บทที่ 27 เหตุการณ์ผันผวน
"พวกเขาส่งมาว่าอะไรเหรอ?" ซูจงจวินสังเกตเห็นความผิดปกติของเธอถาม
เนื่องจากมีเสี่ยวจางอยู่ข้าง ๆ ซ่งเฉียวจึงต้องส่งให้ซูจงจวินอ่าน ในนั้นครอบครัวซ่งถามถึงการใช้ชีวิตของซ่งเฉียวบนเกาะว่าเป็อย่างไรบ้าง? แม่เตือนเธอไม่ให้ดื้อรั้น ตอนนี้การใช้ชีวิตที่ดีกับซูจงจวินเป็เื่สำคัญที่สุด และถือโอกาสนี้เล่าว่าบ้านของพี่สะใภ้หลินเชียนมีเื่ อยากให้หลินเชี่ยนขึ้นมาหลบภัยบนเกาะสักพัก
"คุณรู้เื่สถานการณ์ที่บ้านพี่สะใภ้คุณไหม?" ซูจงจวินถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ซ่งเฉียวส่ายหน้า แสดงความโกรธต่อการวิพากษ์วิจารณ์ของกลุ่มยุวชนแดง "นี่มันเื่ไร้สาระสิ้นดี คุณปู่เสียชีวิตั้แ่อายุไม่ถึงห้าสิบ เื่ที่โม้ตอนหนุ่ม ๆ จะเอามาเป็จริงเป็จังได้ยังไง?"
ที่แท้คุณปู่ของหลินเชี่ยนเคยเป็พ่อบ้านให้กับครอบครัวนายทุนตอนยังหนุ่ม หลังลาออกกลับบ้านเกิดก็มักจะเล่าถึงความหรูหราโอ่อ่าในบ้านเศรษฐีให้คนอื่นฟัง ตอนนี้พวกปฏิวัติในเมืองหงซิงจึงยึดเื่นี้มาโจมตีครอบครัวของหลินเชี่ยน
เื่นี้อาจจะเป็เื่ใหญ่หรือเล็กก็ได้ ครอบครัวซ่งคิดว่าพอสืบหาความจริงได้แล้ว ครอบครัวหลินก็คงไม่มีปัญหา แต่ระหว่างนี้คงหลีกเลี่ยงการโดนวิพากษ์วิจารณ์และการเดินขบวนไม่ได้ จึงหวังว่าซ่งเฉียวและสามีจะช่วยรับหลินเชี่ยนไว้สักพัก
"คนในเมืองหงซิงกลายเป็คนไร้วัฒนธรรมขนาดนี้ั้แ่เมื่อไหร่?" ซูจงจวินเลิกคิ้วอย่างดูแคลนขณะอ่านเนื้อหาในจดหมาย "ในเมื่อทำงานในบ้านชนชั้นนายทุน ก็เป็ฝ่ายถูกเอารัดเอาเปรียบไม่ใช่เหรอ? แล้วจะกลายเป็สมุนของชนชั้นนายทุนได้ยังไง?"
ซ่งเฉียวหัวเราะเบา ๆ พวกปฏิวัติพวกนี้ล้วนเป็คนหนุ่มสาว ก็แค่อิจฉาที่ครอบครัวซ่งและหลินมีชีวิตความเป็อยู่ที่ดีเท่านั้นเอง
"แล้วพี่สะใภ้ของฉันล่ะ?" ซ่งเฉียวไม่อยากรบกวนซูจงจวินด้วยเื่ครอบครัว แต่เื่นี้ไม่ใช่เื่เล็ก เธออยากช่วยพี่สะใภ้และคนอื่น ๆ
"เสี่ยวจาง ไปตอบกลับหน่วยสื่อสารว่าให้ทำตามที่พวกเขา้า ถ้า้าให้กองทัพออกหนังสือรับรองหรือจดหมายแนะนำอะไร บอกพวกเรามาได้เลย"
ซูจงจวินมีสีหน้าเคร่งขรึม น้ำเสียงแฝงไปด้วยความเด็ดขาดที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ซ่งเฉียวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ มองดูจนใจเต้นแรง ผ่านไปครู่หนึ่งถึงได้สติ เอ่ยขอบคุณซูจงจวินเบา ๆ
"ยังไงก็คนในครอบครัวเดียวกัน ไม่ต้องขอบคุณหรอก"
คำว่าคนในครอบครัวเดียวกันของเขา ทำให้ซ่งเฉียวเงยหน้าขึ้นมองอย่างตกตะลึง หัวใจเต้นรัวอีกครั้ง
"กลับกันก่อนเถอะ ยังต้องทำความสะอาดบ้านอีก" ซูจงจวินบังคับตัวเองให้เพิกเฉยต่อดวงตาเป็ประกายของซ่งเฉียว แล้วเดินนำไปก่อน
...
