“...เพราะความโง่เขลาลุ่มหลงความงามของสตรีฝ่าาถึงกับฆ่าลูกของเราด้วยมือของพระองค์เอง ! ”
เขามองใบหน้าสวยที่เต็มไปด้วยสายธารแห่งน้ำตา น้ำตาสายนั้นไหลหยดลงบนใบหน้าเขาให้ความรู้สึกปวดร้าวจนแทบจะหายใจไม่ออก
“....เฟิ่งอี๋... ข้าขอโทษ...ข้าขอโทษ...”
เขาขยับปากอย่างยากลำบากร่ำร้องขอโทษอย่างรู้สึกผิดเสียงร่ำไห้ของนางช่างบีบรัดหัวใจเขาจนเ็ป
“ฝ่าาฆ่าลูก ฆ่าหม่อมฉัน สังหารครอบครัวหม่อมฉันทั้งตระกูล! แค้นนี้ต้องชำระด้วยชีวิต.....”
ฉับพลันนั้นนางก็หยิบเข็มเงินวาววับขึ้นมาเขาเบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัว เหงื่อกาฬแตกพลั่ก ละล่ำละลักเปล่งวาจาว่า
“ไม่ ๆ ไม่นะ อย่าฆ่าข้าฮองเฮาข้าผิดไปแล้ว อย่าฆ่าข้าเลย”
“หนี้ชีวิต ต้องชดใช้ด้วยชีวิต !”
สิ้นคำนางเข็มเงินแหลมคมวาววับก็พุ่งเข้าหาเขาเต็มแรง
“อ๊ากกกกกก”
ฉึบ !
“ไม่! ข้าไม่อยากตาย ช่วยด้วยยยยยย อ๊ากกกก”
บุรุษหนุ่มบนเตียงะโลั่นฟาดแขนขาสะเปะสะปะ ทั้งที่ยังหลับตาแน่น เสียงร้องของเขาปลุกคนที่หอไซ้ยเกอให้ตื่นขึ้นั้แ่เช้าตรู่
“เ้าขอทานเป็อะไร”
ผู้คุมซ่องที่นอนเฝ้าเขาทั้งคืนตื่นขึ้นเป็คนแรกแล้วรีบรุดเข้ามาดูขอทานหนุ่ม
“ไม่ ! อย่า ! ข้าขอโทษ !”
ขอทานหนุ่มยังคงะโออกมาราวกับคนเสียสติ
“เฮ้ย! ตื่น ๆ”
ผู้คุมซ่องรีบเข้าไปเขย่าคนบนเตียงให้ตื่นจากฝันร้ายในขณะที่ทุกคนในหอคณิกาต่างเข้ามามุงดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“อ๊ากกกกก”
ชายหนุ่มบนเตียงสะดุ้งสุดตัวลืมตาขึ้นด้วยความตื่นตระหนก บนหน้าผากมีเหงื่อผุดพราย หัวใจเต้นรัวและเมื่อหันมองรอบกายแววตาของเขาก็เปลี่ยนเป็ความงงงวยเจือความหวาดระแวง
“พะ....พวกท่านเป็ใครกัน”
ในขณะที่ทุกฝ่ายกำลังงงงั่นกับสถาการณ์ตรงหน้าเสียงตวาดแหลมเล็กก็ดังขึ้นว่า
“นี่ๆ เอะ อะ อะไรกันั้แ่เช้าเนี่ย”
เจียวมี่แหวกผู้คนเข้ามาดูภายในห้องและเมื่อเห็นขอทานหนุ่มฟื้นคืนสติขึ้นมาแล้ว นางก็ตื่นเต็มตาแล้วก็ปรับเสียงใหม่เป็หวานหยดย้อยว่า
“รู้สึกตัวแล้วรึเทพเซียนของข้า”
