หลังจากที่เทียนิปรับสภาพจิตใจได้แล้วเขาก็ได้เรียกหนูหลางออกมา เทียนิยืนพิจารณาหนูหลางในรูปลักษณ์ใหม่ั้แ่หัวจรดเท้า เขาต้องยอมรับเลยว่าเ้าหนูหลางในตอนนี้มันช่างมีสง่าราศรีซะเหลือเกิน ตอนนี้เขาอยากที่จะรู้อย่างมากว่าเ้าหนูหลางมันแข็งแกร่งขึ้นขนาดไหน ฟุบ ! เทียนิะโขึ้นไปขี่หลังของหนูหลางแล้วชี้นิ้วออกคำสั่งออกไป
“ไป !!! ข้า้าเห็นเ้าล่าเหยื่อ” เมื่อได้รับคำสั่งของเทียนิหนูหลางก็รีบกระโจนออกไปทันที หมอกสีขาวของยามเช้าปะทะเข้ากับใบหน้าของเทียนิที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงจนร่างกายของเทียนิเปียกชุ่ม แม้การนั่งบนหลังของมันจะไม่สบายอย่างที่คิด แต่เขาก็ต้องยอมรับเลยว่าเ้าหนูหลางมันวิ่งไวจริงๆ ทั้งๆที่บริเวณโดยรอบนี้มีต้นไม้และสิ่งกีดขวางมากมายแต่มันก็สามารถพาร่างกายอันใหญ่โตของมันเคลื่อนที่ผ่านไปได้อย่างรวดเร็ว ไม่นานเทียนิที่ใช้งานเนตร์ก็ค้นพบเป้าหมายที่อยู่ใกล้ ๆ กับหนองน้ำ มันเป็กิ้งก่าสีเขียวตัวใหญ่ขนาดพอๆ กับหนูหลางเลยทีเดียว เทียนิเพ่งสมาธิไปยังกิ้งก่าตัวนั้นแล้วเขาก็ได้ทราบว่า มันคือ กิ้งก่ามรกต สัตว์ร้ายระดับ 10 และตอนนี้มันก็กำลังกินเหยื่อของมันอยู่ด้วย ในปากที่มีน้ำลายเหนียวหนืดของมันกำลังกัดจรเข้ตัวใหญ่ที่ตอนนี้ร่างของมันถูกฉีกเป็ชิ้นๆ น่าสยดสยองอย่างมาก “เ้านี่แหล่ะ เหมาะที่จะทดสอบพลังของหนูหลางที่สุด หนูหลางไปทางนั้น ! ” เมื่อได้ยินคำสั่งของเทียนิหนูหลางก็เปลี่ยนเส้นทางไปยังตำแหน่งที่เทียนิชี้นิ้วออกไป ไม่นานมันก็ได้พบกับกิ้งก่ามรกตตัวใหญ่ที่กำลังฉีกเนื้อจรเข้กินอย่างเมามัน โฮ่ง !!! ด้วยความที่มันเข้าใจความ้าของเทียนิว่า้าที่จะทดสอบพลังของมัน มันจึงส่งเสียงเตือนให้ศัตรูได้รู้ตัวเพื่อที่มันจะได้แสดงพลังให้เทียนิได้รับรู้อย่างเต็มที่ และทันทีที่เสียงเห่าของหนูหลางดังออกมา กิ้งก่ามรกตก็สะบัดชิ้นส่วนของจรเข้ที่กองอยู่เบื้อหน้าตนออกไป แล้วหันมาเผชิญหน้ากับศัตรูทันที เห็นได้ชัดว่าตอนนี้มันเตรียมพร้อมต่อสู้แล้ว เทียนิก็ะโลงจากหลังของหนูหลางแล้วหลีกออกไปยืนเอาหลังพิงต้นไม้อยู่ด้านข้างเพื่อปล่อยให้หนูหลางได้ต่อสู้ด้วยตนเองและเขาก็แสดงออกถึงการที่เขาจะไม่เข้าไปยุ่งกับการต่อสู้ในครั้งนี้ให้กิ้งก่ามรกตได้เห็นอีกด้วย