บทที่ ๔ : คำทำนายแห่งดวงดาว
ณ ห้องลับภายในจวนอำมาตย์หวัง(หย่งชุน)
“เ้าว่าอะไรนะไหนลองพูดอีกทีซิ!” อำมาตย์หย่งชุนตบหน้าขาของตัวเองอย่างแรงใบหน้าบูดเบี้ยวไม่สบอารมณ์ หลังได้รับรายงานจากสายลับ ที่แฝงตัวอยู่ในขบวนเสด็จองค์ฮองเฮา
“ดูเหมือนพระนางจะสำเร็จวิชาอัสนีสุริยะยาพิษจึงกระทำการอันใดพระนางไม่ได้ขอรับ...นายท่าน” ชายในชุดดำคุกเข่าคาราวะอย่างภักดีหน้าตาที่ปกปิดไว้กำลังเหงื่อกาฬไหลออกมาจนเห็นได้ชัด
“วิชาอัสนีสุริยะ!บ้า... สกุลอี้แทบไม่มีจุดตันเถียน แล้วนางจะใช้อะไรฝึกวิชาอย่าว่าแต่ขั้นก่อกำเนิดลมปราณเลย พลังยุทธชั้นเริ่มต้นยังไม่มีด้วยซ้ำ” น้ำลายฟูมฝอยกระจายออกจากปาก อำมาตย์ชราหนวดขาวตาเหลือกถลน “แล้ววิชาที่นางบอก มันคือวิชาอะไรกันแน่ ไม่เห็นเคยได้ยินมาก่อน”
คู่สนทนาชุดดำยังคงคุกเข่าไม่ตอบกลับขณะที่หย่งชุนหยิบชาขึ้นมาซดอย่างอารมณ์ร้อน “ถ้าองค์ไทเฮาทรงทราบหรือราชครูซีห่าวรับรู้ พวกเราคงไม่มีที่ยืนในวังหลวงแน่ เพราะผงสลายิญญาที่ใช้ลงมือก็มาจากตระกูลหวังของข้า แถมยังถูกปรุงขึ้นด้วยหมอยาขั้นสรรพยุทธประจำตระกูล ใครๆก็รู้ ขั้นสรรพยุทธหาได้ยากเพียงใด”
“ยาพิษระดับสรรพยุทธไม่สามารถทำอะไรพระนางได้ หรือพระนางจะบรรลุขั้นเทวะไปเสียแล้ว” ชายชุดดำพยายามชี้แจงเหตุผล หากแต่ว่าอำมาตย์หวัง หย่งชุนถึงกับบีบแก้วชาในมือแตก
เพล้ง!
“ขั้นที่๑ ปราณพิภพ ขั้นที่ ๒ ปราณ์ ขั้นที่ ๓ ปราณั ขั้นที่ ๔ ปราณสรรพยุทธขั้นที่ ๕ ปราณราชันย์ ขั้นที่ ๖ ปราณจักรพรรดิ ขั้นที่ ๗ ปราณบริสุทธิ์ ขั้นที่ ๘ปราณเทวะ แม้พิษผงสลายิญญาจะเป็เพียงขั้นสรรพยุทธแต่ก็มีฤทธิ์เพียงพอที่จะสังหารผู้ฝึกตนระดับบริสุทธิ์ หากไม่มีความแข็งแกร่งระดับเทวะไฉนเลยพระนางจะรอดพ้นจากเคราะห์กรรมครั้งนี้ได้”ชายในชุดดำกล่าวเสริม เหงื่อกาฬไหลรินจนเปียกชุ่มไปทั่วร่าง
“ระดับเทวะเรอะ?”อำมาตย์หวังหัวเราะร่า “ราชองครักษ์ชั้นทองและชั้นเงินยังไม่มีใครสำเร็จยอดยุทธระดับเทวะเลยแม้แต่แม่ทัพหวังเจี้ยน หรือใครก็ตามในฉีเฝิงและหนานซา ผู้ฝึกตนสูงสุดก็เป็แค่ระดับ์กันทั้งสิ้นที่สำคัญพระนางยังเป็แค่สตรีนางหนึ่งแห่งสกุลอี้ใครก็รู้ว่าตระกูลนี้จุดตันเถียนต่ำั้แ่กำเนิด หาใช่บุตรีของจวนเทพกระบี่หรือผู้ฝึกตนจากสำนักไหนเสียหน่อย”
