เซียนอมตะหวนคืน

    บทที่ 35 : เฟิงเหรินกู่

    เฟิงเหรินกู่
    ปัง!
    ในช่วงบ่ายของวันใหม่ มือข้างหนึ่งตบลงที่โต๊ะทำงาน จนเกิดเสียงดัง สะท้อนให้เห็นถึงความโกรธของเจ้าของมือ ซึ่งเจ้าของมือก็ไม่ใช่ใครที่ไหน นอกจากหวังเฉียน เขามีใบหน้าที่มืดครึ้ม มุมปากบิดเบี้ยวราวกับกินอะไรผิดสำแดงเข้าไป
    สาเหตุที่เขาเป็นเช่นนี้ ล้วนสืบเนื่องมาจากเมื่อครู่หานปู้เพิ่งจะรายงานเขาว่าสำนักตำหนักเลือดขอยกเลิกภารกิจในการฆ่าสองแม่ลูกอย่างหวังเฉินกับหยางชีหยู
    “มันเป็นแบบนี้ได้ยังไง?” หวังเฉียนถามหานปู้ สีหน้าของเขามืดลงเรื่อยๆ เดิมทีเขาคิดว่าจะได้รับฟังข่าวการตายของหวังเฉินและหยางชีหยูในวันนี้ แต่ที่ไหนได้ เขากลับได้รับฟังว่าทางสำนักตำหนักเลือดยกเลิกการว่าจ้างฆ่าซะอย่างนั้น
    ด้วยเรื่องเหล่านี้ มันเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะไม่โกรธจนควันออกหู
    หานปู้ที่นั่งอยู่ที่โซฟามีใบหน้าไม่สู้ดีนัก เขาคิดไม่ถึงว่าทางสำนักตำหนักเลือดจะถึงกับยกเลิกการว่าจ้าง
    ‘ทำไมถึงเป็นแบบนี้ ทางสำนักตำหนักเลือดมีเหตุผลอะไรที่จะต้องยกเลิกการว่าจ้าง?’ หานปู้ขบคิดในใจ คิ้วขมวดแน่น อย่างไรก็ตาม เขาก็ไม่อาจที่จะคิดออกได้
    เรื่องนี้อยู่นอกเหนือความคาดหมายของเขาอย่างสิ้นเชิง เพราะตามที่เขารู้จักกับสำนักตำหนักเลือดมา ไม่มีครั้งไหนเลยที่สำนักตำหนักเลือดจะยกเลิกการจ้างฆ่าเช่นนี้
    เมื่อคิดไปไร้คำตอบ หานปู้ได้แต่หยิบเข็มทิศของตัวเองขึ้นมาทำนายดู แต่ลำพังแค่วิชาทำนายงอกง่อยของเขาจะทำนายออกมาได้อย่างไร สุดท้ายได้แต่ส่ายหน้าไปมา
    “อาจารย์หาน ฉันควรจะทำยังไงดีในเรื่องนี้?” หวังเฉียนพยายามระงับความโกรธ สะกดอารมณ์ของตัวเองไว้ มองไปที่หานปู้
    หานปู้พลันมีสีหน้ากระอักกระอวน เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำยังไงต่อ ถ้าจะให้เขาไปจ้างนักฆ่าที่อื่น เขาเองก็ไม่รู้จัก แต่ไม่ว่าจะยังไง เขาก็ต้องตอบออกมา
    ไม่อย่างนั้น หวังเฉียนไล่เขาออกจากการเป็นที่ปรึกษาแน่ ซึ่งมันไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการแม้แต่น้อย เขาเพิ่งเป็นแค่ผู้ฝึกตนระดับแรกเริ่มขั้นสมบูรณ์เอง ยังต้องใช้ทรัพยากรในการฝึกตนอีกมาก
    ดังนั้นเขาไม่อาจสูญเสียงานนี้ ถึงแม้ว่าครั้งก่อนเขาทำท่าทีจะไปจากหวังเฉียนแล้วก็ตาม แต่นั่นก็ส่วนนั่น นี่ก็ส่วนนี่
    คิดหาคำตอบอยู่สักพัก หานปู้ก็มีใบหน้าที่สว่างขึ้น ราวกับว่าเขาได้คิดออกแล้ว
    “ฉันคิดว่าพวกเราควรขอความช่วยเหลือจากผู้ฝึกตนตระกูลหวัง”
