบอกผมว่าพี่รักเธอจริงๆ อย่างนั้นเหรอ?”
รายงานของนักสืบเอกชนหนาเป็ปึก ฉู่เจียงไหลมั่นใจเป็อย่างยิ่งว่าทั้งสองคนหย่ากันแล้วแน่ๆ แต่เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมฉู่ชิวไป๋ต้องเสียเวลาทำเื่ที่มันยุ่งยากขนาดนี้เพื่อโกหกเขา และโกหกทุกคน
“ใช่ แล้วจะทำไม?” ฉู่ชิวไป๋ที่ถูกบังคับให้อยู่ในลิฟต์ตอบด้วยสีหน้ามืดครึ้มและเ็า
“แล้วผมล่ะครับ?”
ฉู่เจียงไหลขยับเข้าประชิดตัวเขา “พี่ยังรักผมอยู่หรือเปล่า?”
ในกระจกเงาที่สว่างจ้าของลิฟต์ ฉู่ชิวไป๋มองเห็นใบหน้าของตัวเองที่แม้จะพยายามเก็บอาการขนาดไหน แต่ก็ยังปิดความตื่นตระหนกเอาไว้ไม่มิด
รักงั้นเหรอ? เขาไม่สามารถตอบคำถามนั้นได้ เพราะถ้าหากไม่รัก คงไม่ต้องหลบเลี่ยงอีกฝ่ายราวกับหลีกหนีอสรพิษแบบนี้
“ฉู่เจียงไหล...”
“ตอบผมสิ!”
เสียงที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันของชายหนุ่ม และขอบตาที่เริ่มแดงก่ำขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ฉู่ชิวไป๋จุกจนพูดอะไรไม่ออก
เขาหลอกตัวเองไม่ได้ และเพราะหลอกตัวเองไม่ได้นี่แหละที่ทำให้เขาต้องจำใจจากเจียงฮู่ ทิ้งบ้านเกิดมาอยู่ที่จิงซื่อเพียงลำพัง
เขายอมรับว่าต่อให้หลักฐานอันน่าสะพรึงกลัวเ่าั้เป็ของจริงทั้งหมด เขาก็ยังไม่สามารถตัดใจจากความรู้สึกนี้ได้ในทันที
ใช่... เขารู้สึกท้อแท้และสิ้นหวังจริงๆ แต่เขาก็ยังหยุดรักฉู่เจียงไหลไม่ได้ ถ้าฉู่เจียงไหลที่ออดอ้อน ขี้เล่นและดื้อรั้นทำให้เขารับมือยากอยู่แล้ว ฉู่เจียงไหลที่ขอบตาเปียกชื้นและปลายจมูกแดงระเรื่อในตอนนี้ ก็ยิ่งเป็อันตรายร้ายแรงต่อหัวใจของเขา
หัวใจเขาสั่นสะท้านด้วยความเ็ปจนไร้เรี่ยวแรง ราวกับเหล็กกล้าที่ถูกแช่ในกรดเข้มข้น มันผุกร่อนลงอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงเสียงครวญครางอันอ่อนแอ
และต่อให้เจตจำนงแข็งแกร่งขนาดไหน ก็ยังต้องอ่อนยวบลงต่อหน้าความเ็ปที่จู่โจมเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว มันทำลายทุกเกราะป้องกันที่เขาเคยสร้างไว้อย่างไม่เหลือชิ้นดี
ฉู่ชิวไป๋ค้นพบอย่างสิ้นหวัง ว่าสติปัญญาอันชาญฉลาดนั้นช่างเปราะบางเหลือเกิน เมื่อต้องอยู่ต่อหน้าความรักที่แสนโง่งม
ต่อให้หลักฐานจะมัดตัวแ่าแค่ไหน ต่อให้ข้อเท็จจริงจะตอกย้ำจนหมดหนทางโต้แย้งสักเพียงใด
ขอเพียงแค่ฉู่เจียงไหลเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง และอ้อนวอนด้วยถ้อยคำที่จริงใจ สมมติฐานและเหตุผลทั้งหมดที่เขาเคยยึดมั่น ก็พลันพังทลายลงในพริบตา
