“ไม่มีทาง ข้าเดินไหวแน่”
เสียงของเ้าหนูน้อยเต็มไปด้วยความมั่นใจ ไม่รู้ว่าไปเอาความมั่นใจมาจากไหนกัน แถมฟังดูเหมือนจะสบายสุด ๆ
หนิงเยี่ยนไม่คัดค้านเขาอีกต่อไป
“กินอะไรก่อนแล้วกัน กินอิ่มจะได้มีแรงเดินทาง”
“ดีเลย!”
………..
………..
หนิงเยี่ยนแบกตะกร้า จูงมือเ้าหนูน้อยก้าวออกจากบ้าน ทั้งสองเดินผ่านหินโม่ข้าวที่โรงสีในหมู่บ้าน ทันใดนั้นเธอก็ได้ยินเสียงดังจอแจขึ้นมา
“เ้าเป๋หยางเอ้อร์ไปล่วงเกินใครเขาเข้า ถึงได้ถูกทารุณถึงเพียงนี้!”
“ใครมันจะไปรู้ ดูสิาแเต็มไปหมด ถ้าไม่รักษาดี ๆ ได้ทิ้งร่องรอยแผลเป็ไว้แน่!”
“บุรุษมีร่องรอยาแหาได้ใช่เื่ใหญ่ แต่เ้านี่ไปล่วงเกินใคร เหตุใดขนาดเสื้อผ้าที่สวมใส่ยังถูกถอดออก”
“หึหึ ท่าทางจะไปล่วงเกินภรรยาบ้านอื่นมาล่ะสิท่า จึงได้ถูกผู้ชายบ้านนั้นเล่นงานเข้า”
“มีเหตุผล ๆ”
รอบบริเวณหินโม่รายล้อมไปด้วยผู้คน แต่คนเ่าั้กลับมองเป็เื่ขบขัน ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่จะแกะเชือกที่ผูกตัวของเ้าเป๋หยางเอ้อร์ออก
เมื่อหนิงเยี่ยนเดินผ่านชายเป๋หยางเอ้อร์ที่ถูกมัดไว้กับหินโม่เธอก็แสดงรอยยิ้มอันสดใสออกมา เธอยกมือผอมแห้งแล้วชูนิ้วกลางให้เขาจากที่ไกล ๆ
ชายเป๋หยางเอ้อร์ที่ถูกมัดไว้ปิดเปลือกตาแสร้งทำเป็ว่าหลับ เขามองเห็นแต่ทำเป็มองไม่เห็น หากชาวบ้าน ชาวเมืองรู้ว่าเขาถูกนังนี่เล่นงาน เขาคงไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน กะอีแค่ผู้หญิงคนเดียวยังจัดการไม่ได้ เื่ขายขี้หน้าเช่นนี้ใครมันจะทนรับไหว
การที่ยกนิ้วกลางให้ยังไม่เท่าไหร่ แต่การที่ผู้หญิงคนนั้นกล้ายิ้มออกมาต่อหน้าต่อตา เ้าเป๋หยางเอ้อร์ก็แทบลุกขึ้นกระโจนออกไประบายความเดือดดาล เนื่องจากเขาไม่สามารถทนการเหยียดหยามจากสตรีนางนี้ได้ ถ้าหากว่าไม่ถูกมัดไว้กับหินโม่จนไม่สามารถขยับตัวได้ล่ะก็ เขาจะฟาดอินังตัวดีนี่ให้ตาย
ด้วยความโกรธแค้นที่สุมอยู่ในใจ เขาจึงะโด่าทอออกมาด้วยคำหยาบคาย
“อินังสารเลว เดี๋ยวเ้าจะได้เห็นดี!”