    “ผู้ฝึกตนตระกูลฉัน?” หวังเฉียนชะงักไปอย่างเห็นได้ชัด ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยคิดที่จะขอร้องผู้ฝึกตนตระกูลของตัวเอง แต่เป็นเพราะว่าเขาเพิ่งจะขึ้นเป็นผู้นำตระกูลหวังได้เพียงปีเดียว
    การที่จะไปขอร้องให้ผู้ฝึกตนตระกูลตัวเองไปฆ่าคน ซึ่งเคยเป็นนายน้อยและนายหญิงของตระกูลหวัง มันก็ออกจะเกินไป
    “นี่ไม่อาจทำ” หวังเฉียนส่ายหน้าไปมา
    “ถ้าอย่างนั้น ก็หานักฆ่าฝีมือดีๆ ไปจัดการพวกมันซะ” หานปู้ถอนหายใจด้วยความเสียดาย ก่อนเสนอแนะ
    “ฉันก็คิดที่จะทำอย่างนี้ อันที่จริงพวกเราไม่เห็นจำเป็นที่จะต้องให้คนที่เป็นผู้ฝึกตนไปฆ่าพวกมันสองแม่ลูกเลย แค่หานักฆ่าฝีมือดีๆ ไปฆ่าพวกมันก็ได้แล้ว” หวังเฉียนพูด เขาสงบลงมากจากตอนแรก
    หานปู้เงียบลงไปอย่างเห็นได้ชัด เขาอดไม่ได้ที่จะตบหน้าผากของตัวเอง “อย่างที่พูดมาก็ถูกต้อง ดูเหมือนว่าฉันจะยึดติดกับโลกของผู้ฝึกตนมากเกินไป จนลืมเรื่องเหล่านี้ไป”
    “อย่างนั้นก็เอาตามนี้” หวังเฉียนพลันมีใบหน้าที่น่ากลัวขึ้น ความต้องการฆ่าล้วนฉายชัดอยู่บนใบหน้าของเขา เขารีบค้นหานักฆ่าเพื่อไปฆ่าหวังเฉินกับหยางชีหยูในทันที
    .................................................
    ภายในคฤหาสน์หลังใหญ่โตหลังหนึ่ง ชายวัยกลางคนรูปร่างอ้วนท้วมนั่งอยู่ที่โซฟาชั้นดีในห้องรับแขก ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวราวกับกินอาจมสุนัขเข้าไป เขาคนนี้มีชื่อว่าเฟิงหร่าน เป็นผู้นำคนปัจจุบันของตระกูลเฟิง หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ของปักกิ่ง
    “มันเป็นใครที่กล้าฆ่าลูกชายของฉันและฆ่าคนของตระกูลเฟิงไป!” เฟิงหร่านคำรามออกมา น้ำเสียงเต็มไปด้วยความโกรธแค้น เห็นได้ชัดว่าเขาได้รับรู้เรื่องที่เฟิงหลัวกับพวกเฟิงข่งถูกฆ่าตายแล้ว สภาพศพของเฟิงหลัวนับว่าอนาถยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด
    สาเหตุที่ทำให้เขารู้ ล้วนสืบเนื่องมาจากพวกเฟิงหลัวไปจัดการกับเมิ่งฉิงซีนานเกินไป รวมถึงติดต่อไม่ได้ เขาถึงได้ส่งคนไปดูที่โกดังร้างแห่งนั้น และก็ทำให้ได้รู้ในที่สุดว่าพวกเฟิงหลัวตายไปหมดทุกคนแล้ว!
    ด้วยความที่ต้องสูญเสียลูกชายเพียงคนเดียวไป มันเป็นไปไม่ได้เลยที่เฟิงหร่านจะไม่โกรธแค้นจนแทบบ้า
    ชายวัยกลางคนคนหนึ่ง ผู้ซึ่งนั่งอยู่ตรงกันข้ามกันเฟิงหร่าน มีสีหน้าไม่สู้ดีนัก เขาเป็นน้องชายของเฟิงหร่านมีชื่อว่าเฟิงหลู รีบพูดออกมาว่า “พวกเราจะทำยังไงกันต่อดีพี่ใหญ่?”