แม่เล้าในวัยสี่สิบปีแทบจะถลาเข้าไปหาบุรุษในอาภรณ์สีขาวบนเตียงเมื่อคืนนางสั่งให้คนรับใช้อาบน้ำชำระร่างกายและผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าให้กับเขาจากขอทานสกปรกกลายเป็เทพเซียนโดยทันที หากไม่นับรอยซ้ำที่เกิดจากการถูกทำร้ายมาผิวของเขาขาวผ่องยิ่งกว่าสตรีเสียด้วยซ้ำ ผมสีดำขลับยาวสลวย ใบหน้าได้รูปคมชัดงดงามจนไม่อาจจะละสายตาได้ ริมฝีปากบางชุ่มฉ่ำคล้ายกับแต้มสีชาดสตรีใดได้เห็นบุรุษงดงามเช่นนี้ก็แทบจะระทวยอยู่ตรงหน้าทุกราย
“ยะอย่าเข้ามานะ”
ขอทานหนุ่มร้องเสียงหลงพลางหดขาคู้เข้าหาตัวเพื่อหลบหนีจากการััของแม่เล้า
เจียวมี่ชะงักไปเล็กน้อยแต่ก็รีบปรับอารมณ์เป็ยิ้มแย้มทันทีแล้วขุดเอามารยาพันเล่มเกวียนจากการเป็แม่เล้ามานานขึ้นมาใช้ว่า
“ไม่ต้องใ....เมื่อคืนเ้ามาสลบอยู่ที่หน้าหอไซ้ยเกอของข้า เนื้อตัวเต็มไปด้วยบาดรอยฟกซ้ำข้าเองก็ใช่ว่าจะเป็คนแล้งน้ำใจ จึงให้คนพาเ้ามานอนพักที่นี่ เ้าชื่ออะไรรึ”
บุรุษบนเตียงได้ฟังวาจานางแล้วยิ่งขมวดคิ้วแน่นเขารำพึงรำพันออกมาว่า
“เราชื่อเฉินเฉิงทำไมเราถึงมาอยู่ที่นี่ เราควรจะอยู่ในวังมิใช่รึ”
ความทรงจำครั้งสุดท้ายในหัวของเขาไหลเวียนเื่ราวในอดีตรู้สึกเหมือนว่าเพิ่งจะเกิดขึ้น เขาเป็ฮ่องเต้แห่งแคว้นเฉิน มีพระนามว่า“เฉินเฉิง” เพราะเชื่อคำยุยงของฟางเหรินกุ้ยเฟย จึงสังหารเฟิ่งอี๋ฮองเฮาแล้วเื่ที่เหลือเชื่อก็พลันเกิดขึ้นเมื่อิญญาของเฟิ่งอี๋กลับเข้ามาในร่างของฟางเหรินแก้แค้นเขาได้อย่างเืเย็น
ภาพบนแท่นบรรทมในตำหนักเมฆา์ยังชัดเจนในห้วงความทรงจำหวนนึกถึงครั้งใดหัวใจของเขาก็เจ็บราวกับถูกบีบให้แหลกลาญ เขายกมือขึ้นกุมหน้าอกตรงตำแหน่งหัวใจรู้สึกเ็ปจนยากจะบรรยายออกมา
เจียวมี่ได้ยินเขากล่าววาจาเช่นนั้นก็เดาเอาว่าเด็กหนุ่มผู้นี้น่าจะเป็ลูกขุนนางในวัง แล้วบังเอิญเกิดเหตุร้ายกับครอบครัวเป็แน่จึงได้กลายมาเป็ขอทานข้างถนนเช่นนี้
“เ้าคงจะเป็ลูกขุนนางในวังใช่หรือไม่”
นางถามออกไปอย่างใจคิด
คำพูดนั้นทำให้เฉินเฉิงตวัดสายตามองเจียวมี่อย่างขุ่นเคืองนางผู้นี้ไม่รู้จักที่สูงแผ่นดินต่ำ
“ข้าเป็ฮ่องเต้!”
เฉินเฉิงคำรามออกมา
เจียวมี่และคนอื่นๆ ชะงักไปจากนั้นก็พากันหัวเราะออกอย่างครื้นเครงราวกับว่ากำลังฟังเื่ตลกอยู่ก็ไม่ปานทำให้อารมณ์เฉินเฉิงปะทุเป็ไฟยิ่งขึ้น เขาจึงตวาดออกมาว่า
“สามหาวพวกเ้าบังอาจหัวเราะฮ่องเต้รึ ไม่อยากมีชีวิตอยู่กันรึยังไง”
“นี่เ้าหนุ่ม หากเ้าเป็ฮ่องเต้ ข้าก็เป็ฮองเฮาแล้วสิ อิ อิ”
เจียวมี่ปิดปากหัวเราะ
“บังอาจ!”
