ตอนที่ 3 ภาคจุดกำเนิดก่อเกิดรัก (10)
พวกเหลียนเชวี่ยสามคนเพิ่งลงเขาไม่นานก็เห็นเปลวเพลิงในเมือง ทีแรกยังคิดว่าเป็เพียงเหตุเพลิงไหม้ธรรมดา เมื่อวิ่งเข้าไปดูจึงพบว่าทุกแห่งหนในตำบลล้วนมีแต่เปลวเพลิง ทว่าไม่เห็นใครสักคน เงียบกริบจนน่ากลัว ทั้งสามร้องะโไปพลางขณะเดินเข้าไปตรวจสอบในร้านค้า ข้าวของต่างๆ ระเนระนาดไปทั่ว ตามผนังและพื้นมีแต่คราบเืสีดำเข้มเต็มไปหมด แต่ยังคงไม่เห็นใคร แม้แต่ศพสักศพก็ยังไม่มี
ต้วนเฟิงและสือหนิงยังอยากเดินเข้าไปในตำบลกันต่อ แต่เหลียนเชวี่ยก้มหน้ามองชายชุดคลุมที่ยาวเฟื้อยเปื้อนคราบเืและฝุ่นมากมาย ชุดสีขาวสว่างจึงหมดสภาพยับเยินอย่างเห็นได้ชัด
ยามเดินเข้าไปในร้านตัดเสื้อมันดึงแถบผ้าสีแดงที่ไม่ได้ถูกไฟไหม้มาสองชิ้น ชิ้นหนึ่งผูกรอบเอวเพื่อยกชายชุดขึ้น อีกชิ้นหนึ่งมัดรวบผมยาวของตนไว้สูง ในร้านตัดเสื้อมีคันฉ่องบานใหญ่มากอยู่บานหนึ่งซึ่งถูกท่านเซียนร่ายวิชาไว้ทำให้มองเห็นอย่างชัดเจน ตนในภาพสะท้อนรูปงามยิ่งนัก รูปงามกว่าต้วนเฟิงและสือหนิงเสียอีก มันไม่ใช่นกปีกเพลิงเทาที่ไม่สวยงามและไม่อัปลักษณ์อีกต่อไปแล้ว
“เ้านกอ้วน!” สือหนิงเรียก “เหตุใดเ้ายังมีอารมณ์ส่องกระจกอยู่อีก! รอบตรวจดูรอบๆ เร็วเข้า ไม่แน่ว่าเผื่อมีคนรอดชีวิตที่้าความช่วยเหลือจากพวกเรา!”
ต้วนเฟิงก็ร้องะโเช่นกัน “เหลียนเชวี่ยยังไม่ชินกับร่างมนุษย์ใช่หรือไม่ เ้าสามารถคืนร่างเป็นกบินตามพวกเรา จะได้ตรวจสอบสะดวกหน่อย”
เหลียนเชวี่ยหมุนตัวกลับไปมองทั้งสองคน “นี่ต้องเป็ฝีมือมารตัวใหญ่เป็แน่ พวกเราสู้ไม่ไหวหรอก กลับไปหาหนานิจวินเถอะ”
สือหนิงไม่เห็นด้วย “พวกมารไปกันแล้ว แต่อาจยังมีคนที่รอดจากภัยพิบัติ้าความช่วยเหลืออยู่”
“ข้ากลัว” เหลียนเชวี่ยพูดโพล่งออกมาตรงๆ “ข้าจะกลับไปหาหนานิจวิน”
สือหนิงขมวดคิ้ว เหลียนเชวี่ยคิดว่าเขาคงจะรังเกียจมารน้อยที่ใจเสาะอย่างตนแล้ว แต่มันไม่สนใจการดูแคลนแค่นี้ พวกเขาสองคนไม่รู้รสชาติของความตาย แต่เหลียนเชวี่ยรู้ดี ไม่ง่ายเลยกว่าจะได้เกิดเป็มนุษย์รูปงามคนหนึ่ง มันไม่อยากตายอีกแล้ว
ดีที่พวกเขาก็ไม่ได้บังคับให้เหลียนเชวี่ยอยู่ต่อ เหลียนเชวี่ยจึงกลับขึ้นเขาเพียงลำพัง มันกลัวเกิดเื่ขึ้นกับตัวเอง และกลัวว่าสือหนิงกับต้วนเฟิงจะเป็อะไรไปเช่นกัน มันวิ่งไม่หยุดตลอดทาง ล้มลุกคลุกคลานหลายครั้ง เสื้อผ้ายิ่งเปรอะเปื้อนขึ้นเรื่อยๆ แต่มันยังไม่เปลี่ยนร่างไปเป็นก วิ่งขึ้นเขาอย่างทุลักทุเลตลอดทาง มันไม่รู้ว่าตัวเองกลายเป็มนุษย์ได้อย่างไร และไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนร่างกลับไปเป็นกได้อย่างไรเช่นกัน...ต่อให้รู้มันก็ไม่อยากเปลี่ยนกลับไปอีกแล้ว