เขาแค่อยากได้ยินจากปากของอีกฝ่าย อยากฟังคำอธิบายจากเ้าตัวแม้ว่าเหตุผลและแรงจูงใจจะมืดมนขนาดไหน ตราบใดที่ฉู่เจียงไหลยอมรับและให้เหตุผลที่พอฟังขึ้น เขาก็ยินดีที่จะพยายามทำความเข้าใจและให้อภัย
ฉู่ชิวไป๋ที่ใจอ่อนยวบยาบไปหมด กลายเป็คนลังเลและพะวงหน้าพะวงหลัง เขาถึงขั้นเริ่มกังวลว่าตนเองอาจจะแค่ได้รับหลักฐานที่ไม่ปะติดปะต่อกัน แล้วนำมาปั้นแต่งเป็เื่ราวอันน่าสะพรึงกลัวมาเอง จนทำให้เขาเข้าใจผิดและกล่าวโทษอีกฝ่ายไปเอง
ฉู่ชิวไป๋ที่ใจอ่อนลงอย่างสิ้นเชิง พลันกลายเป็คนลังเลและไม่กล้าตัดสินใจทำอะไรลงไป
เขากลัวถึงขั้นว่า... ตนเองอาจจะแค่ได้รับหลักฐานที่ไม่ปะติดปะต่อ แล้วนำมาปั้นแต่งเป็เื่ราวที่น่ากลัวขึ้นมาเอง จนกลายเป็การเข้าใจผิดและใส่ร้ายอีกฝ่ายอย่างไม่เป็ธรรม
เมื่อเผชิญหน้ากับใบหน้าที่อ่อนเยาว์ หล่อเหลา และเปี่ยมไปด้วยความจริงใจตรงหน้า ฉู่ชิวไป๋ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะตัวเองอย่างขมขื่นในใจ
...หลงรูปจนโงหัวไม่ขึ้นจริงๆ
“ฉู่เจียงไหล” เขาเอ่ยขึ้น “ที่ฉันแต่งงาน ก็เพราะฉันผิดหวังในตัวนายจริงๆ”
ชายหนุ่มที่ขอบตาแดงก่ำชะงักไปทันที ดูเหมือนเขาจะประหลาดใจกับความตรงไปตรงมาอย่างกะทันหันของฉู่ชิวไป๋
“จู่ๆ ฉันก็บังเอิญไปรู้เื่บางอย่างมา ทำให้รู้สึกผิดหวังมาก เลยอยากเลิกกับนาย"
"การแต่งงานก็เป็การตัดสินใจหลังจากที่ไตร่ตรองมาแล้วเป็อย่างดี... นายอาจจะพูดถูก ฉันยังไม่ได้รักภรรยาคนปัจจุบันมากขนาดนั้นจริงๆ แต่ในเมื่อฉันแต่งงานกับเธอแล้ว ฉันก็จะรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับเธอ ฉันยินดีที่จะ...”
“สรุปคือ... พี่ยังรักผมอยู่! ผมพูดถูกใช่ไหมครับ?”
ฉู่ชิวไป๋ที่เผลอพูดความในใจออกไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบนั้น ไม่สามารถปฏิเสธได้ เขาจึงทำได้เพียงพูดว่า “ฟังฉันพูดให้จบก่อน”
“ผมไม่ฟัง!”
เสียง ‘ติ๊ง’ ดังขึ้น... ลิฟต์มาถึงชั้นใต้ดิน B1 แล้ว
ประตูลิฟต์ค่อยๆ เลื่อนเปิดออก แต่ฉู่ชิวไป๋ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมไม่ขยับ
“ก็ได้... งั้นฉันไม่พูดแล้ว นายกลับไปเถอะ”
ฉู่เจียงไหลยืนขวางประตูไว้ราวกับูเา ส่ายหน้าอย่างดื้อรั้น “ผมไม่ไป”
ภายใต้การประจันหน้าอันเงียบงันนั้น ประตูลิฟต์ที่ถูกขวางไว้ก็ส่งเสียงสัญญาณเตือนแหลมยาวน่ารำคาญออกมา
“อย่าขวางประตู มันอันตราย!”