คิดว่าหนิงเยี่ยนจะกลัวเหรอ ? แน่นอนว่าเธอที่เป็ทหารหญิงในชาติที่แล้วย่อมไม่มีทางกลัวคำขู่ หนิงเยี่ยนเดินจูงมือเ้าหนูน้อยผ่านหินโม่ออกมาด้วยท่าทางสบายอารมณ์ ระหว่างเดินทางออกจากหมู่บ้าน
ออกเดินทางั้แ่ตอนรุ่งสาง จนตอนนี้พระอาทิตย์ขึ้น หนิงเยี่ยนเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้าขึ้นมาบ้างแล้ว หนิงโหย่วหยูเห็นดังนั้นจึงเม้มริมฝีปากรีบเร่งฝีเท้าก้าวตามเธอไปติด ๆ
เดิมทีเธอคิดว่าจะแบกเ้าหนูน้อยนี้ไปหากว่าเขาเดินไม่ไหว แต่ไม่คิดเลยว่าเ้าหนูน้อยนี่จะทรหด อดทนมากขนาดนี้
ถ้าเกิดว่าชาติที่แล้วได้เจอคนที่ทนทายาดแบบเ้าหนูนี่ รับรองเลยว่าหนิงเยี่ยนจะต้องจับมาฝึกให้เก่งกาจราวกับปีศาจ ถึงเวลานั้นเขาก็จะกลายเป็ทหารฝีมือพระกาฬ
หนิงเยี่ยนมองดูรองเท้าที่ขาดเป็รูของเ้าหนูน้อย เธอใช้มือเดียวอุ้มเขาขึ้นมา แล้ววางพาดไว้ที่บ่า เ้าหนูน้อยออกกำลังกายพอแล้ว ถ้ามากไปกว่านี้จะไม่ดีเอา
“แม่ ข้ายังเดินต่อไหว!”
“เดินอะไรกัน มีคนอุ้มไม่ดีหรือไง”
“ไม่เอา ไม่เอา”
หนิงโหย่วหยูรีบส่ายหัว แม้ว่าเขาจะยังทนเดินต่อไปได้อีก แต่ก็ต้องยอมแพ้หนิงเยี่ยนที่แสดงออกอย่างชัดเจนและจริงจังผ่านสายตา
ั้แ่หัวกระแทกแม่ก็เปลี่ยนไปเยอะ และเปลี่ยนไปในทางที่ดีมากขึ้น ขนาดเป็ห่วงยังพูดอ้อม ๆ ไม่ยอมพูดตรง ๆ แต่นี่ไม่ใช่ปัญหาหรอก แค่แม่มีความสุขเขาก็ดีใจแล้ว
ถ้าแม่ไม่ได้แต่งงานขึ้นมาจริง ๆ งั้นเขาจะต้องรีบ ๆ โต เพื่อจะได้เลี้ยงดูแม่
สำหรับความคิดที่ว่าแม่ไม่สามารถแต่งงานได้ของเ้าหนูน้อย หนิงเยี่ยนไม่เคยรู้ ถ้ารู้ขึ้นมาคงจะเอาเขาทิ้งไว้ที่บ้านเป็แน่
หนิงเยี่ยนเป็พวกเกลียดการแต่งงานจริง ๆ หรือ?
ยิ่งไปกว่านั้นความชอบของยุคนี้ช่างขัดกับหนิงเยี่ยนเสียจริง ใครต่อใครก็ชอบพวกบัณฑิตผู้หยั่งรู้ พวกหนุ่มผิวขาวหน้าตาดี แต่เธอที่เคยเป็ทหารกลับชอบผู้ชายที่มีมัดกล้าม ซิกแพคแน่น ๆ ลวดลายกล้ามเนื้อจะต้องล่ำสัน สะโพกงอนเล็กน้อย
พอได้ยินมาว่าพวกผู้ชายในเมืองเป็พวกเ้าสำอาง หนิงเยี่ยนจึงรู้ว่าผู้ชายแบบที่เธอชอบนั้นคงหาไม่ได้ง่าย ๆ
........
.......