เมื่อกิ้งก่ามรกตเห็นท่าทีของเทียนิมันก็เลิกสนใจในตัวของเทียนิ แล้วหันไปจดจ้องอยู่ที่ร่างของหนูหลาง “กว๊ากกกกกก !!! ” เสียงร้องคำรามของกิ้งก่ามรกตดังออกมา เป็สัญญาณว่าการต่อสู้ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว หนูหลางที่เห็นดังนั้นก็คำรามกลับไปแล้วกระโจนเข้าใส่กิ้งก่ามรกตโดยปราศจากความเกรงกลัวทันที เมื่อถึงระยะโจมตีหนูหลางก็เงื้อกรงเล็บด้านขวาออกมาก่อนที่จะตะปรบไปที่หัวของกิ้งก่ามรกต ั้แ่ตอนที่หนูหลางเริ่มกระโจนออกไปจนถึงตอนที่มันตะปบไปที่หัวของกิ้งก่ามรกตนั้นเวลาผ่านไปแค่เพียงชั่วพริบตา มันรวดเร็วอย่างมากจนกิ้งก่ามรกตไม่สามารถที่จะตอบสนองได้ทัน กว่าจะรู้สึกตัว หัวของมันก็แตกกระจายออกไปแล้ว ลูกตาทั้งสองของมันถลนออกมากระเด็นไปคนละทิศคนละทาง เืเนื้อและสมองกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณโดยรอบ
อึ้ง !!! เทียนิพูดไม่ออกกับความแข็งแกร่งของหนูหลางในตอนนี้ มันแกร่งขนาดที่ว่าสามารถลงมือปลิดชีพศัตรูที่อยู่ในระดับเดียวกันกับมันได้อย่างง่ายดายด้วยการจู่โจมเพียงครั้งเดียว ‘เ้าหนูหลางมันจะไม่ทำเกินไปหน่อยหรือยังไง ถ้ารู้ว่าตัวเองแข็งแกร่งขนาดนั้นเ้าก็แค่ฆ่ามันก็พอไม่เห็นจะต้องกระทำรุณแรงขนาดนี้ นี่มันถึงกลับลูกตาถลนกระเด็นไปคนละทิศคนละทางเลยนะ ดีนะที่เมื่อเช้ามันไม่คิดจะทักทายข้าด้วยวิธีการแบบนี้ ’
อึก ! เทียนิกลืนน้ำลายเสียงดัง ปิ๊ง !!! “ท่านได้รับค่าประสบการณ์ +500”
เสียงแจ้งเตือนของระบบดังขึ้นมาทำให้เทียนิหลุดจากภวังค์ เขารีบปรับเปลี่ยนสีหน้าของเขาให้กลับมาสู้มาดสุขุมดังเดิม ก่อนที่จะกล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “เยี่ยมมาก เ้าไม่ทำให้ข้าผิดหวังจริง ๆ แต่เ้าอย่าได้หลงระเริงกับความแข็งแกร่งเพียงเท่านี้ เ้าต้องขยันฝึกฝนต่อไป แล้วสักวันเ้าจะสามารถปกครองป่าแห่งหมอกนี้ได้อย่างแน่นอน อ้อ ! แล้วทีหลังเ้าอย่าได้ลงมือรุนแรงเกินไป ข้า้าใช้ศพของมัน” เทียนิกล่าวชมเชยพลางสอนสั่งหนูหลาง หนูหลางได้ยินคำชมของเทียนิหัวใจของมันก็พองโต มันนั่งกระดิกหางไปมาอย่างมีความสุข เทียนิที่เห็นท่าทางของหนูหลางก็ถอนหายใจออกมา ‘ดีนะที่นิสัยของมันก็ยังเป็เหมือนสุนัขทั่วๆไป ยังคงภักดีต่อเ้านายของมัน’ เทียนิเดินไปยังซากร่างของกิ้งก่ามรกตแล้วเก็บเข้าใส่ช่องเก็บของทันทีแล้วจึงะโขึ้นขี่หลังของหนูหลาง