“พี่เป็ห่วงผมขนาดนี้... แปลว่าพี่ยังรักผมอยู่ไม่ใช่เหรอครับ?”
หน้าตาก็ดูฉลาดแท้ๆ แต่ทำไมถึงเอาแต่ถามคำถามที่ดูโง่แบบนี้อยู่เรื่อยก็ไม่รู้
“ถามเื่พวกนี้ไปจะมีประโยชน์อะไร? ในเมื่อนายเป็น้องชายของฉัน ต่อให้เราแยกกัน ฉันก็ไม่มีวันปล่อยให้นายทำอะไรเหลวไหลตามอำเภอใจได้หรอก” ฉู่ชิวไป๋ขมวดคิ้ว ก่อนจะผลักฉู่เจียงไหลที่ยืนขวางประตูอยู่ออกจากลิฟต์อย่างแรง แล้วพูดอย่างเ็า: “มายืนขวางประตูแบบนี้ ถ้าลิฟต์เกิดขัดข้องขึ้นมา แล้วประตูมันหนีบนาย—”
“ถ้าพี่ไม่รักผมแล้ว ต่อให้ลิฟต์หนีบผมตายไปตรงนี้ มันก็เื่ของผม!”
“นายจำเป็ต้องพูดกับฉันด้วยน้ำเสียงแบบนี้จริงๆ เหรอ?”
เมื่อหมดเวลารอ ประตูลิฟต์ค่อยๆ ปิดลงอีกครั้ง
ฉู่เจียงไหลใช้มือยันประตูไว้... ช่องว่างที่กำลังจะปิดสนิทพลันเปิดกว้างออกทันที
“งั้นพี่ก็ออกมาสิ เรามาคุยกันดีๆ”
เดิมทีตั้งใจจะไล่ไอ้เด็กนี่กลับไปั้แ่หน้าห้องแล้วแท้ๆ แต่ไม่รู้ทำไม... จู่ๆ ถึงได้มายืนอยู่กับอีกฝ่ายที่โถงทางเดินชั้นใต้ดิน B1 เสียอย่างนั้น
ฉู่ชิวไป๋รู้สึกท้อแท้กับความใจอ่อนและความไม่เด็ดขาดของตัวเองจริงๆ ั้แ่ตัวฉู่เจียงไหลปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าเขา ทิศทางของเื่ราวก็ไม่เคยอยู่ในความควบคุมของเขาอีกเลย
ภายใต้แสงไฟสว่างไสวของลานจอดรถชั้นใต้ดิน ดวงตาของฉู่เจียงไหลดูเหมือนจะไม่แดงเท่าเดิมแล้ว แต่แววตาที่คลอไปด้วยน้ำตาและริมฝีปากที่เม้มแน่นกลับทำให้เขามีเสน่ห์ที่ดูขัดแย้งและเปราะบางในเวลาเดียวกัน
“พี่บอกว่าพี่ตัดสินใจเลิกกับผมเพราะผิดหวัง... แล้วพี่ผิดหวังเื่อะไรล่ะครับ?”
เมื่อเผชิญหน้ากับฉู่เจียงไหลในสภาพนี้ ฉู่ชิวไป๋ก็ไม่อยากโกหก เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นในที่สุด
“นายกลับไปคิดดูเองเถอะ”
***
หลังจากเสียเวลาที่ลานจอดรถไปเกือบครึ่งชั่วโมง ฉู่ชิวไป๋ก็กลับขึ้นมาถึงห้องเพียงลำพังได้ในที่สุด แต่ในใจกลับยังคงฉายชัดไปด้วยภาพใบหน้าอันน่าสงสารและท่าทีไม่เต็มใจจากไปของฉู่เจียงไหล
ก่อนจากไป ชายหนุ่มคนนี้ที่เพิ่งสร้างชื่อเสียงโด่งดังในวงการธุรกิจ ก็ยังไม่วายหาข้ออ้างแสร้งทำตัวน่าสงสาร
“พี่ครับ ผมขอนอนที่นี่ได้ไหม? โรงแรมที่ผมจองฮวงจุ้ยไม่ดีเลย สงสัยผีจะดุ ผมเพิ่งนอนพักที่นั่นมาแค่บ่ายเดียว ตอนนี้ปวดหัวตุ๊บๆ ไปหมดแล้วครับ”
ทำไมถึงมีคนที่สามารถปั้นหน้าจริงจังขนาดนี้ แล้วกุเื่เหลวไหลงี่เง่าพรรค์นี้ออกมาได้หน้าตาเฉย?
