"ใช่แล้วเจ้าค่ะ มีอะไรหรือเจ้าคะท่านหมอเฉียน?"
ซูอี้หว่านแย้มยิ้มจางๆมองตรงไปยังท่านหมอเฉียน ดวงตาทั้งคู่มิได้หลบเลี่ยง
ท่านหมอเฉียนเห็นดังนั้นก็อดเลิกคิ้วขึ้นไม่ได้รู้สึกว่าตนเองประเมินเด็กสาวตรงหน้าต่ำเกินไป
โชคดีที่ก่อนหน้านี้เขาเอาแต่สังเกตการณ์เงียบๆมิได้กล่าววาจาใดที่อาจทำให้ผู้อื่นหัวเราะเยาะได้มิฉะนั้นในยามนี้คงจะน่ากระอักกระอ่วนยิ่งนัก
เมื่อคิดได้เช่นนั้นท่านหมอเฉียนก็อดยกมุมปากขึ้นมิได้
"ไม่เลวเลยนี่"
แม้ซูอี้หว่านจะได้รับการประเมินเช่นนั้นนางก็มิได้แสดงความยินดีออกมา ยังคงไว้เพียงท่าทีสงบนิ่งแต่ที่ไม่อาจสงบได้กลับเป็นพี่น้องทั้งสามแห่งตระกูลฉิน
พวกเขาเคยได้ยินท่านเจ้าเมืองฉินกล่าวถึงท่านหมอผู้นี้มาบ้างว่ากันว่าท่านผู้นี้มีฝีมือทางการแพทย์ที่ล้ำเลิศแต่ชื่อเสียงของท่านในเรื่องอารมณ์ฉุนเฉียวกลับโด่งดังยิ่งกว่าฝีมือ
ว่ากันว่าท่านหมอเฉียนแม้แต่ถวายการรักษาแด่องค์ฮ่องเต้ ก็ยังคงพูดจาตรงไปตรงมา ยืนกรานด้วยเหตุผลหากฮ่องเต้มิได้ปฏิบัติตามคำแนะนำของเขา ก็อาจถูกท่านหมอเฉียนตำหนิได้
ในตอนที่ได้ฟังคำกล่าวของท่านเจ้าเมืองฉินพี่น้องทั้งสามก็เกิดความยำเกรงขึ้นในใจความรู้สึกที่มีต่อหมอหลวงท่านนี้จึงซับซ้อนยิ่งนัก
ผู้คนทั่วไปมักให้ความเคารพยำเกรงต่อแพทย์ผู้รักษาทว่าก็เว้นระยะห่างจากพวกเขาอยู่เสมอ
ชาวบ้านรู้ว่าหากเจ็บป่วยก็จำเป็นต้องพึ่งพาหมอให้ช่วยรักษาแต่ก็มิได้หวังว่าตนเองจะต้องพบปะกับหมออยู่บ่อยๆเพราะในใจพวกเขาเห็นว่ามิใช่ลางดีอันใด
ในยามนี้เมื่อเห็นท่าทีที่ท่านหมอเฉียนปฏิบัติต่อซูอี้หว่านความคิดของพี่น้องทั้งสามของตระกูลฉินที่มีต่อซูอี้หว่านก็ทวีความซับซ้อนขึ้นไปอีก
คุณหนูซูผู้นี้ได้รับการชมเชยจากท่านหมอเฉียนหรือ?
