"ท่านรออยู่ตรงนี้ข้าจะไปจัดยาให้"
หมิงเป่าจูรั้งสายตากลับมาแล้วกล่าวกับผู้เป็นภรรยา นางรีบกล่าวขอบคุณ
ไม่นานนัก หมิงเป่าจูก็เดินออกมาพร้อมกับห่อยาที่ห่ออย่างดีแล้วส่งมอบให้กับสตรีผู้นั้น
"กินเรียงจากบนลงล่างกลับไปต้มด้วยไฟอ่อนๆ ครึ่งชั่วยาม[1]ดื่มหลังอาหารเช้าทุกวัน ยาหมดแล้วอาการป่วยของสามีท่านก็จะหายเป็นปกติ"
สมุนไพรที่นางหยิบให้มีทั้งหมดสามห่อห่อบนสุดเป็นกระดาษแผ่นเล็กๆ แบนๆ สำหรับขับและฆ่าพยาธิ ปริมาณมากพอสำหรับรับประทานหนึ่งวัน
ส่วนห่อที่อยู่ตรงกลางสำหรับบำรุงเลือดและเสริมพลังบุรุษผู้นั้นเสียเลือดมาก หากไม่บำรุงเลือดให้ทันท่วงที อาจเกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมาได้
ส่วนห่อที่อยู่ล่างสุดเป็นสมุนไพรบำรุงร่างกายบำรุงอวัยวะภายในทั้งห้า เสริมสร้างความแข็งแรงให้ร่างกาย ตอนนี้อาการป่วยทำให้ภูมิคุ้มกันของบุรุษผู้นี้อ่อนแออย่างมาก
ประกอบกับปลิงอยู่ในร่างกายของเขามาระยะหนึ่งแล้วอวัยวะภายในทั้งห้าจึงได้รับความเสียหายในระดับที่แตกต่างกัน จำเป็นต้องบำรุงดูแลให้ทันท่วงทีจึงจะรักษาได้อย่างตรงจุด
"นอกจากนี้ควรกินพุทรา ผักโขม ผักปวยเล้ง เห็ดหูหนูดำ ฯลฯ เพื่อบำรุงเลือดลม" หมิงเป่าจูนึกขึ้นได้จึงกล่าวเสริม
ด้วยคำนึงถึงข้อจำกัดของพวกเขานางจึงแนะนำเฉพาะของที่หาได้ทั่วไป ราคาถูก หาได้ตามท้องไร่ท้องนา ในตลาดก็มี ราคาไม่แพง
"ขอบพระคุณท่านหมอหมิงขอบพระคุณท่านหมอหมิงเจ้าค่ะ!" ภรรยาของเขาน้ำตาไหลพรากด้วยความซาบซึ้งใจ
หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ชายผู้นั้นได้ดื่มน้ำตาลทรายแดงเข้มข้นเข้าไป กำลังวังชาก็พอฟื้นขึ้นมาบ้างแล้ว แม้จะพูดไม่ได้แต่ก็ผงกศีรษะและประสานมือโค้งคำนับแทนคำขอบคุณไม่หยุดหย่อน
"ไม่ต้องขอบคุณข้าหรอกข้าเองก็มีแผนการไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว" หมิงเป่าจูกล่าวพลางยิ้มบางๆ
ในเมื่อป่าวประกาศไปแล้วมีโอกาสแสดงทักษะการแพทย์ของตนเองเป็นที่รู้จักทั้งที แล้วไยนางจะไม่ทำเล่า
ภรรยาของชายผู้นั้นนึกฉงนแต่ยังไม่ทันเอ่ยปากถาม ก็มีคนเดินเข้ามาหา หมิงเป่าจูจึงอธิบายความหมายของตนเองด้วยการกระทำ
"ท่านหมอหมิงช่วงนี้ข้าปวดหัวบ่อย ท่านช่วยดูอาการให้ข้าหน่อยได้หรือไม่ นี่... นี่ใบปลิวที่ข้าเพิ่งได้รับเมื่อวานซืน!"
หญิงชราเดินเข้ามาใกล้ยื่นใบปลิวในมือให้หมิงเป่าจูดู
หมิงเป่าจูยิ้มอย่างอ่อนโยน"ได้สิ เชิญด้านในเถิด อยู่ข้างนอกนี้อาจไม่สะดวก"
กล่าวจบก็พยักหน้าให้กับภรรยาของชายผู้นั้นเป็นเชิงบอกลาจากนั้นก็พาหญิงชราเข้าไปในโรงหมอ มุ่งตรงไปยังโต๊ะที่จัดไว้สำหรับตรวจคนไข้ หญิงชราจึงยื่นข้อมือออกมาให้หมิงเป่าจูตรวจชีพจร
ภรรยาของบุรุษผู้นั้นเห็นดังนั้นก็เข้าใจในทันที
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง
ท่านหมอหมิงพิสูจน์ทักษะการแพทย์ของตนเองผ่านการรักษาพวกเขาทำให้ผู้คนที่มุงดูอยู่รอบๆได้เห็นความสามารถของตนเองและเกิดความเชื่อมั่น
ครั้นเห็นว่ามีคนเข้าไปเป็นคนแรกผู้คนรอบๆ ต่างก็เบียดเสียดไปที่หน้าประตูโรงหมอ ยื่นใบปลิวในมือ พลางร้องเรียกให้ท่านหมอหมิงตรวจให้บ้าง
"ทุกท่านโปรดต่อแถวเข้ามาทีละคน!"