หลังจัดเรียงเฟอร์นิเจอร์เสร็จ บ้านหลังนี้ก็ดูมีชีวิตชีวามีความเป็บ้านในที่สุด ซ่งเฉียววางแก้วน้ำที่ใช้ดื่มประจำวันไว้ในตู้เก็บเหล้า แล้วถอยออกมา พลางยืนชื่นชมอย่างเงียบ ๆ
ซูจงจวินที่เดินลงบันไดมาเห็นภาพนั้นเข้า จึงพูดขึ้นอย่างกะทันหัน "คุณไม่รู้สึกรำคาญบ้างเหรอ? ตอนจะดื่มน้ำยังต้องเดินไปหยิบอีก"
เนื่องจากเขายอมให้พี่สะใภ้มาอยู่ด้วยได้ ซ่งเฉียวจึงไม่โต้เถียงกับชายหนุ่ม แต่เธอก็ยังพึมพำอย่างผิดหวังว่า "ถ้าได้ซื้อแก้วน้ำสวย ๆ ก็คงดีนะ"
ชาติที่แล้วซ่งเฉียวชอบสะสมแก้วน้ำทุกประเภท ทั้งแก้วมัค แก้วใส แม้แต่แก้วสเตนเลสเธอก็มีถึงสามใบ ใบหนึ่งใช้ดื่มโค้กเย็น อีกใบใช้เก็บความเย็นของกาแฟเดลิเวอรี่ ส่วนอีกใบใช้ดื่มน้ำเย็นในชีวิตประจำวัน
"ผมว่าคุณดูเหมือนลูกสาวนายทุนเหมือนกันนะ" ซูจงจวินพูดประชดจากด้านหลัง
"พูดเหมือนคุณรู้ว่าลูกสาวนายทุนชอบอะไรอย่างนั้นแหละ"
เมื่อซูจงจวินได้ยินคำพูดนั้น เท้าที่ก้าวอยู่ก็ชะงักไป ท่าทางดูอึดอัดใจ
ทั้งสองคนไม่เคยคุยกันถึงอดีตของซูจงจวิน เห็นสายตาเขาหม่นลง ซ่งเฉียวจึงอุทานเสียงเบา "หรือว่าฉันเดาถูก?"
ซูจงจวินยังคงไม่พูดอะไร มีเพียงสีหน้าที่ดูแย่ลงกว่าเดิม
ซ่งเฉียวรู้สึกไม่อยากจะเชื่อ ความอยากรู้อยากเห็นทำให้เธอรีบเดินไปหาซูจงจวิน แต่เพิ่งเดินไปได้สองก้าว ความเป็จริงของสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันก็ดึงเธอกลับมาสู่ความเป็จริงตรงหน้า
สีหน้าของเธอแสดงความกังวล
"เื่นี้มีใครรู้บ้าง ห้ามให้คนอื่นรู้เด็ดขาดนะ ไม่งั้น..."
เมื่อเธอกังวล เธอมักจะชอบกระทืบเท้า
"ไม่งั้นยังไง?" เห็นเธอหยุดพูดกะทันหัน ซูจงจวินกลับสงสัยในความคิดของภรรยา
ซ่งเฉียวเงียบไปครู่หนึ่ง ดูเหมือนว่าเธอกลัวซูจงจวินจะโกรธ แต่ความเป็จริงมันก็เข้มงวดจนไม่มีทางแก้ตัวได้
เธอลังเลพูดเสียงเบา "ไม่งั้นเส้นทางทหารของคุณจะเป็ยังไง?" ท้ายประโยคเธอยังถามอย่างระมัดระวัง "ไม่มีใครรู้ใช่ไหม?"