อย่างไรก็ตามท่านหมอเฉียนก็เพียงกล่าวชมเชยเพียงประโยคเดียวก็มิได้เอ่ยสิ่งใดอีกกลับหันไปมองบรรดาเถ้าแก่ร้านขายยา เหลือบมองเป็นเชิงว่าให้พวกเขาเริ่มได้แล้ว
ทุกคนไม่รู้ว่าท่านผู้นี้มีอะไรในน้ำเต้า[1]แต่ในยามนี้สิ่งเหล่านี้ก็มิได้สำคัญอันใดพวกเขารีบเดินไปยังโต๊ะทีละคน เริ่มตรวจสอบโดยทั่วกัน
นอกจากบางคนที่ฝีมือยังไม่เจนจัดมองไม่ออกถึงความแตกต่างแต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่สีหน้าก็แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดเช่นเดียวกับเถ้าแก่เฉียวและท่านหมอเฉียน
"นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? เราเลือกซื้อแต่สมุนไพรชั้นเลิศเหตุใดจึงเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นได้?"
ท่านเจ้าเมืองฉินมองดูสีหน้าที่เปลี่ยนแปลงไปของทุกคนอยู่ด้านข้างในยามนี้ก็ไม่อาจอดทนได้อีกต่อไป เอ่ยปากถามขึ้นมา
วันนี้เขาต้องได้ข้อสรุปให้จงได้!
"ยาเหล่านี้..."
เถ้าแก่เฉียวได้ยินก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่งหันไปมองซูอี้หว่าน ก็เห็นนางพยักหน้าให้เขา
เห็นดังนั้นเถ้าแก่เฉียวก็เข้าใจว่าซูอี้หว่านต้องการให้เขาเป็นผู้ชี้แจงความหมายจึงพยักหน้าตอบรับเรื่องนี้
"ครานี้ข้าผู้นี้จะขอถือว่าอาวุโสกว่า ออกหน้าพูดจาโดยตรง"
"เถ้าแก่เฉียว เชิญว่ามาเถิด!"
เจ้าเมืองฉินเห็นว่าในที่สุดก็มีคนเต็มใจออกมาคลี่คลายข้อสงสัยให้แก่เขาในยามนี้จึงรู้สึกว่าดวงตาเป็นประกายขึ้นมา จับจ้องมองไปยังอีกฝ่ายด้วยความหวัง
"เรื่องเป็นเช่นนี้ ตำรับยาเหล่านี้มิได้มีปัญหาอันใดดูผิวเผินก็เป็นเพียงยาสมุนไพรปรับสมดุลลำไส้และกระเพาะอาหารโดยทั่วไป"
"โอ้? แล้วที่ไม่ถูกต้องคืออะไร?"
ท่านเจ้าเมืองฉินได้ยินคำกล่าวนี้ก็อดขมวดคิ้วน้อยๆ มิได้ ยังคงมิเข้าใจว่าตกลงแล้วมีเรื่องอันใดกันแน่ในยามนี้เขาเป็นกังวลยิ่งนัก อยากจะได้รับคำตอบของปัญหาในทันทีเพื่อมิให้ต้องมาขุ่นข้องหมองใจอยู่เช่นนี้
ไม่ใช่เพียงแต่โรคของบุตรีจะมิหายกลับกลายเป็นว่าเขาเองก็แทบจะถูกเรื่องนี้ทรมานจนแทบคลั่งแล้ว
"มองเผินๆ ก็เป็นเช่นนั้นแต่ในยาสมุนไพรเหล่านี้กลับมีสิ่งที่ไม่ควรมีผสมปนเปื้อนอยู่!"
เถ้าแก่เฉียวทำเหมือนกับว่าได้เตรียมใจมาแล้วจึงค่อยเอ่ยเรื่องราวออกมาตรงๆ
"อะไรนะ!"
ท่านเจ้าเมืองฉินได้ยินสีหน้าก็แปรเปลี่ยนไปทันทีมองไปยังเถ้าแก่เฉียวด้วยความตกใจและหวาดกลัว "เถ้าแก่เฉียวคำกล่าวนี้เป็นความจริงหรือ?"
"ใช่แล้ว เถ้าแก่เฉียว ทำไมข้าถึงมองไม่ออกว่ามีปัญหาที่ตรงไหน?"
"ข้าก็..."