ก่อนดวงอาทิตย์จะส่องลงศีรษะ ในที่สุดหนิงเยี่ยนก็เดินมาจนถึงหน้าประตูเมือง หลังจากเธอเข้าแถวเพื่อรอเข้าเมือง เธอก็ไม่ได้ไหลไปตามฝูงชนที่พากันมุ่งหน้าไปตลาด แต่กลับไปยังทิศตะวันออกของเมืองแทน
ในยุคนี้ไม่ว่าจะเมืองไหนผู้คนก็ยึดมั่นหลักที่ว่า
“ตะวันออกมั่งคั่ง ตะวันตกร่ำรวย ทางใต้ยากจน ทางเหนือข้นแค้น” เพื่อตั้งที่อยู่อาศัย
แต่ความหมายจริง ๆ คือพวกที่อาศัยอยู่ทิศตะวันตกจะเป็พวกขุนนาง ข้าราชการ ทิศตะวันออกเป็ของพ่อค้าคหบดีที่มั่งคั่ง ทางใต้เป็ที่อยู่ของพวกชาวบ้านยากจน ส่วนทางเหนือเป็ที่ตั้งของสำนักลัทธิศาสนาจึงมีแต่พวกนักบวช นักพรต
.......
สำหรับเนื้อกวางไม่ว่ายุคไหนก็นับว่าเป็ของดี หากนำไปขายที่ตลาดนอกจากจะเสียเวลาไม่แน่ว่าอาจจะโดนอันธพาลหรือพวกเร่ร่อนมาก่อกวนเอาได้
น่าจะดีกว่าถ้านำไปขายถึงบ้านพวกคนมีเงิน เผื่อจะมีโชคขึ้นมาบ้าง
เมื่อเดินไปถึงเมืองตะวันออก เธอก็เอาเ้าหนูน้อยลงที่พื้น
“ตามมาอย่าให้คลาดสายตาแม้แต่ฝีก้าวเดียว เข้าใจไหม?”
“อื้อ !”
นี่เป็ครั้งแรกของเ้าหนูหนิงโหย่วหยูที่ได้มาที่แบบนี้ หน้าของเขาเหยียดจนตึงเกร็ง เพราะกลัวว่าจะทำตัวไม่เหมาะสม
หนิงเยี่ยนไม่ได้บอกให้เ้าหนูน้อยเปลี่ยนท่าที แบบนี้ก็ดีแล้ว ถือว่าเป็การอบรม ฝึกฝนให้ระมัดระวังั้แ่เด็ก
เมื่อทั้งสองเดินไปจนถึงบานประตูสีแดงเข้ม เธอมองไปยังยามที่ยืนอยู่หน้าประตูทั้งสองคน เธอทำเป็ว่าไม่เห็นแล้วจูงมือเ้าหนูน้อยไปที่ประตู
เคาะประตูอยู่สองสามที ชายแก่ที่ดูมีราศีลักษณะผ่านประสบการณ์อย่างโชกโชนก้าวออกมา พอพบเข้ากับหนิงเยี่ยน ชายแก่ผู้นั้นจึงคิ้วขมวดแล้วเอ่ยกับเธอทันที
“แม่หนูมาผิดที่แล้วล่ะ ที่นี่คือจวนไป๋ เป็ที่อยู่อาศัยของนายท่าน ไม่ใช่ว่าใครก็จะเข้าไปได้”
พูดจบก็ปิดประตูทันที แต่แม้ว่าจะพยายามปิดกี่รอบ ประตูก็ปิดไม่ได้
ดวงตาคู่เดิมมองลอดออกมาภายนอก เห็นมือผอม ๆ ของหนิงเยี่ยนนั้นรั้งประตูเอาไว้ เขาจึงถามขึ้นมา
“แม่หนู้าจะพบใครหรือเปล่า?”
“ข้าไม่ได้้าพบใคร เพียงแต่เมื่อวานข้าล่ากวางมาได้ ท่านถามเ้าบ้านให้ข้าหน่อย ว่า้ากวางตัวนี้ไหม?”