ซูจงจวินชะงัก ผู้หญิงนี้ไม่ได้สนใจอดีตของเขาจริง ๆ แต่กลับเป็ห่วงอนาคตของเขา หรือบางทีอาจจะไม่ได้แสวงหาความจริงใจ? ร่างกายของเขาผ่อนคลายลงทันที แต่รู้สึกเหนื่อยล้าเล็กน้อย คงเป็เพราะเหนื่อยจากการฝึกทหารตลอดหลายวันมานี้
เขาเริ่มรู้สึกหงุดหงิด "ไม่มีใครรู้"
ซ่งเฉียวยิ้มออกมา "งั้นก็ดีแล้ว"
ซูจงจวินรู้สึกว่ารอยยิ้มของเธอช่างแสบตาเหลือเกิน เขาตั้งใจจะขึ้นไปพักผ่อนชั้นบน แต่เดินไปได้สองก้าวก็อดไม่ได้ที่จะหันกลับมาถาม "คุณไม่สนใจเลยเหรอ?"
"หา?"
"คุณไม่สนใจเื่ในอดีตของผมเลยเหรอ?"
คนคนนี้เป็บ้าอะไรขึ้นมาอีกแล้ว? ในเมื่อเขาไม่อยากพูด ฉันก็ไม่ควรถาม ถ้าเกิดเป็เื่ไม่ดี นั่นก็เท่ากับเป็การสะกิดแผลเก่าของคนอื่นไม่ใช่เหรอ? ซ่งเฉียวคิดไม่ออกว่าทำไมตัวเองจะต้องมาใส่ใจและใจกว้างขนาดนี้ แต่คนคนนี้กลับอารมณ์เสียขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล
เห็นเธอไม่พูดอะไร ซูจงจวินคิดว่าเธอคงไม่อยากพูดถึงเื่นี้ เขาจึงโบกมือด้วยความจนใจเป็เชิงบอกว่าจะไม่พูดถึงอีก แต่กลับทิ้งท้ายด้วยประโยคที่ทำให้ซ่งเฉียวขนลุกซู่
"ถ้าพี่สะใภ้ของคุณมา พวกเราคงแยกห้องนอนกันไม่ได้แล้ว"
ซ่งเฉียวรู้สึกหนาวสะท้านไปทั้งตัว ร่างกายชาไปหมด
เธอไม่เคยคิดถึงประเด็นสำคัญนี้มาก่อนเลย
"หรือว่าพวกเราควรจะหาที่หลบภัยอื่นให้เธอดีไหม?" ซ่งเฉียวรีบวิ่งขึ้นบันไดตาม
"ไม่ได้หรอก โทรเลขตอบกลับถูกส่งไปแล้ว" ซูจงจวินพูดอย่างไม่เร่งรีบ ซ่งเฉียวถึงกับได้ยินเสียงหัวเราะเยาะแฝงอยู่
คืนนั้นซ่งเฉียวนอนไม่หลับ พอคิดถึงการต้องนอนเตียงเดียวกับซูจงจวิน ก็พลันหน้าแดงใจเต้นแรงทันที คิดว่าจะขนเตียงเดี่ยวสองเตียงเข้ามาทำเป็ห้องแบบมาตรฐานดีไหม
แต่แบบนั้นก็จะดูผิดสังเกตเกินไป ถึงพี่สะใภ้เธอจะไม่ทันสังเกตเห็น แต่พี่สะใภ้ต้วนที่อยู่ข้าง ๆ ต้องสังเกตเห็นแน่
หลังจากทะเลาะกันครั้งที่แล้ว พี่สะใภ้ต้วนก็จับตาดูเธอ ทุกครั้งที่คุยกันต้องถามรายละเอียดเื่ความรักระหว่างเธอกับซูจงจวินอย่างละเอียด เื่ราวในนิยายเกี่ยวกับความรักในรั้วมหาวิทยาลัยที่เคยอ่านในชีวิตก่อนเธอก็เอามาเล่าจนจะหมดแล้ว คราวหน้าถ้าถามอีก คงต้องแต่งเื่ขึ้นมาเอง