เฉินเฉิงตวาดหน้าดำหน้าแดงใบหน้าอ่อนเยาว์นั้นต่อให้โกรธขึ้งมากแค่ไหนก็ดูน่ารักมากกว่าน่ากลัว
“ฮ่องเต้ตไปนานแล้วผู้ที่นั่งอยู่บัลลังก์ัตอนนี้ก็เป็จักรพรรดินีไหนเลยจะมีฮ่องเต้ออกมาเดินเพ่นพ่านได้”
เจียวมี่นั่งลงข้างเขาแล้วพยายามพูดกับบุรุษหนุ่มดี ๆ เผื่อว่าเขาจะตั้งสติขึ้นมาได้
เฉินเฉิงสะท้านวูบผู้คนเ่าั้กล่าวหาว่าฮ่องเต้จะตายได้อย่างไร ในเมื่อเขาผู้เป็ฮ่องเต้ยังนั่งหายใจอยู่ตรงนี้หรือว่านี่ไม่ใช่ตัวเขา เมื่อตระหนักได้ดังนั้น เขาก็กระโจนลงจากเตียงผู้คนต่างแตกฮือหลีกทางให้เขา
ร่างนั้นมุ่งตรงไปยังโต๊ะเครื่องแป้งและเมื่อเห็นใบหน้าตนเองในคันฉ่องชัดเจน เขาถึงกับดึงทึ้งใบหน้างดงามนั้น ราวกับว่าเืเนื้อนี้เป็เพียงหน้ากาก
“นี่คือผู้ใด....คือผู้ใด....”
เขาร้องออกมาเสียงพร่าสั่น
“นายหญิงข้าว่าเ้านี่มันคงสติฟั่นเฟือนไปแล้ว ไล่มันออกไปจากหอไซ้ยเกอเถอะ”
ผู้คุมซ่องรีบเสนอเพราะเห็นว่าไม่มีประโยชน์อันใดที่จะเก็บคนบ้าเอาไว้
เจียวมี่ขมวดคิ้วอย่างใคร่ครวญเมื่อคืนนางดีใจแทบตายที่คิดว่าตนเองเก็บได้แท่งทองคำที่จะสร้างชื่อเสียงให้กับหอไซ้ยเกอได้อย่างมหาศาลแต่ความจริงแล้วกลับเป็เพียงบุรุษเสียสติคนหนึ่ง
“อาจจะพอมีหนทาง”
นางตอบเพราะยังตัดใจจากใบหน้าอันงดงามนั้นมิได้ จากนั้น เจียวมี่ก็ค่อย ๆเดินเข้าไปด้านหลังชายหนุ่มที่เอาแต่ร่ำไห้คร่ำครวญแล้วเอ่ยอย่างปลอบประโลมว่า
“เฉินเฉิง....เ้าคงถูกทำร้ายจนตื่นตระหนกใมากเกินไป เช่นนี้ดีหรือไม่ ให้เ้าพักอยู่ที่นี่รักษาตัวให้หายแล้วจาก......”
“ไม่! ไสหัวออกไปให้หมด”
เจียวมี่ยังกล่าวไม่ทันจะจบประโยคเขาก็ตวาดขึ้นอย่างเกรี้ยวกราด แล้วอาละวาดเอากับสิ่งของตรงหน้าราวกับคนบ้าคลั่ง
“จับไว้เร็วเข้า!”
แม่เล้ารีบถอยออกห่างด้วยความตื่นตระหนกพลางร้องให้ผู้คุมซ่องควบคุมตัวเขาไว้ เมื่อเฉินเฉิงดิ้นรนขัดขืน ผู้คุมซ่องจึงใช้สันฝ่ามือฟันฉับลงที่ท้ายทอยของเขาเต็มแรง
ตุบ !
ร่างของเฉินเฉิงทรุดฮวบลงกับพื้นทันที
เจียวมี่ถอนหายใจอย่างโล่งอกแล้วบอกผู้คุมซ่องให้หามร่างที่สลบไปนอนที่เตียงตามเดิมจากนั้นจึงสั่งความกับเด็กรับใช้ว่า
“ไปตามหมอมาดูอาการเฉินเฉิงที”
.................................................................................