แล้วพากันออกล่าอีกครั้ง ในระหว่างเดินทางเทียนิก็สั่งให้หนูหลางเคลื่อนที่ให้นิ่มนวลหน่อย เพราะตอนนี้ก้นของเขามันเริ่มระบมขึ้นมาแล้ว หลังจากนั้นเทียนิก็ให้หนูหลางพาไปยังลำธารเพื่อที่เขาจะได้อาบน้ำและปลดทุกข์ เมื่อทำธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อยเทียนิก็จัดการก่อไฟ แล้วนำร่างของหมีขาวออกมาชำแหละ แล้วจึงนำมาย่างกิน เนื้อของสัตว์ร้ายนั้นอุดมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็ต่อผู้ฝึกยุทธ์และมันยังมีรสชาติที่ดีอีกด้วย เทียนิไม่ต้องปรุงอะไรมากมายเพียงแค่โรยเกลือบาง ๆ แล้วย่างไฟสักพัก มันก็ส่งกลิ่มหอมโชยออกมาเข้าจมูกของทั้งสองที่ตอนนี้กำลังนั่งมองไปที่เนื้อย่างบนกองไฟอย่างน้ำลายสอ เทียนิสังเกตุเห็นว่าตอนนี้หนูหลางมันนั่งน้ำลายไหลยืดหยดลงบนพื้นจนเป็หลุมบ่อน้ำเล็ก ๆ เห็นดังนั้นเทียนิก็ยิ้ม ก่อนที่จะหยิบไม้ที่เสียบเนื้อย่างชิ้นใหญ่แล้วดึงเนื้อชิ้นใหญ่นั้นออกจากไม้แล้วโยนไปให้หนูหลาง ด้วยความที่มันนั่งจ้องมองเนื้อชิ้นนั้นอย่างไม่วางตา พอเห็นเทียนิโยนเนื้อไปทางมัน มันก็ไม่รอให้เนื้อตกลงบนพื้น มันรีบอ้าปากงับเนื้อย่างอันหอมกรุ่นชิ้นนั้นทันที สีหน้าของมันตอนนี้บ่งบอกว่า มันช่างอร่อยเหลือเกิน นี่นับเป็ครั้งแรกั้แ่เกิดมาที่มันได้กินอะไรที่อร่อยขนาดนี้ อึก !!! มันกระเดือกชิ้นเนื้อลงคอไปแล้วนั่งลงกระดิกหางส่งสายตาใสปิ๋งให้แก่เทียนิ “ฮ่า ฮ่า ฮ่า เป็ไง อร่อยใช่ไหมล่ะ ถ้าเ้าอยากกินเยอะๆ คราวหน้าเ้าก็ไปล่าเหยื่อที่มันดูน่ากินเช่นหมี หมู หรืออะไรก็ได้ที่หน้าตามันไม่ทุเรศจนเกินไป มาให้ข้าสิ อล้วข้าจะลงมือย่างมันให้แก่เ้าเอง” ได้ยินดังนั้นหนูหลางก็รีบพยักหัวรัว ๆ ดุจไก่จิกข้าวสาร เทียนิก็หยิบเนื้ออีกชิ้นแล้วโยนให้มันเพิ่ม ตอนนี้หนูหลางนั้นคิดว่ามันช่างโชคดียิ่งนักที่ได้ติดตามเทียนิคราวนี้มันไม่ได้รีบกลืนเนื้อชิ้นนั้นลงคอแต่มันเลือกที่ค่อยๆที่จะเคียวอย่างช้าๆเพื่อที่จะอิ่มเอมไปกับรสชาติเนื้อย่างอันสุดแสนจะวิเศษชิ้นนี้ไปนานๆ เทียนิก็หยิบเนื้อย่างที่สุกได้ที่แล้วมากินเช่นกัน เข้าก็ต้องยอมรับเลยว่าเนื้อสัตว์ร้ายนั้นมันอร่อยจริง แม้ว่าจะเป็ครั้งแรกที่เขาเคยทำมันกับมือ แต่มันก็ยังคงอร่อยมาก
............