สามวันต่อมา ซ่งเฉียวเข้าร่วมการตรวจสอบแบบแปลนอีกหลายครั้ง เธอมีความเชี่ยวชาญด้านงานก่อสร้างมากกว่า จึงชี้ให้เห็นว่าความลึกของร่องระบายน้ำไม่เป็ไปตามมาตรฐานอุตสาหกรรม เนื่องจากสภาพอากาศที่เกาะมีความชื้นสูง อาจทำให้เกิดดินทรุดตัวหรือยุบตัวได้ง่าย ผู้เชี่ยวชาญในที่ประชุมไม่เคยได้ยินว่ามาตรฐานอุตสาหกรรมมีเนื้อหาส่วนนี้ จึงกึ่งเชื่อกึ่งสงสัย พอหยิบปากกาขึ้นมาคำนวณ ก็พบว่าบนเกาะมีความเสี่ยงในด้านนี้จริง
หลังการประชุม มีผู้เชี่ยวชาญสองสามคนสงสัยจึงถามซ่งเฉียวว่าจบจากมหาวิทยาลัยไหน ก่อนที่ซ่งเฉียวจะได้ตอบ หลิวจวินที่อยู่ข้าง ๆ ก็ช่วยพูดแทนเธออย่างไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก "เพื่อนร่วมงานซ่งเฉียวเรียนรู้ด้วยตัวเอง ตอนนี้จะให้ไปเรียนที่ไหนได้ล่ะ"
เขาทำสีหน้าเหมือนรู้กัน พวกผู้เชี่ยวชาญพยักหน้าเข้าใจ แล้วก็คุยกันเื่สถานการณ์ที่ลำบากของคนรุ่นที่สาม ยังชมว่าซ่งเฉียวตัดสินใจได้ดี ที่อ่านหนังสือไปด้วยเรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์ไปด้วย
นี่คือการจับมือกันระหว่างทฤษฎีและการปฏิบัติ
บางคนถึงกับเสนอว่าต่อไปอยากให้ซ่งเฉียวเข้าร่วมการประเมินของผู้เชี่ยวชาญเมืองปินไห่ ซ่งเฉียวยิ้มอย่างเก้อเขิน พลางคิดว่าถ้าให้เธอที่ไม่มีวุฒิการศึกษาเข้าไปอยู่ในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ คงโดนคนที่ไม่รู้ความจริงเยาะเย้ยแน่
เธอไม่อยากเสี่ยง เื่น้ำประปานี้ที่ทำเพราะเป็ประโยชน์กับตัวเองเท่านั้น
"เพื่อนร่วมงานหลิวจวิน วันนี้ขอบคุณนะคะ" หลังจากทุกคนแยกย้าย ซ่งเฉียวก็เอ่ยขอบคุณเขา
หลิวจวินเพียงแค่ชายตามองเธอ เมื่อนึกถึงท่าทีของตัวเองก่อนหน้านี้ ก็กระแอมไออย่างเขิน ๆ ก่อนจะแกล้งทำเ็าพูดว่า "เธอก็มีฝีมือจริง ๆ นี่นะ"
หลังจากเขาจากไป หยางกุ้ยก็เดินเข้ามาหาซ่งเฉียวด้วยความชื่นชม
"พี่สะใภ้ครับ คุณจะไม่รับผมเป็ศิษย์จริง ๆ เหรอครับ?"
ซ่งเฉียวถอนหายใจอย่างจนใจ "คุณก็เห็นแล้วว่าฉันเรียนมาทางด้านก่อสร้าง แถมยังเป็คนที่มาเรียนสายนี้กลางคัน จะสอนคุณที่เป็นักศึกษาได้ยังไง มันจะทำให้คนอื่นหัวเราะเยาะคุณเอานะ"
บนเกาะแห่งนี้ เธอต้องรักษาภาพลักษณ์ของคนที่จบแค่มัธยมต้นเอาไว้
เมื่อเห็นสีหน้าผิดหวังของเขา ซ่งเฉียวรู้ว่าเขาเป็คนมีความสามารถ สุดท้ายจึงยอมประนีประนอม "ถ้าคุณมีอะไรไม่เข้าใจ ก็มาถามได้นะคะ ฉันพร้อมจะบอกทุกอย่างที่ฉันรู้"