บรรดาเถ้าแก่คนอื่นๆได้ยิน บนใบหน้าก็พลันปรากฏความกระอักกระอ่วน ในความเห็นของพวกเขาตนเองมิได้มองเห็นปัญหาที่เถ้าแก่เฉียวชี้ออกมา
ครานี้กลับกลายเป็นว่าฝีมือของพวกตนยังไม่เจนจัดพอ
แต่พวกเขาก็ไม่กล้ากล่าวว่าตนเองเข้าใจแล้วทำได้เพียงถามไถ่ด้วยความไม่เข้าใจ
ท้ายที่สุดแล้วพวกเขาเปิดร้านขายยาทำกำไร ก็เพื่อที่จะรับประกันสรรพคุณของยาทำให้ผู้ป่วยสามารถหายจากโรคได้
ดังนั้นบรรดาเถ้าแก่เหล่านี้ถึงแม้ในใจจะสับสนก็กลับเอ่ยออกมาโดยมิได้ปิดบัง แสดงความไม่เข้าใจของตน
มิใช่เพียงแต่บรรดาเถ้าแก่เหล่านี้พี่น้องตระกูลฉินทั้งสามก็เช่นกัน เมื่อได้ฟังต่างก็อดไม่ได้ที่จะหันมองไปยังเถ้าแก่เฉียวและซูอี้หว่านใคร่อยากจะรู้คำตอบแทบขาดใจ
เถ้าแก่เฉียวเห็นว่าคนเหล่านี้มิเข้าใจหันไปมองเถ้าแก่คนอื่นๆ ที่มองเห็นปัญหา ก็เห็นพวกเขากำลังพยักหน้าให้ตนแสดงความเห็นด้วยกับทัศนะของตน
เห็นดังนั้นเถ้าแก่เฉียวถึงได้คลายใจลงเล็กน้อย กล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำว่า"พวกท่านลองดูว่านี่คืออะไร!"
เถ้าแก่เฉียวกล่าวจบก็เดินตรงไปข้างหน้า คัดเลือกบางอย่างออกมาจากยาสมุนไพรสิ่งนั้นเป็นชะเอมเทศที่ดูผิวเผินแล้วมิได้มีสิ่งใดพิเศษออกมาแสดงให้ทุกคนได้ชม
"ชะเอมเทศน่ะหรือ!"
"เถ้าแก่เฉียว ท่านอย่ามาหลอกข้า ชะเอมเทศน่ะต่อให้ข้าหลับตาคลำก็ยังมั่นใจว่าหาเจอ!"
"เป็นชะเอมเทศที่ทำให้ฤทธิ์ยาของตำรับยาแปรเปลี่ยนไป? เถ้าแก่เฉียวท่านอย่ามาทำให้ข้าตกใจนะ!"
หลายคนมองหน้ากันไปมายังคงมิเข้าใจความหมายของเถ้าแก่เฉียว
ในตอนนั้นเองในที่สุดท่านหมอเฉียนก็ทนดูต่อไปมิได้ เขาส่งเสียงกระแอมเบาๆยื่นมืออกมาเป็นผู้คลี่คลายข้อสงสัยให้กับพวกเขา
"แต่ละคนฝีมือยังไม่เจนจัด ข้าว่ากลับไปอ่านตำราแพทย์เพิ่มอีกสักหน่อยหมั่นใคร่ครวญสรรพคุณของสมุนไพรเพิ่มขึ้นเถิด!"
เสียงของท่านหมอเฉียนหนักแน่นมั่นคงกล่าวจนทำให้หลายคนหน้าแดงก่ำในทันที มิกล้าเอ่ยสิ่งใดออกมา
ท่านหมอเฉียนมิได้ใส่ใจว่าในใจพวกเขากำลังคิดอะไรอยู่กลับเดินตรงไปข้างหน้า ถือโอกาสคัดเลือกชะเอมเทศออกมาส่วนหนึ่งวางไว้ในมือ"พวกท่านลองเข้ามาดูอีกคราชะเอมเทศในมือของข้ากับชะเอมเทศในมือของเถ้าแก่เฉียวมีความแตกต่างกันอย่างไร?"