ห่างออกไปไม่ไกล
“พวกสัตว์ร้ายมันหายหัวไปไหนกันหมดวะ พวกเราค้นหามาั้แ่เช้ายังไม่เจอแม้แต่เงาเลย นี่มันจะไม่แปลกไปหน่อยหรือไง ” ชายวัยกลางคนรูปร่างอ้วนเตี้ยกล่าวออกมาด้วยสีหน้าหงุดหงิด
“ใช่แล้ว วันนี้เป็เวรของพวกเราที่ต้องออกมาหาอาหารด้วย แต่จนป่านนี้เรายังหาเหยื่อไม่เจอสักตัว ขืนเป็แบบนี้พวกมีมีหวังขายขี้หน้า อย่างแน่นอน” ชายวัยกลางคนรูปร่างผอมสูงกล่าวตอบกับไปด้วยสีหน้าหงุดหงิดไม่ต่างกัน พวกเข้าทั้งสองตอนนี้กำลังเดินทางไปยังลำธารเพราะจะอย่างไรพวกสัตว์ร้ายก็ต้องมากินน้ำที่ลำธารนี้แน่นอน และเมื่อพวกเขาไกล้จะถึงจุดหมายนั้นเองก็มีกลิ่มหอมของเนื้อย่างลอยเข้ามาสู่ประสาทรับกลิ่นของทั้งสอง
“หยุดก่อน ! เ้าได้กลิ่นหรือไม่ ?”ชายร่างอ้วนเตี้ยกล่าวถามชายร่างสูงผม
“ข้าก็ได้กลิ่นเช่นเดียวกัน กลิ่นนี้มันกลิ่นเนื้อย่างไม่ผิดแน่ ไป... เรารีบไปดูกันว่าใครกันที่กำลังย่างเนื้ออยู่แถวนี้” เมื่อได้ยินคำยืนยันจากชายร่างผอมสูง ชายร่างอ้วนเตี้ยก็พะยักหน้ารับ แล้วทั้งสองก็รีบมุ่งหน้าไปยังที่มาของกลิ่นหอมของเนื้อย่างทันที
ตอนนี้เทียนิก็ได้กินเนื้อย่างจนอิ่มแล้ว แต่เขาก็ยังคงย่างเนื้อต่อไปเพื่อที่จะนำไปเก็บไว้ในช่องเก็บของ เขาจะได้ไม่ต้องเสียเวลานั่งย่างอีก เพราะว่าในช่องเก็บของนั้นอาหาร จะยังคงสภาพเดิมเหมือนตอนที่นำเข้าไปเสมอ เขาจึงคิดว่าจะใช้เวลา่เช้าของวันนี้กักตุนอาหารไว้ให้มากที่สุด ผ่านไปสักพักหนูหลางที่ตอนนี้กำลังนอนแทะกระดูกอยู่นั้นหูของมันก็กระดิกและรีบดีดตัวขี้ยืนหันหน้าออกไปยังตำแหน่งที่มาของเสียง เทียนิที่สังเกตุเห็นท่าทางที่เปลี่ยนไปของหนูหลาง เขาก็เริ่มตื่นตัวและลุกขึ้นยืนหันหน้าไปตามทิศที่หนูหลางมองอยู่เช่นกัน เทียนิไม่รอช้ารีบเปิดใช่งานเนตร์ทันที เขา้าจะรู้ให้ได้ว่าตัวอะไรที่ทำให้หนูหลางสนใจ และเขาก็เห็นว่าผู้มาเยือนทั้งสองนั้นเป็มนุษย์รูปร่างลักษณะบ่งบอกถึงความโเี้แผ่ออกมาจากร่างคนทั้งสอง เทียนิเพ่งสมาธิเพื่อสังเกตุถึงระดับความแข็งแกร่งของคนทั้งสอง พอได้เห็นแล้วนั้นเทียนิก็ถอนหายใจโล่งอกอกมา เขาเห็นว่าผู้มาเยือนทั้งสองคนนี้มีระดับที่ต่ำกว่าเขา แต่ยังไงเทียนิก็ยังคงไม่ประมาทอยู่ดี ผ่านไปไม่นานทั้งสองคนนั้นก็ผ่านม่านหมอกเข้ามาปรากฏตัวขึ้น และชายวัยกลางคนทั้งสองก็ได้สังเกตุเห็นพวกเทียนิ ชายสองคนนั้นแสดงออกทางสีหน้าทั้งสงสัย ใ และตื่นตระหนก เทียนิที่สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าของคนทั้งสอง เขาก็เริ่มสงสัยขึ้นมาเช่นเดียวกันตอนนี้เขาเตรียมพร้อมจะสู้แล้วแต่ถ้าหากว่าทั้งสองคนนี้ไม่ได้้าจะสู้เขาก็จะปล่อยทั้งสองคนนี้ไป ผิดคลาด