“แต่พระนางรอดพ้นจากพิษสลายิญญาจริงๆนะขอรับ นายท่านเองก็เห็นกับตาที่ท้องพระโรงนั่น!” ชายปริศนาในชุดสีดำยังคงยืนกรานหวัง หย่งชุนถึงกับนิ่งเงียบลงครู่หนึ่ง
“เ้าลองทบทวนดูว่าวาจาของเ้าเหลวไหลแค่ไหนซุนกงกง ในแผ่นดินต้าฉีของเรานั้น...แค่จะหาผู้ฝึกตนระดับสรรพยุทธยังนับจำนวนได้แล้วหญิงสาวจากสกุลอี้ที่อายุเพียงยี่สิบปีเศษๆ จะบ่มเพาะไปได้ไกลถึงขั้นเทวะกระนั้นรึ?”ชายชราหนวดหงอกหลิ่วตาลงครุ่นคิด เขาลูบเครายาวของตนเองแล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง“อาจเป็เพราะยาพิษนั้นถูกปรุงไว้เนิ่นนานฤทธิ์ของมันเลยเสื่อมอานุภาพ จะอย่างไรก็ดี เ้าและข้าควรหาข้อแก้ตัวที่สมเหตุสมผลเมื่อต้องทูลอธิบายต่อหน้าพระพักตร์ขององค์ไทเฮาเถอะ... ในตอนนั้น...หวังว่าศีรษะของพวกเราจะยังคงอยู่บนบ่า”
เวลาเดียวกันนั้น
เฟยหลงกำลังโดยสารเกี้ยวกลับพระราชตำหนักดอกเหมยห้วงสมองของเขายังคงคิดทบทวนถึงความทรงจำใหม่ ซึ่งมันเป็ความทรงจำขององค์ฮองเฮาฟางเซียนซ้ำไปซ้ำมา
“ดูเหมือนจะมีคนคิดฆ่าเธอจากทั่วทุกสารทิศเลยสินะอี้ ฟางเซียน”ชายหนุ่มในร่างสาวงามสบถบ่นพึมพำคนเดียวบนเกี้ยวลายสลักลายัทองพลันหลับตานิ่งคิดแผนการอันแยบยลเพื่อหาทางออก
“ถ้าการที่เราฟื้นจากความตายได้นั่นก็เท่ากับว่าพวกนั้นจะไม่เลือกใช้วิธีผสมยาพิษในอาหารของเราอีกแล้วแต่คงเล่นเราด้วยวิธีการอื่นแทน จะอย่างไรก็ดีตัวตนของฟางเซียนเป็อุปสรรคต่อการอำนาจและทรัพยากรมหาศาล ถ้ากำจัดนางได้และให้หุ่นเชิดอย่างหวงกุ้ยเฟยอ้ายเหรินขึ้นแทนที่ การบริหารวังหลังฝ่ายในทั้งหมดจะง่ายต่อการควบคุม”เฟยหลงซุบซิบในลำคอ สายตาเหม่อมองผ่านหน้าต่างเกี้ยวชมดวงจันทร์ที่ลอยเด่นอยู่บนฟากฟ้า
“เมื่อคุมวังหลังได้การจัดแจงอาหาร เครื่องใช้ภายในวัง หรือแม้แต่ควบคุมองค์ฮ่องเต้ก็ทำได้โดยง่ายเพราะตำแหน่งองค์ฮองเฮาสามารถโยกย้ายสับเปลี่ยนขุนนางฝ่ายในได้ทั้งหมดและหากเลือกคนที่อยู่ฝั่งเดียวกันเข้ามาทำงานล่ะก็ แม้แต่การฆ่าใครสักคนในวังหลวงก็สามารถทำได้โดยไม่ผิดสังเกต...เพราะทุกคนจะช่วยกันปกปิดหลักฐาน ทุกอย่างจะถูกจัดฉาก!”
