ตอนที่ 17 ชายกล้าม้าคะนอง
ผางเยว่ด่าฮ่องเต้กลางเมืองมิพอ ซ้ำยังบอกว่าสตรีที่อยู่ข้างหลังเขานั้นคือเสวียนฮวาบุตรสาวผิงซีอ๋อง ซึ่งคนทั้งต้าเฉิงก็รู้กันทั่วแผ่นดินว่านางนั้นคือเสวียนฮองเฮานั่นเอง
บริภาษองค์ฮ่องเต้ก็โทษหนักแล้ว สังหารคนของวังหลวงก็นับว่าโทษมหันต์ ซ้ำยังลักพาตัวองค์ฮองเฮาอีก...
ะโลงแม่น้ำเหลืองนับหมื่นครั้งก็ยังชำระบาปมิหมด แล่เนื้อทั้งเป็เป็ร้อยหมื่นคราก็หาได้สาสมกับความผิดไม่ ประกาศความผิดหนักหนาถึงเพียงนี้ ใครมันจะอยากอยู่ใกล้โจรขบถโทษถึงตายแบบนี้เล่า
ไป๋อี้ร้องเสียงดังชูขาหน้าถีบอากาศไปมาราวกับจะประกาศศักดา เสวียนฮวาที่นั่งอยู่ข้างหลังทั้งขำทั้งใที่เ้าม้าตัวนี้ช่างคึกคะนองเหมือนกับนายมันไม่มีผิด คนก็ขวัญกล้า ม้าก็คึกคัก พอขาหน้ามันแตะพื้น เ้าม้าสีขาวก็ห้อตะบึงไปข้างหน้าทันทีด้วยความเร็วดุจลมพายุ
ตรอกในตลาดแคบนัก ใครที่ยังเป็คนหนุ่มสาวขายังดีสติยังครบก็เอาตัวหนีไปให้พ้นทาง แต่ทว่าก็กลับมีคนแก่ที่ล้มอยู่กลางตรอกขวางทางข้างหน้า เสวียนฮวาเห็นแล้วถึงกับต้องรีบหลับตาเพราะไม่อยากเห็นคนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ต้องมาตายเพราะการหนีเอาชีวิตรอดของนาง
มิคาด เ้าไป๋อี้กลับะโข้ามหัวผู้เฒ่าท่านนั้น เสวียนฮวาถึงกับหยุดหายใจเมื่อพบว่านางอยู่บนหลังม้าที่กำลังลอยละลิ่วอยู่กลางอากาศ...
และทันทีที่เท้ามันทั้งสี่แตะพื้น ไป๋อี้ก็หันกายพาพวกเขาทั้งหมดมุ่งสู่ถนนใหญ่ในทันที
เสวียนฮวาไม่เคยเห็นม้าวิเศษถึงเพียงนี้มาก่อน ซ้ำยังไม่เคยเห็นใครควบคุมม้าได้ดั่งใจถึงเพียงนี้ ม้าฝีเท้าดี ฉลาดเฉลียวสักเพียงไหน หากมิได้ผู้ควบคุมที่รู้ใจม้าย่อมมิอาจสำแดงฝีเท้าได้ขนาดนี้เป็แน่
ที่สำคัญ เขาแบกนางวิ่งตรงมาที่นี่ ซึ่งมีม้าและทวนศึกของเขาฝากเอาไว้อยู่แล้ว ซึ่งแสดงว่า..
