เหลียงหรูเยียนฮูหยินแห่งตระกูลไป๋ค่อยๆ ลุกขึ้น นางถอนหายใจด้วยความโล่งอก
นางทราบดีว่าวันนี้หยางเพ่ยเพ่ยได้เชื้อเชิญขุนนางท่านอื่นมาด้วย ในตอนที่รอให้กู้หวาจิงเข้ามาสารภาพพวกเขาก็จะนั่งฟังอยู่ด้านหลังฉากบังลม เพื่อเป็ประจักษ์พยานในความผิดครั้งนี้ของกู้หวาจิง
หากกู้หวาจิงไม่ยอมรับผิด คงต้องทำตามวิธีการของฮูหยินผู้เฒ่า กู้หวาจิงอาจจะตรอมใจ ‘ป่วยตายเพราะพิษไข้’ ในตระกูลไป๋จริงๆ ก็เป็ได้ ทว่าหากนางยอมรับผิด หน่วยงานราชการของแผ่นดินจะเป็ผู้จัดการเื่นี้ เมื่อถึงเวลานั้นตระกูลไป๋ก็จะมีสะใภ้ที่โดนขับออกไปอย่างถูกต้องตามทำนองคลองธรรม หลังจากนี้ตระกูลกู้จะต้องคิดหาทางสร้างความวุ่นวายอีกครั้ง แต่ถ้ามีคำสารภาพผิดของกู้หวาจิง ก็คงจะทำได้ไม่ง่ายนัก
เหลียงหรูเยียนแท้จริงแล้วมีนิสัยอ่อนโยน นางคอยสังเกตติดตามกู้หวาจิงเสมอ แม้จะรู้ว่ากู้หวาจิงใช้อุบายเพื่อที่จะแต่งงานเข้ามา แต่นางก็ไม่ได้ติดใจอะไร
ทว่าฮูหยินผู้เฒ่าไม่ชอบกู้หวาจิง ทั้งยังเกลียดนางจากก้นบึ้งของหัวใจ ตนจึงทำได้แค่เฉยชาใส่เท่านั้น
ในวันนี้เดิมทีคิดว่าหากขับกู้หวาจิงออกไปก็ดี อย่างน้อยแล้ว นางก็ยังคงสามารถรักษาชีวิตเอาไว้ได้
อย่างไรก็ตามเหลียงหรูเยียนตอนนี้เกรงกลัวว่าจะต้องมีปากเสียงกับฮูหยินผู้เฒ่า ฟังจากน้ำเสียงของฮูหยินผู้เฒ่าแล้วนั้น หลังจากนี้วางแผนบีบบังคับให้กู้หวาจิงยอมรับผิดแล้ว นางคงไม่ยอมปล่อยคนไปเป็แน่
…
กู้หวาจิงถูกส่งตัวกลับมายังเรือน ดวงตาปิดสนิท ริมฝีปากขาวซีด ท่าทางราวกับคนได้ตายไปแล้ว แต่เมื่อชายรับใช้ออกไป นางก็ลืมตาขึ้นมาในทันที
เหนือศีรษะของนางยังคงเป็ผ้าม่านเตียงสีม่วงอ่อนผืนนั้น ทว่าสีอ่อนจางของผ้าก็ยังทำให้นางแสบตา
หลังของนางเปียกชื้น ฟันกระทบกันเพราะความหนาวเย็น ตนไม่น่าประมาทเลย!