ร่างระหงบนเกี้ยวผงกหัวขึ้นลงแบบเข้าใจด้วยตนเอง“ฟางเซียนที่ไม่ยอมให้เป็ไปตามใจใคร เลยไปขัดผลประโยชน์กับทุกฝ่ายเข้าสินะจึงมีจุดจบแบบที่เห็น” เฟยหลงลืมตาขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะยิ้มมุมปาก“แต่ฉันไม่ใช่ฟางเซียนสักหน่อยอย่าคิดว่าจะมารังแกกันได้ง่ายๆ นะเฟ้ย”
“ตำหนักดอกเหมยรับเสด็จองค์ฮองเฮา”เสียงขันทีนายหนึ่งะโก้อง พระราชวังดอกเหมยแต่งแต้มประดับประดาไปด้วยโคมไฟหลากหลายจุดแม้มองเห็นในยามค่ำคืน เฟยหลงก็เข้าใจได้ทันทีว่ามันใหญ่โตมโหฬารสักแค่ไหน
ตำหนักดอกเหมยอันเป็ที่ประทับขององค์ฮองเฮาถูกทาด้วยสีเหลืองทองตัดแดงรูปสลักต่างๆ เป็รูปดอกไม้งดงามวิจิตร เฟยหลงก้าวเท้าลงมาจากเกี้ยวเหยียบบันไดทางเข้าปากอ้าค้างหวอ ดวงตามองไปรอบทิศอย่างทึ่งในความงามของพระตำหนักแม้เขาจะเคยเห็นมันมาแล้วในความทรงจำของฟางเซียนหากแต่ว่าความเป็จริงตำหนักแห่งนี้ดูโอ่อ่าอลังการมากกว่านั้น
“เอ๊ะ!”ร่างระหงอุทานเสียงหลงเอียงคอฉงน เพราะมีสิ่งหนึ่งที่ทำให้เฟยหลงต้องชะงักนิ่งก่อนเดินก้าวเท้าเข้าพระตำหนัก...
ผ้ายันต์สีเหลืองขนาดใหญ่แปะขวางทางเข้าหน้าประตูดูราวกับว่ามันมีไว้ป้องกันิญญาร้ายอย่างไรอย่างนั้น
“ใครกันที่เอาผ้าอุบาทนี่มาแปะขวางทาง”องค์ฮองเฮาผู้งดงามขมวดคิ้วเป็ปม ก่อนจะหันไปมองข้าทาสบริวารทั้งหลายทำให้ทุกคนขนลุกชันไปทั่วร่างรีบก้มลงคุกเข่าหัวโขกพื้น
“ทูลองค์ฮองเฮานี่คือผ้ายันต์กันิญญาร้ายพระราชทานโดยองค์ไทเฮา มีรับสั่งว่าให้องค์ฮองเฮาเดินผ่านผ้ายันต์นี้ ิญญาร้ายต่างๆ จะได้ไม่มากล้ำกรายพระองค์พ่ะย่ะค่ะ” ขันทีอ้วนกุลีกุจอตอบ ไขมันทั่วร่างกำลังกระเพื่อมตัวสั่นด้วยความกลัว
“โอ้ว!จะบอกเป็นัยว่าฉันคือผีร้ายอย่างนั้นรึ เป็ผีฮองเฮาที่ฟื้นจากความตายดูนี่นะ” จบประโยคเฟยหลงก็กัดริมฝีปากฉีกกระชากผ้ายันต์ผืนใหญ่จนขาดวิ่นั์ตาโกรธเกรี้ยวกระหายเื “ผีร้ายคงจะจับผ้ายันต์ไม่ได้หรอกจริงไหม?”