ทั้งสองคนนั้นหันมองหน้าและพนักหน้าให้กันแล้วจากนั้นก็หันมายังเทียนิด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ก่อนที่ชายทั้งสองจะยกมือทั้งสองข้างออกมากุมไว้ที่อกและลดศีรษะลงอย่างนอบน้อมแก่เทียนิ เห็นดังนั้นเทียนิก็แปลกใจ ‘สองคนนี้มันอะไรของมัน หรือว่าพวกมันที่หน้าตาอุบาทพอได้เจอคนหล่อเหลาเช่นข้าจึงเกิดความเลื่อมใส ไม่น่าจะใช่.... จริงอยู่ที่ข้านั้นหล่อเหล่าสง่างาม แต่พวกมันคงจะไม่แสดงความเคารพข้าแบบนี้แน่’ ในขณะที่เทียนิกำลังงุงงงและหลงตัวเองอยู่นั้น เขาก็ได้ยินเสียงแห้งๆของชายตัวผอมสูงที่กำลังทำความเคารพเขาอยู่
“คารวะท่านปรมาจาร ผู้ฝึกสัตว์ ข้าน้อยมีนามว่า เค่อฉื่อฝาง ส่วนนี่คือน้องชายของข้า เค่อโช่ว ” ได้ยินดังนั้นเทียนิก็เริ่มเข้าใจเหตุการณ์ขึ้นมา คงเป็เพราะพวกมันทั้งสองนั้นเห็นว่าเขาอยู่กับหนูหลางพวกมันคงจะคิดว่าเขาเป็นักฝึกสัตว์สินะ แต่คำต่อมากลับทำให้เทียนิงุนงงขึ้นอีกครั้ง ‘หืม... คนอ้วนชื่อว่าผอม ส่วนคนผอมกลับชื่อว่าอ้วน นี่มารดาของมันเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า’ แน่นอนว่าเทียนิไม่ได้กล่าวคำเหล่านี้ออกมา “ไม่ทราบว่าท่านปรมาจารท่านมีนามว่าอะไรหรือ ?”เสียงที่แหบแห้งของเค่อฉีฝางดังเข้าหูของเทียนิได้ดึงสติเทียนิที่กำลังพิจารณาชื่อของทั้งสองอยู่ให้กลับสู่ปัจจุบัน ก่อนจะตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ “เทียนิ” เมื่อทั้งสองเห็นท่าทางที่สง่าผ่าเผยของเทียนิที่ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทั้งสองคนก็รู้สึกกริ่งเกรงเทียนิขึ้นมาทันที ดูจากภายนอกนั้นจะอย่างไรก็เหมือนกับเด็กหนุ่มอายุ 15-16 ปีเท่านั้น แต่การแสดงออกที่พวกเขาััเห็นนั้นช่างเป็ชายหนุ่มที่ดูลึกลับสูงส่ง และบวกกับการเป็นักฝึกสัตว์อีกด้วย มันยิ่งเพิ่มความน่าเกรงขามของบุรุษหนุ่มนามเทียนิผู้นี้อย่างมาก เทียนิสังเกตุเห็นแววตาเลื่อมใสของทั้งสองเขาก็เริ่มวางมาด ตอนนี้เขานำมือทั้งสองไพล่หลัง อกผายไหล่ผึ่งเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย และเ้าหนูหลางที่เห็นว่าทั้งสองคนที่มาใหม่นี้แสดงความเคารพนายของมันอย่างมาก มันก็แสดงสีหน้าพึงพอใจ นั่งลงอกผายไหล่ผึ่งหน้าตึงนมตั้งเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย เช่นเดียวกับเทียนิ นับว่าทั้งหมาทั้งเ้าของเหมือนกันเป๊ะ เค่อฉือฝาง และ เค่อโช่ว เห็นความมีสง่าราศรีของทั้งเทียนิและหมาป่าสีเงินตัวใหญ่ข้างๆ ก็เพิ่มความเคารพนับถือเข้าไปใหญ่ ตอนนี้ทั้งสองนั้นใช้สายตา ปิ๋ง ปั๊ง จ้องมองเทียนิและหนูหลางไม่วางตา ถ้าตอนนี้มีใครมาเห็นเข้า คงจะต้องแสดงอาการกระอักกระอ่วนออกมากันบ้าง คนหนุ่มกับหมายืนหมั้นหน้าหมั้นโหนก ส่วน ชายวัยกลางคนรูปร่างหน้าตาอุบาททั้งสองก็ยืนมองด้วยแววตาใสแจ๋วดุจลูกหมาเห็นเ้าของ