หลี่อวิ๋นช่วยตะโกนเรียกและจัดแถวให้ผู้คนที่หน้าประตูโรงหมอส่วนหมิงเป่าอวี้ก็เข้าไปเก็บกวาดทำความสะอาดของสกปรก และกระโถนที่อยู่บนพื้น
ก่อนหน้านี้หมิงเป่าจูนำเตียงที่ได้มาจากร้านขายเครื่องเรือนมาวางไว้ในห้องด้านในของโรงหมอเพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับคนป่วยที่หมดสติ ใช้นอนพักผ่อน
ตอนนี้หลี่ต้าเหนียงกำลังนอนหลับอยู่ด้านในอู๋ซิ่วไฉได้ยินเสียงคนเอะอะอยู่ข้างนอก จึงเดินออกมาดู ไม่คิดว่าจะได้เห็นภาพเช่นนี้
เขาเดินไปยืนอยู่ข้างๆหมิงเป่าจู รอกระทั่งนางตรวจคนไข้เสร็จ เงยหน้าขึ้นมาก็ยิ้มให้นาง
"หลี่ต้าเหนียงเป็นอย่างไรบ้าง"หมิงเป่าจูเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตนเองลืมหลี่ต้าเหนียงไปเสียสนิท
"ไม่มีปัญหาเพิ่งฟื้นขึ้นมาเมื่อครู่นี้ แล้วก็หลับต่อแล้ว" อู๋ซิ่วไฉกล่าว
หลี่ต้าเหนียงตกใจไม่เบาจริงๆพอรู้สึกตัวขึ้นมาก็ไม่เป็นอะไรแล้ว เพียงแต่นางอายุมาก จึงง่วงนอนและนอนหลับต่ออีกครู่หนึ่ง
"ข้าช่วยเจ้าจดบัญชีก็แล้วกัน"
อู๋ซิ่วไฉเห็นหมิงเป่าจูตรวจคนไข้เสร็จก็ต้องจ่ายยา จัดยา แล้วก็บันทึกลงบัญชีอีก งานยุ่งมาก ครั้นจะยืนมองอยู่เฉยๆ ก็รู้สึกเกรงใจ
ยิ่งไปกว่านั้นมารดาของตนเองยังนอนพักอยู่ในโรงหมอของผู้อื่นตนเองจะอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไรเลยก็กระไรอยู่ จึงคิดอยากจะช่วยเหลือเท่าที่จะทำได้ อีกอย่างเขาก็เต็มใจช่วยอยู่แล้ว
"เช่นนั้นก็ขอบคุณมาก"
หมิงเป่าจูเงยหน้าขึ้นยิ้มน้อยๆขณะที่กำลังพูดก็มีคนไข้มานั่งที่โต๊ะฝั่งตรงข้ามพอดี นางจึงหันไปสนใจคนไข้ต่อ ไม่ได้มองอู๋ซิ่วไฉอีก
แต่อู๋ซิ่วไฉกลับถูกรอยยิ้มที่งดงามสดใสในชั่วพริบตานั้นสะกดไว้จนตาลายหัวใจเต้นระรัวเขารีบปรับอารมณ์ให้สงบ ก่อนหันหลังเดินไปที่โต๊ะบัญชี
หลี่ไหวฺอวี้เพิ่งกลับมาจากศาลเห็นผู้คนต่อแถวยาวเหยียดอยู่หน้าโรงหมอก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจแม้แต่กระผีก
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไปในโรงหมอก็เห็นภาพหมิงเป่าจูเงยหน้ายิ้มน้อยๆส่วนอู๋ซิ่วไฉก็ก้มมองด้วยสีหน้าเหม่อลอย
ใบหน้าของเขาขรึมลงโดยพลันเอนกายพิงกรอบประตู จ้องมองอู๋ซิ่วไฉที่กำลังก้มหน้าก้มตาจดบัญชีอยู่ครู่หนึ่ง สลับกับมองหมิงเป่าจูพลางข่มความหงุดหงิดในใจ
บังเอิญหมิงเป่าจูเงยหน้าขึ้นมาสบตากับหลี่ไหวฺอวี้ที่ยืนทำหน้าบึ้งตึงอยู่ที่หน้าประตูนางจึงเลิกคิ้วเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร
ก่อนรั้งสายตากลับไปพลันเหลือบไปเห็นมุมซองจดหมายโผล่ออกมาจากอกเสื้อของหลี่ไหวฺอวี้เข้าพอดีก็รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง แต่เพราะมีคนไข้มานั่งรออยู่ตรงหน้า จึงต้องละความสนใจจากเรื่องนี้ไปก่อน
หลี่ไหวฺอวี้ยืนมองอยู่ครู่หนึ่งก็เห็นว่าไม่มีอะไรให้ตนเองต้องทำ จึงลุกขึ้นยืนตัวตรงแล้วเดินไปยังเรือนด้านหลัง