กู้หวาจิงรู้ดีว่าร่างกายของนางตอนนี้ยังไม่เหมาะที่จะออกไปไหน หากเป็เมื่อก่อนคงนอนดูละครโทรทัศน์เปิดเพลงฟังอย่างสบายใจ ทำไมวันนี้นางถึงกล้าไปยังเรือนใหญ่โดยไม่เตรียมตัวอะไรไปเลยได้
ในห้องไร้ผู้คน เถียนหมอมอคงอยู่ข้างนอก นางยันกายลุกขึ้นนั่ง เดินไปยังโต๊ะหยิบน้ำขึ้นมาดื่ม น้ำชาเย็นชืดขมฝาด พวกนางอยู่ในเรือนหลังนี้ก็ต้องช่วยเหลือตัวเองให้ได้
ตระกูลไป๋คงเฝ้ารอวันให้นางตายไป ก่อนหน้านี้นางก็เกือบจะป่วยตายไปอยู่แล้ว พวกเขาคงยินดีพร้อมใจให้เป็เช่นนั้น หากจะทำให้พวกเขาพอใจต้องรีบออกจากตระกูลไป๋สินะ พวกเขาไม่กลัวว่านางจะกลับไปร้องห่มร้องไห้กับตระกูลกู้แล้วหลังจากนั้นจะกลับมาแก้แค้นบ้างเลยหรือ
เมื่อมาลองคิดดู ตระกูลไป๋ตลอดหลายปีมานี้สามารถปกปิดเื่ราวมาได้นานขนาดนี้เชียวหรือ หากเป็เช่นนั้นพวกเขาต้องไม่ยอมปล่อยให้เื่นี้เกิดขึ้นเป็แน่
ถ้าเช่นนั้นแล้ว ความรักที่มีต่อไป๋หลิงเทียนคงจะไม่พอที่จะทำให้นางนิ่งเฉยได้ วิธีที่ดีที่สุดก็คือ ต้องทำให้คนคนนั้นอ้าปากพูดไม่ได้อีกต่อไป...
กู้หวาจิงมือสั่น ในใจรู้สึกลนลาน คิดว่าตัวอาจจะหนีไม่ได้อีกครั้ง
“โธ่...”
ทันทีที่นางหันกลับไป ก็พบว่าเถียนหมอมอกำลังมองมายังนางด้วยความกังวล
“คุณหนู ข้าใกลัวแทบแย่ ข้าคิดว่าท่านอาการทรุดลงอีก นี่ท่านเป็...”
กู้หวาจิงส่ายหัวเบาๆ วิธีการคิดของนางแตกต่างกับเถียนหมอมอ เถียนหมอมอตลอดชีวิตเคยชินกับการปฏิบัติตามคำสั่ง การที่เวลานี้อีกฝ่ายตื่นใจึงเป็เื่ปกติ
นางดึงเก้าอี้ เพื่อให้เถียนหมอมอนั่งลงข้างกาย
“หมอมอ มีข่าวคราวอันใดจากตระกูลกู้บ้าง”
“คุณหนูวางใจเถิด ตระกูลไป๋แม้จะเตรียมการป้องกันไว้มากมาย แต่ข้าก็หาช่องโหว่จนเจอ หากไม่มีอะไรผิดพลาด อีกเพียงสองวันเท่านั้น ตระกูลกู้ก็จะได้รับสารเ้าค่ะ”
กู้หวาจิงถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก อีกแค่สองวัน นางแค่เพียงต้องอดทนอีกสองวันเท่านั้น...
นางเพิ่งรู้ตัวว่าอาจเป็เพราะปาฏิหาริย์ที่ทำให้นางสามารถมีชีวิตได้อีกครั้ง แต่ถึงจะมีมากมายหลายชีวิตก็ไม่ได้หมายความว่านางจะนอนหนุนหมอนให้สูงขึ้นได้[1]!
หากไม่คอยระแวดระวัง ในไม่กี่นาทีอาจจะเป็อันตรายไปอีกครั้ง นั่นต้องไม่ดีเป็แน่!
ในตระกูลไป๋นางและเถียนหมอมอเป็เพียงบุคคลแปลกหน้าจากตระกูลอื่นเท่านั้น หากตระกูลไป๋อยากจะเอาชนะ เด็กสาวที่แต่งเข้ามาในตระกูลไป๋จะต่อกรได้อย่างไร แน่นอนว่าไม่มีทาง!