รู้ว่าเป็นช่วงเวลาของการเปิดเผยความจริงแล้วรวมถึงท่านเจ้าเมืองฉินที่อยู่ในกลุ่มด้วยต่างก็เดินไปข้างหน้าด้วยเช่นกันเขาตั้งใจสังเกตว่าชะเอมเทศในมือของทั้งสองมีความแตกต่างกันอย่างไร
ผ่านไปครู่หนึ่งก็เห็นฉินเจ๋อซวนส่งเสียงร้องออกมาเป็นคนแรก
"ข้า ข้ารู้แล้ว! สีไม่เหมือนกันขอรับ!"
หลังจากที่เขาเตือนสติคนอื่นๆ ถึงได้รู้สึกตัวขึ้นมา ต่างพากันเห็นด้วยกับคำกล่าวของฉินเจ๋อซวน
ใช่แล้วเมื่อตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน พวกเขาจึงเข้าใจว่ามิใช่แสงที่ทำให้สีของตัวยาเปลี่ยนไปชะเอมเทศในมือของเถ้าแก่เฉียวและท่านหมอเฉียนนั้นสีต่างกันอย่างเห็นได้ชัด
ยิ่งไปกว่านั้นหากสังเกตโดยละเอียดก็จะพบว่าชะเอมเทศทั่วไป และชะเอมเทศในมือของเถ้าแก่เฉียวนั้นใบก็มีความแตกต่างกันอยู่บ้าง
"สมุนไพรตัวนี้มิใช่ชะเอมเทศ?"
ท่านเจ้าเมืองฉินคาดเดาอย่างไม่เกรงกลัวเงยหน้าขึ้นมองท่านหมอเฉียน หวังว่าจะได้รับคำตอบจากเขา
"ถูกต้องแล้ว"
ท่านหมอเฉียนเห็นดังนั้นก็มิได้ปิดบังพยักหน้าตอบรับอย่างตรงไปตรงมา
"สิ่งนี้เรียกว่า ‘ปี้ไห่ชิงเทียน’ (ท้องทะเลสีคราม) อย่าฟังเพียงชื่อที่ชวนฝันราวกับมีความหมายลึกซึ้งซ่อนเร้น แต่แท้จริงแล้ว..."
เมื่อเอ่ยถึงตรงนี้ท่านหมอเฉียนก็พลันชะงักไป หันมองไปยังทิศทางที่ซูอี้หว่านอยู่
"คุณหนูซู ในเมื่อเรื่องนี้เจ้าเป็นผู้ค้นพบ ก็ให้เจ้าเป็นผู้ชี้แจงดีกว่า"
ท่านหมอเฉียนทำเหมือนกับว่านึกถึงเรื่องราวเก่าๆบางอย่างขึ้นมาได้ อารมณ์ก็เริ่มหม่นหมองลง มิอาจกล่าวต่อไปได้
ซูอี้หว่านเห็นดังนั้นก็มิได้ปฏิเสธท้ายที่สุดแล้วคนเหล่านี้ล้วนเป็นนางที่เชิญมาคำตอบก็ควรจะเป็นนางที่เป็นผู้เปิดเผย
"ฉางเอ๋อร์คงเสียใจที่ลอบขโมยยาวิเศษ ใต้ท้องทะเลสีครามทุกค่ำคืนยังคงหวนคะนึง [2]..."
เชิงอรรถ
[1]มีอะไรในน้ำเต้า หมายถึง การมีความสามารถพิเศษ ซ่อนเร้นหรือมีความลับที่ซ่อนอยู่
[2] ประโยคข้างต้นนี้มาจากบทกวีชื่อดังของหลี่ซางอินกวีเอกแห่งราชวงศ์ถัง