ทุกคนในโรงหมอกำลังง่วนอยู่กับการทำงานมีเพียงเรือนด้านหลังที่เงียบสงบไร้ผู้คน หลี่ไหวฺอวี้จึงเลิกชายเสื้อขึ้น นั่งลงบนขอบบ่อน้ำอย่างไม่อินังขังขอบแล้วหยิบซองจดหมายในอกเสื้อออกมา
เขามองไปที่ตัวอักษร"นายท่านโปรดเปิดอ่าน" บนซองจดหมายด้วยสายตาเรียบเฉย จากนั้นก็ฉีกซองออกนำจดหมายข้างในออกมา กวาดตาอ่านอย่างรวดเร็วที่สุด
ทว่ายิ่งอ่าน สีหน้าของเขาก็ยิ่งดำทะมึนจนในที่สุดก็ขยำจดหมายในมือจนเป็นก้อนกลม
บัดนั้น รอบตัวของหลี่ไหวฺอวี้ราวกับถูกปกคลุมด้วยเปลวไฟสีดำอึมครึม มืดมน และกริ้วโกรธกระสับกระส่าย
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งไฟโทสะค่อยๆ มอดดับลง ถึงลุกขึ้นยืน เดินตรงไปที่ห้องครัว ไฟที่หมิงเป่าอวี้ใช้ต้มน้ำตาลทรายแดงยังไม่มอดดับสนิท
เขาโยนซองและจดหมายลงในเตามองดูเปลวไฟริบหรี่ที่ได้รับเชื้อไฟจากจดหมายลุกโชนขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เผาไหม้จนกลายเป็นเถ้าธุลีไปในที่สุดจึงก้าวเท้าออกจากห้องครัว
"ท่านทำอะไร"
หมิงเป่าจูตามหาหลี่ไหวฺอวี้ไปทั่วลานด้านหลังแต่ไม่พบกลับเห็นเขากำลังเดินออกมาจากห้องครัว จึงเข้าไปถาม
"หิวน้ำ ข้าหาอะไรกินนิดหน่อย"
หลี่ไหวฺอวี้ชะงักไปครู่หนึ่งรู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูก แต่แสร้งทำเป็นไม่รู้ร้อนรู้หนาวตอบออกไป
"เห็นตอนท่านกลับมาเหมือนจะถือจดหมายมาด้วยมิใช่หรือ"
หมิงเป่าจูเดินเข้าไปใกล้ๆจ้องมองไปที่หน้าอกของเขาซึ่งว่างเปล่า ไม่เห็นแม้แต่เงาของซองจดหมาย นางจึงยื่นมือออกไปแตะเบาๆ
แข็งราวกับก้อนหินแต่เป็นความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อ ไม่ได้มีความรู้สึกเหมือนสัมผัสกระดาษ ขณะกำลังจะชักมือกลับก็ถูกหลี่ไหวฺอวี้คว้ามือเอาไว้
"หรือว่าอายุมากแล้วสายตาเลยฝ้าฟาง" หลี่ไหวฺอวี้เอียงศีรษะเล็กน้อย มองนางด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
"ไม่อยากบอกก็ไม่เป็นไร"
หัวใจของหมิงเป่าจูกระตุกวูบเมื่อเห็นรอยยิ้มของเขาจึงพยายามชักมือกลับ อายุมากแล้วอย่างนั้นรึ ท่านต่างหากเล่าที่อายุมาก!
"ข้าว่าเจ้าแค่อยากกินเต้าหู้[2]ของข้ามากกว่า" หลี่ไหวฺอวี้มองนางด้วยสายตาเจ้าเล่ห์
"ท่านมีอะไรน่าอร่อยนักหรือหากจะกินไม่สู้กินของเสี่ยวอวิ๋นดีกว่า!" หมิงเป่าจูถลึงตาโต้กลับอย่างไม่ยอมแพ้
"ไม่ยุ่งแล้วหรือ"หลี่ไหวฺอวี้ถาม
"ยุ่งสิ แค่เป็นห่วงท่านถึงเข้ามาดูเสียหน่อย"
เมื่อครู่นางเห็นสีหน้าของเขาย่ำแย่อย่างยิ่งทำให้นางไม่มีสมาธิตรวจคนไข้ จึงบอกให้รอสักครู่ แล้วเดินออกมาหาเขา
ใครจะรู้ว่าจะไม่ได้ความจริงจากปากคนผู้นี้สักประโยครู้อย่างนี้คงไม่มาหาตั้งแต่แรก
หลี่ไหวฺอวี้ได้ยินถ้อยคำดังกล่าวก็รู้สึกว่ามีบางอย่างกำลังปะทุขึ้นมาในอกเป็นระลอก
เชิงอรรถ
[1] ครึ่งชั่วยาม(半个时辰) เท่ากับ1 ชั่วโมง
[2] กินเต้าหู้(吃豆腐) สื่อความหมายว่าแตะเนื้อต้องตัวผู้อื่นด้วยเจตนาลวนลาม