“กระหม่อมมิกล้าเพียงแค่ทำตามรับสั่งองค์ไทเฮาก็เท่านั้น ขอองค์ฮองเฮาอย่าทรงกริ้วพวกหม่อมฉันเลย”ขันทีอ้วนน้ำตาไหลนองหน้า สันหลังเย็นวาบััถึงความตาย “หลังจากที่พระองค์ตโดยต้องพิษ องค์ไทเฮาทรงเป็ห่วงพระองค์มากจึงพระราชทานผ้ายันต์ผืนนี้เพื่อขับไล่สิ่งอัปมงคลทั้งหมดให้สูญสลาย”
“เหรอ...ดีจังนะ ขอบพระทัยองค์ไทเฮาที่เป็ห่วง” ฮองเฮาฟางเซียนยิ้มะเืสยองพร้อมหันไปมองเหล่าข้าราชบริพารอีกครั้ง “โชคยังดีที่ข้าเป็คนจิตใจดีมิเช่นนั้น หัวของพวกเ้าได้หายไปหมดแล้ว”
“ขอบพระทัยที่ทรงกรุณาพวกหม่อมฉันขอองค์ฮองเฮาทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี” องครักษ์น้อยใหญ่เหล่านางใน นางกำนัลก้มกราบแนบเท้าเฟยหลง ทุกคนตัวสั่นงันงกเพราะบรรยากาศที่ทุกคนััได้ นี่ไม่ใช่องค์ฮองเฮาฟางเซียนคนเดิมอีกต่อไป
สองเท้าเรียวเล็กภายใต้อาภรณ์สีแดงลายัเหยียบย่างเข้าพระราชตำหนักดอกเหมยร่างระหงของฟางเซียนตรงดิ่งกลับห้องบรรทมด้วยใบหน้าเคร่งขรึม ไม่มีผู้ใดกล้าสบตา
มันเป็ละครฉากหนึ่งในแผนการที่เฟยหลงฉุกคิดขึ้นได้เพราะหากเขาไม่แสร้งทำตัวเฉกเช่นนี้ ชีวิตที่ฟางเซียนมอบให้อาจจบลงไม่สวยนักเพราะแต่เดิมกริยาที่ผู้อื่นเห็นฟางเซียนคือหญิงสาวผู้อ่อนต่อโลกท่าทางอ่อนแอจึงเป็การเปิดโอกาสให้ผู้ไม่หวังดีแทรกแซงกระทำการต่างๆ โดยไม่เห็นหัวหากแต่ว่าองค์ฮองเฮาในตอนนี้ ไม่มีใครกล้าคิดรังแกนางได้อีกแล้ว...
“จะมีใครที่เราไว้ใจได้หรือเปล่านะมองไปทางไหนก็เหมือนคนของอีกฝ่ายที่ส่งมาลอบฆ่าเราทั้งนั้น” ใบหน้าสวยคมบ่นพึมพำกับตัวเองขึ้นเบาๆพลันทิ้งตัวเอนหลังบนเตียงไม้ขนาดใหญ่ที่ตกแต่งอย่างสวยงาม
“เตียงก็สวยดีอยู่หรอกแต่แข็งชะมัดยาด” หญิงสาวนอนกลิ้งไปมาก่อนเหลือบไปเห็นกระจกทองเหลืองที่ปรากฏฉายเงาร่างของตัวเองอยู่“โอ้โฮ! ฟางเซียน...เธอนี่โคตรสวยเลยเนอะ ไม่มีที่ติเลย ไปเป็ไอดอลได้เลยนะเนี่ย”
“ฝ่าาเสด็จ”เฟยหลงสะดุ้งโหยง เมื่อได้ยินเสียงหัวหน้าขันทีหน้าพระตำหนักดอกเหมยะโก้องร่างระหงรีบลุกขึ้นมาจัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อย พลันคิดในใจว่า ‘จะมาทำไมวะ ดึกดื่นป่านนี้’ ดวงหน้าคมได้รูปเกาศีรษะยกใหญ่
ใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่ง...เงาร่างในชุดสีเหลืองลายัก็ก้าวเท้าเหยียบย่างเข้ามาในห้องบรรทมของฟางเซียนด้วยสีหน้าเข้มขรึมั์ตาบอกบุญไม่รับ
“ทุกคนออกไปก่อน”ร่างสูงใบหน้าหล่อเหลาทำไม้ทำมือเป็เชิงตรัสรับสั่ง ขณะที่เฟยหลงรีบโค้งคำนับตามมารยาทด้วยความทรงจำของฟางเซียน“ถวายพระพรเพคะ ฝ่าา”
เหล่าข้าราชบริพารกุลีกุจอหลบหน้าหายไปที่โถงทางออกก่อนปิดประตูห้องบรรทมปล่อยให้เฟยหลงอยู่กับองค์ฮ่องเต้สองต่อสอง
เฟยหลงเริ่มหน้าแดงก่ำในใจคิดว่า ‘หรือฮ่องเต้จะมาทำเื่อย่างว่ากับเรากันนะก็แน่ล่ะ! เราอยู่ในร่างเมียของเขานี่หว่า เวรแล้ว’
ทว่า...