เขาไม่ใช่เด็กสามขวบสักหน่อย!
พอคิดถึงตรงนี้ ฉู่ชิวไป๋ก็เผลอยิ้มออกมา
หางตาของเขาเหลือบมองกระจกเงาในลิฟต์ ที่สะท้อนภาพตัวเองกำลังยิ้มด้วยสีหน้าผ่อนคลาย รอยยิ้มนั้นดูราวกับคนโง่ที่เพิ่งเก็บของล้ำค่าได้
ฉู่ชิวไป๋สะท้านขึ้นมาทันที ราวกับเพิ่งสะดุ้งตื่นจากฝันร้ายอย่างกะทันหัน เขารู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัวอย่างไม่อาจควบคุมได้
เขากลับถึงห้องด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ และพบว่าโทรศัพท์มือถือที่ลืมทิ้งไว้บนโซฟากำลังสั่นไม่หยุด
ฉู่ชิวไป๋หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา เห็นสายเรียกเข้าเป็ชื่อฉู่หรง ซึ่งก่อนหน้านี้เธอก็ได้โทรมาหลายสายแล้ว
“อยู่บ้านรึเปล่า?” ฉู่หรงถามด้วยน้ำเสียงร่าเริงและสดใส
“อยู่ครับ”
“ฉันมีเื่จะเมาท์ให้ฟัง!” อาเล็กพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นและมีลับลมคมใน “ได้ยินมาว่าไอ้ตัวแสบที่บ้านนายน่ะ ทิ้งทีมโปรเจกต์ทั้งทีมแล้วบินกลับประเทศมาเฉยเลย!”
“อ้อ”
เมื่อเห็นเขาตอบรับอย่างเ็า ฉู่หรงที่กำลังกระตือรือร้นก็ “หืม?” แล้วถามทันที “‘อ้อ’ นี่หมายความว่าไง? อย่าบอกนะว่านายรู้เื่แล้วน่ะ! งั้นรีบบอกฉันมาเลยว่าเขาจะไปไหน! ฉันกับฟีโอน่าพนันกันไว้ ฉันว่าไอ้ตัวแสบนี่ต้องกลับมาเพราะ 'เมียจับได้ว่ามีกิ๊ก' แน่ๆ ใครใช้ให้เขาไปเดตกับผู้หญิงมากมายขนาดนั้นพร้อมกันที่นิวยอร์กกันล่ะ!”
“ฟีโอน่าที่เป็นักข่าวของนิตยสารซุบซิบน่ะเหรอครับ?”
“ช่ายยย!”
“อาก็อย่าคบเพื่อนแปลกๆ นักเลย” ฉู่ชิวไป๋พูดด้วยความเหนื่อยหน่าย
“เพื่อนแปลกๆ ที่ไหนกัน! นั่นมันเพื่อนสาวร่วมด้อมคู่ชิป (CP)ของฉันเลยนะ! นายนี่ไม่เข้าใจอะไรเลย! การซุบซิบมันเป็ธรรมชาติของมนุษย์ โอเค้? ความจริงมันปิดไม่มิดหรอกนะ! อีกอย่าง ถ้าไม่ใช่เพราะฉันชอบยุ่งเื่ชาวบ้าน ป่านนี้พี่ชายอย่างนายคงยังไม่รู้หรอกว่าน้องชายที่แสนดี ไร้เดียงสา และน่ารักของนายน่ะ จริงๆ แล้วเนื้อหอมสุดๆ ไปเลย!”
“ขนาดไปนิวยอร์กก็ยังเสน่ห์แรงไม่หยุด ทำเอาสาวๆ พวกนั้นหลงใหลจนต้องวิ่งตามเขาหัวปักหัวปรำ! สมกับที่เป็หลานชายของฉันจริงๆ!”