หลังจากพบหนานิจวิน เื่ราวก็ราบรื่นขึ้นอย่างมาก พวกเขาขี่กระบี่มารวมตัวกับพวกต้วนเฟิงและสือหนิงอีกครั้งอย่างรวดเร็ว สองคนนั้นไม่ได้เจออันตรายใดๆ อีก และไม่พบคนที่สามารถช่วยเหลือได้เช่นกัน
“ใกล้จะมีหายนะครั้งใหญ่อีกครั้งแล้ว” หนานิจวินกล่าว “แต่ตอนนี้ไม่ได้รีบร้อน กลับไปเก็บข้าวของกันก่อน พวกเราไปจะที่ยอดเขาหลิงฉีเพื่อแจ้งให้คนอื่นๆ ทราบเื่”
หนานิจวินรักความสงบ ป้อมหนานิที่เขาพำนักอยู่บนยอดเขาเล็กลูกหนึ่ง และยอดเขาหลิงฉีเป็ยอดเขาหลักของเทือกเขาแถบนี้ เซียนและผู้บำเพ็ญเพียรส่วนใหญ่ล้วนบำเพ็ญเพียรอยู่ที่นั่น เกิดหายนะครั้งใหญ่กะทันหันควรไปรวมตัวกับทุกคนและวางแผนระยะยาวร่วมกันจริงๆ ต้วนเฟิงและสือหนิงล้วนไม่ได้คัดค้าน ต่างแยกย้ายกลับไปเก็บข้าวของของตนเตรียมตัวไปที่ยอดเขาหลัก เหลียนเชวี่ยไม่มีอะไรที่ต้องเก็บ ในใจมันระส่ำระสาย ตามหนานิจวินกลับห้องของเขา
“ข้าไม่ทันได้ตัดชุดใหม่เลย หนานิจวินให้ข้ายืมอีกสองสามชุดได้หรือไม่” เหลียนเชวี่ยถาม
หนานิจวินมองเหลียนเชวี่ยที่คราบเืเปื้อนเต็มตัว แล้วยื่นชุดให้มัน “ไปล้างตัวในบ่อน้ำแร่ แล้วเปลี่ยนชุดเถิด”
เหลียนเชวี่ยไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ ยังคงเป็สีขาวและตัวหลวมโคร่งเหมือนเดิม เขาใช้แถบผ้าไหมที่เก็บมาชิ้นนั้นผูกชุดไว้เช่นเคย ส่วนผมยังเปียกอยู่จึงปล่อยมันปลิวสยาย ด้วยความที่ผมยาวถึงเอวนั่นยังคงมีน้ำหยด ไม่เพียงแผ่นหลังเปียกชื้นทั้งแถบ เส้นผมที่ปล่อยสยายมาข้างหน้าก็ทำให้ด้านหน้าเปียกด้วยเช่นกัน ยามเดินกลับมาหยุดอยู่หน้าหนานิจวินจึงเผยให้เห็นจุดสีชมพูสองจุดบริเวณหน้าอก
หนานิจวินมองเห็นภาพฉากนี้ก็พานนึกถึงเื่ที่เหลียนเชวี่ยประกาศโต้งๆ ว่าอยากบำเพ็ญคู่ขึ้นมาอีกครั้ง ไม่รู้เหตุใดจึงเลื่อนสายตาหนีราวกับร้อนตัว จากนั้นเอ่ยกล่าวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “เดี๋ยวจะสอนเ้าว่าต้องปรับพลังิญญาอย่างไรจึงจะเป่าผมและชุดให้แห้ง”
เื่ใช้พลังิญญาเป่าผมและเสื้อผ้าให้แห้งนี้ง่ายมาก แต่เพราะสิ้นเปลืองพลังิญญาและไม่เกิดประโยชน์ใดๆ ต่อการบำเพ็ญเพียร โดยทั่วไปจึงไม่มีใครใช้ อาจารย์ยิ่งไม่สอนเข้าไปใหญ่ แต่หนานิจวินสอนให้ เหลียนเชวี่ยจึงเรียนรู้มัน
เพียงแต่หลังชุดแห้งแล้ว เสื้อกลับเลื่อนหลุดลงมาตามหัวไหล่หนึ่ง่เล็ก ไม่ว่าจะลำคอ หัวไหล่ แม้แต่กระดูกไหปลาร้าขาวเนียนของเหลียนเชวี่ยต่างพุ่งเข้าสู่สายตาหนานิจวินอีกครั้ง