“จัดฉากตบตาสร้างเื่” บุรุษใบหน้าหล่อเหลาดวงหน้าเกลี้ยงเกลาเอ่ยปากน้ำเสียงเย้ยหยัน“แผนใหม่ของเ้ารึฟางเซียน แสร้งทำเป็ตาย เรียกร้องความสนใจ?”
เฟยหลงหูผึ่งกำหมัดแน่น เพราะคิดไม่ถึงมาก่อนว่าองค์ฮ่องเต้สามีของฟางเซียนจะเอ่ยคำพูดเฉกเช่นนี้ออกมาได้
“ต้องพิษสลายิญญาหากเป็เช่นนั้นจริง เ้าจักมายืนอยู่ตรงนี้ได้อย่างไรใครต่างก็รู้ว่ายาพิษขั้นสรรพยุทธรุนแรงแค่ไหนหากไม่ใช่ระดับเทวะก็แก้พิษด้วยตนเองไม่ได้” ชายหนุ่มในชุดัสีเหลืองทองนั่งลงบนเก้าอี้พร้อมยกขาข้างหนึ่งขึ้นไขว่ห้าง“อยากให้ข้าเป็ห่วงรึ อยากให้ข้ามานอนเฝ้าเ้าอย่างนั้นรึั้แ่มีพิธีอภิเษกสมรสกันมา ข้าไม่เคยคิดที่จะแตะต้องตัวเ้าแม้แต่น้อย”
“ฝะฝ่าา”เฟยหลงพยายามจะอธิบาย ฟันกรามขบแน่นจนใบหน้าเหยเก “เื่ที่เกิดขึ้นนั้น คือเื่จริงนะเพคะ”
“ฉายาหญิงงามที่สุดในอาณาจักรมันก็เพียงรูปกายภายนอกของเ้าเท่านั้นแหละสำหรับข้าความสวยมันก็เพียงมายา แต่สติปัญญากับพลังยุทธต่างหากที่น่าสนใจ ส่วนเ้า...ไม่มีทั้งสติปัญญา หรือแม้แต่พลังยุทธถ้าไม่มีพลังในการพยากรณ์ก็ไม่ต่างอะไรจากหญิงสาวชาวบ้านธรรมดาเลยสักนิดหยุดสร้างเื่เรียกร้องความสนใจได้แล้ว เราต่างก็รู้... พวกเราสมรสกันเพราะเกมการเมือง!” องค์ฮ่องเต้พูดสาธยายยาวยืด หน้าตาเรียบเฉยไม่มองแม้แต่ใบหน้าของอีกฝ่าย
“ตรัสจบหรือยังเพคะฝ่าา” องค์ฮองเฮาฟางเซียนเริ่มมีเส้นเืปูดโปนทั่วขมับแบบโกรธจัดเพราะคู่สนทนาไม่ยอมแม้แต่จะรับฟังเสียงของเธอเลยสักนิด “ฝ่าามาก็ดีแล้วหม่อมฉันมีคำพยากรณ์จากดวงดาวจะทำนายให้ทรงทราบ”
องค์ฮ่องเต้ขมวดคิ้วเป็ปมพร้อมทำมือเปินเชิงบอกให้อีกฝ่ายรีบพูดให้จบ “ว่ามา”
“คำทำนายจากดวงดาวในครั้งนี้ขอทำนายว่าสักวันหนึ่ง กษัตริย์์บุตรั จะต้องก้มลงกราบแนบเท้าสตรีแห่งดวงดาวเพื่อทวงคืนบัลลังก์แต่ไม่ว่าจะกราบแนบเท้าจนหลั่งน้ำตาไหลเป็สายเื สตรีแห่งดวงดาวก็มิอาจให้อภัยได้จักต้องกราบถึงสามครั้ง พระนางถึงจะยอมช่วยเหลือ”
“สามหาว”จักรพรรดิแห่งฉีลุกขึ้นยืนแบบเดือดดาล ใบหน้าคมคายหันไปจ้องมองสตรีเพศเบื้องหน้าด้วยแววตาเปี่ยมโทสะสองมือกำหมัดแน่น ตาเหลือกแทบจะถลน
โปรดติดตามตอนต่อไป...