กู้หวาจิงทราบดีว่า แม้ตระกูลไป๋จะดีหรือเลวทรามเพียงใดแต่ก็ยังมีหน้ามีตาในสังคมค่อนข้างมากทีเดียว คนในเรือนรับราชการแผ่นดิน เช่นนั้นแล้วแม้ว่าพวกเขาจะเกลียดนางมากขนาดไหน ก็ไม่สามารถทำร้ายนางจนตายได้โดยไม่คำนึงถึงชื่อเสียง ไม่เช่นนั้นนางคงไม่รอดมาถึงสามปี
ดังนั้นสิ่งที่นางต้องทำคือแสร้งป่วย ไม่ต้องยอมรับและไม่ต้องแก้ต่างอะไร แค่รอให้คนของตระกูลกู้มาก็พอ
“หมอมอ สองวันนี้ให้บอกว่าข้ายังไม่หายดี และยังไม่สามารถฟื้นฟูร่างกายได้ หากมีใครมาให้กล่าวไปตามนั้น พวกเราไม่จำเป็ต้องไปพูดอะไรต่อหน้าพวกนางอีก แค่รอคอยให้คนของตระกูลกู้มาก็พอ”
“ข้าเข้าใจแล้วเ้าค่ะ”
…
เถียนหมอมอยังคงพึ่งพาได้เช่นเดิม หลังจากนั้นนางจึงไปเคี่ยวยาอีกครั้ง เคี่ยวจนในเรือนเต็มไปด้วยกลิ่นของยา
เถียนหมอมอแสร้งทำว่ากู้หวาจิงป่วยหนัก นางทั้งร้องไห้และขอร้องให้บ่าวรับใช้ของตระกูลไป๋ที่อยู่ตรงหน้าประตูเรือน ไปตามท่านหมอสักคนมาดูอาการ ด้วยท่าทางเจียมเนื้อเจียมตัวและน่าสงสารจนเ็ปหัวใจ
บ่าวรับใช้เมื่อเห็นท่าทีเช่นนั้นจึงเกิดความลังเลใจ อย่างไรก็ตามฮูหยินผู้เฒ่าก็มิชอบพวกคนตระกูลกู้ และพวกเขาเองยามปกติก็ไม่ค่อยจะวางใจนัก ในที่สุดจึงเมินเฉยท่าทางทุกข์ร้อนของพวกนาง นำเหตุการณ์นี้ไปแจ้งแก่หยางเพ่ยเพ่ย
“ดูท่าแล้วจะยังไม่หายดีจริงๆ”
หยางเพ่ยเพ่ยเอนกายลงบนเตียงดอกหลีฮวา[2] ปลายเล็บที่ย้อมไปด้วยสีของดอกเซียนหงส์กำลังเด็ดผลไม้ผลหนึ่งส่งเข้าปากด้วยท่าทีสบายใจ
“ช่างน่าเบื่อเสียจริง แต่เดิมคิดว่าวันนี้จะได้จัดการเื่นี้ให้เรียบร้อย เฮ้อ ดูท่าแล้วคงต้องรอไปอีกสองวัน”
“เพ่ยเพ่ย ในเวลานี้ดูเหมือนท่านย่า้าจะกำจัดตระกูลกู้ออกไป แต่ดูเหมือนท่านแม่จะไม่ค่อยเห็นด้วยนัก...”
ไป๋หลิงเฟิงคุณชายใหญ่ตระกูลไป๋เอ่ยขึ้นด้วยความลังเลใจ เขาค่อนข้างจะโอนอ่อนตามมารดา ไม่้าไปยุแหย่มารดาให้อารมณ์ไม่ดีด้วยเื่ของน้องรอง
“คุณชายของข้า! ไฉนท่านถึงเลอะเลือนได้เช่นนี้!”
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/f76a431cff2b24d74f8d84186b87e2b9
[1] อุปมาว่า นอนหลับสบายโดยไม่ต้องไปกลัวภัยใดๆ ทั้งสิ้น
[2] ดอกแพร์