หนิงเยี่ยนนำเอาตะกร้าที่เธอสะพายหลังวางลงอย่างคล่องแคล่ว อุ้มเ้ากวางที่ถูกมัดไว้จนเหมือนข้าวต้มมัดออกมา
กิริยาง่าย ๆ ของเธอทำเอาชายแก่ผู้นั้นใ แขนขาเล็ก ๆ ของเขาดูไร้เรี่ยวแรงเสียยิ่งกว่าเดิม
“ท่านลองดู มันยังเป็ ๆ อยู่เลย”
หนิงเยี่ยนแกะเชือกที่มัดเ้ากวางนั้นออก ยื่นมือไปตบลงบนหลังกวางเบา ๆ เสียงร้องที่มีลักษณะคล้ายเสียงลูกสุนัขของเ้ากวางก็ดังขึ้นมา
“เด็กดี เด็กดี ยังเป็ ๆ อยู่จริงด้วย เ้ารอนี่นะ!”
แค่เห็นกวาง ชายแก่ที่เฝ้าประตูก็เลิกเล่นตัว อีกไม่กี่วันก็จะเป็วันเกิดของคุณนายรอง จนถึงตอนนี้ยังไม่มีวัตถุดิบหายากสำหรับจัดงาน ทางห้องครัวจึงเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม
หากอาหารบนโต๊ะทำออกมาได้ดี คุณนายรองย่อมตบรางวัลให้อย่างงามแน่นอน แล้วถ้าเกิดว่า....คุณนายดีใจมาก ๆ เขาอาจจะได้รับการเลื่อนตำแหน่งสถานะ
ชายแก่เฝ้าประตูคนนั้นรีบร้อนเสียจนไม่ได้ปิดประตู หนิงเยี่ยนเม้มปาก น่าตื่นเต้นจริง ๆ เธอนั่งรอที่หน้าประตูราว ๆ 15 นาที ชายแก่ก็กลับมาอีกครั้ง ด้านหลังของเขายังมีผู้หญิงคนหนึ่งตามมาด้วย
ผู้หญิงคนนี้สวมเสื้อและกระโปรงสีน้ำเงิน ผมหวีเรียบร้อย ติดปิ่นปักผมเงินเก่า ๆ หนึ่งด้าม
“แม่นาง เป็เ้าหรือที่นำกวางมาขาย?”
“ถูกแล้ว”
ตอนนี้หนิงเยี่ยนแทบจะไม่มีความกังวลใด ๆ กวางของเธอต้องขายออกอย่างแน่นอน หญิงผู้นั้นเห็นกวางเพียงครู่เดียว แววตาของเธอก็ปิดบังหนิงเยี่ยนไม่มิด เพราะมันเปี่ยมไปด้วยความสุข
“32 ตำลึงเงินขายไหม”
“ขาย”
หนิงเยี่ยนไม่รู้หรอกว่าราคาของซื้อของขายในท้องตลาดปัจจุบันมีราคาเท่าไหร่ แต่เ้าของร่างคนเดิมตลอด่ครึ่งชีวิตเธอยังไม่เคยได้แตะเงิน 32 ตำลึงมาก่อน ดังนั้นเงินก้อนนี้ หนิงเยี่ยน จึงไม่ชักช้า รีบปิดการขายในทันที
หญิงสาวคนนั้นดูประหลาดใจกับท่าทีที่สดชื่นของหนิงเยี่ยนอยู่ไม่น้อย เธอกอบเอาถุงเงินใบหนึ่งวางใส่มือของหนิงเยี่ยน แล้วพูดกับเธอว่า
“ต่อไปหากมีของป่าหายากอะไรมาอีก ให้เ้าตรงมายังจวนแห่งนี้แล้วบอกไปว่ามาหา ป๋ายมามา ตกลงไหม?”
“ได้อยู่แล้ว”
หนิงเยี่ยนรับเงิน และร่ำลากับป๋ายมามาพอเป็พิธี หลังจากนั้นเธอจึงจูงมือเ้าหนูหนิงโหย่วหยูออกมาแล้วมุ่งหน้าไปยังตลาดทางใต้
จบตอน