    เฟิงหร่านขบกรามระงับความโกรธเอาไว้ก่อน “จะทำยังไงได้ นอกจากหาตัวคนที่ลงมือ อย่างน้อยพวกเราก็รู้ว่าผู้ที่ลงมือฆ่าพวกหลัวเอ๋อร์เกี่ยวข้องกับตระกูลเมิ่ง!”
    “ผมควรรายงานเรื่องนี้ต่อท่านปู่ดีไหมพี่ใหญ่?” เฟิงหลูถาม ปู่ของตระกูลเฟิง ไม่ใช่คนธรรมดา เพราะเขาเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในตระกูล เป็นดั่งต้นไม้ใหญ่ที่คอยค้ำจุนตระกูลเฟิงเอาไว้ เป็นผู้ฝึกตนระดับเหนือสวรรค์คนหนึ่ง!
    และก็เป็นเขาเองที่ออกคำสั่งให้จัดการกับตระกูลเมิ่ง!
    “ย่อมต้องบอก เพราะท่านปู่รักและเอ็นดูหลัวเอ๋อร์มาก ถ้าท่านรู้ ท่านต้องออกมาจากการปิดด่านฝึกตน มาจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเองแน่!” เฟิงหร่านพูดอย่างเฉียบขาด
    ในจังหวะที่เขาพูดจบนั้นเอง ประตูของห้องรับแขกก็เปิดขึ้น ชายชราคนหนึ่ง ซึ่งมีร่างกายซูบผอมราวกับมีแค่หนังที่หุ้มกระดูกในชุดจีนโบราณสีเขียวก้าวเดินเข้ามา “ข้าได้ยินเรื่องทั้งหมดแล้ว”
    “ท่านปู่!” ทั้งเฟิงหร่านและเฟิงหลูต่างก็ตกใจจนกระโดดปราดขึ้นยืน เมื่อเห็นชายชราในชุดสีเขียว
    ชายชราคนนี้เป็นปู่ของพวกเขา ผู้ฝึกตนระดับเหนือสวรรค์ เฟิงเหรินกู่!
    ดวงตาที่ลึกล้ำของเฟิงเหรินกู่มีประกายสังหารวาบผ่าน ความเย็นยะเยือก หนาวเหน็บเสียดกระดูก ราวกับถูกปลดปล่อยออกมาจากร่างกายของเขา ทำให้อุณหภูมิภายในห้องแห่งนี้ติดลบ
    เฟิงหร่านกับเฟิงหลูรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้
    เฟิงหร่านสูดลมหายใจเฮือกหนึ่งอย่างหนาวเย็น พูดเสียงสั่น “ท่านปู่...ท่านต้องช่วยแก้แค้นให้กับหลัวเอ๋อร์....”
    “ใช่แล้วท่านปู่ ท่านต้องแก้แค้นให้หลัวเอ๋อร์” เฟิงหลูรีบเสริมเข้าไป
    เฟิงเหรินกู่พยักหน้ารับ แค่นเสียงเย็น “เรื่องนี้ไม่จำเป็นที่จะต้องให้พวกเจ้ามาบอก หลัวเอ๋อร์เป็นเหลนที่ข้ารักและเอ็นดู มันผู้ใดที่กล้าฆ่าเขา ย่อมต้องถูกข้าฆ่าตาย!”
    จบคำ เฟิงเหรินกู่ก็พูดต่อไปอีกว่า “บอกสถานที่ที่หลัวเอ๋อร์ถูกฆ่าตายมา ข้าจะรีบไปตามรอยคนที่กล้าฆ่าเหลนของข้าแล้วฆ่าสังหารมัน!”
    “คะ...ครับท่านปู่!” เฟิงหร่านไม่กล้ารอช้า รีบบอกสถานที่ออกมา
    เมื่อได้รับฟังแล้ว เฟิงเหรินกู่ก็หายตัวไป มาปรากฏตัวอีกครั้งบนท้องฟ้า เขายืนอยู่บนท้องฟ้า โดยปราศจากซึ่งดาบบิน เห็นได้ชัดว่านี่เป็นพลังของผู้ฝึกตนระดับเหนือสวรรค์!
    ระดับที่สามารถไปมาอย่างอิสระได้ด้วยตัวเองภายในท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งดาบบินหรือกระบี่บิน เฟิงเหรินกู่พลันมุ่งหน้าไปยังเจียงซี!
    จบบทที่ 35