“เ้ารู้อยู่แล้วหรือว่าฮ่องเต้จะเล่นงานข้า!” เสวียนฮวาะโถาม
“ท่านอย่าเพิ่งถามยามนี้ เดี๋ยวกัดลิ้นนะขอรับ”
เสวียนฮวาเงียบ ถึงอย่างไรเวลานี้ก็ยังอยู่ในความเป็ความตาย ม้าห้อตะบึงด้วยความเร็วดุจพายุแบบนี้ในเมืองที่มีคนพลุกพล่าน พลาดพลั้งขึ้นมาหมายถึงจุดจบของทั้งคนทั้งม้า
เขาเอาจริงเอาจังเหลือเกิน เขาวางแผนเื่ที่จะพานางหนีมาั้แ่แรก สิ่งที่เขาทำไปนั้นเขาคิดมาเป็อย่างดีแล้ว หาใช่อารมณ์ชั่ววูบอย่างที่นางเข้าใจไม่ เขาเชื่อจริงๆ หรือว่าเขาพานางจะหนีพ้นเงื้อมมือฮ่องเต้ได้จริงๆ
“คนโง่...” นางตำหนิเขาเบาๆ สองแขนกอดกายเขาแน่น หยาดน้ำตาที่เอ่อไหลก็ปลิวไปกับสายลม
ข้างหน้าเป็สี่แยกถนนใหญ่ตัดกัน ก่อนที่ไป๋อี้จะไปถึงก็มีทหารม้ากลุ่มหนึ่งโผล่ออกมาจากแยกซ้ายขวาทั้งสอง จุดหมายปลายทางข้างหน้านั้นคือประตูเจิ้งหยาง ซึ่งเป็ประตูเมืองไคฟงที่ใกล้ที่สุด นี่คงเป็ทหารลาดตระเวนที่รู้ข่าวการฏแล้วรีบรุดมาขวางทางก่อน
ทหารขี่ม้าพุ่งเข้ามาจากทั้งซ้ายทั้งขวาพร้อมกันในเวลาเดียว ฝั่งขวาถือทวน ฝั่งซ้ายถือง้าว ใบหน้าของทหารม้าทั้งสองนั้นหามีความหวาดกลัวผางเยว่เช่นทหารอื่นที่ผ่านมาไม่ ทั้งคู่ต่างมั่นใจว่าจะกำจัดผางเยว่ในกับดักการโจมตีครานี้ได้อย่างแน่นอน
หากผางเยว่ตวัดทวนไปทางหนึ่ง อีกทางหนึ่งก็จะโจมตีเข้ามา ถ้าหากจะรับมือการโจมตีครานี้ได้อย่างอยู่รอดปลอดภัย ผางเยว่ต้องมีสี่มือกับสองทวนเท่านั้น
เสวียนฮวาเสียดายนัก หากนางมีธนูในมือ นางย่อมช่วยเขาได้เป็แน่ แต่ตอนนี้นางได้แต่เป็ตัวถ่วงเขาเท่านั้น
หากจะตายครานี้ก็ดีเหมือนกัน ตายพร้อมกับทหารกล้ารูปงามบนหลังอาชาอันวิเศษ ครานี้นางจึงตั้งใจจ้องดูความตายที่จะเข้ามาถึงอย่างเต็มตา
ทหารสองนายที่ไสม้าเข้ามาหาผางเยว่ก่อน เตรียมตวัดอาวุธด้วยความมั่นใจนัก ไม่มีความกลัวตายอยู่บนสีหน้าของคนทั้งสอง ถึงผู้ใดผู้หนึ่งตายก็ย่อมหยุดการฏได้เป็แน่ ลูกเมียพ่อแม่คนข้างหลังก็จะได้รับการปูนบำเหน็จถึงขนาด เป็การตายที่มีทั้งผลงานและเกียรติยศยิ่งนัก
ก่อนที่จะระยะคมทวนคมง้าวของทั้งสองเข้ามาถึง มิคาด ผางเยว่ก็เหวี่ยงทวนศึกของตัว ตวัดฟันไปข้างหน้าด้วยมือข้างซ้ายเพียงข้างเดียว! ทวนศึกที่ทั้งหนักทั้งยาว เขากลับตวัดมันได้ราวกับเป็ไม้รวกชิ้นน้อย!
ความยาวของอาวุธบนหลังม้านั้น แตกต่างผิดแผกกันมิเกินสองสามฉื่อ แถมทวนของผางเยว่ยังยาวเป็พิเศษ ยิ่งเมื่อเขากรายทวนด้วยมือข้างเดียวที่จับปลายสุดของด้ามทวนด้วยแล้ว ระยะของคมทวนของผางเยว่จึงยิ่งยาวเพิ่มขึ้นเป็ทวีคูณ
ใครมันจะคาดคิดว่าบนโลกนี้มีอสูรกายที่สามารถกรายทวนด้วยวิธีเหนือมนูษย์ได้เยี่ยงนี้
เท่านั้นมิพอ คมทวนที่กรายด้วยวิธีอันประหลาดของผางเยว่ยังแม่นยำนัก มันเล็งเข้าไปที่ส่วนใบหน้าของคนทั้งสองพอดี ปลายคมทวนที่หนักราวสามสิบจิน ตวัดด้วยความเร็วจนมองตามไม่ทันจึงสะบั้นกะโหลกของคนทั้งสองให้แหว่งวิ่นในคราเดียว
ทหารขวัญกล้าทั้งสอง ก็สิ้นชีพโดยไม่ทันรู้ตัวเลยด้วยซ้ำ
ไป๋อี้ตะบึงผ่านระหว่างม้าทั้งสองตัว และเสียงม้าที่พุ่งชนกันเพราะไร้นายควบคุมก็ตามมาข้างหลัง เสวียนฮวาทั้งรู้สึกอัศจรรย์ในฝีมือของชายชู้ ทั้งรู้สึกดีใจที่รอดตายอีกหนหนึ่ง แต่ก็มีความรู้สึกเวทนาสงสารม้าศึกทั้งสองตัวนัก
ทหารลาดตระเวนเมืองหลวงเห็นฝีมือเพลงทวนของผางเยว่ก็ถึงกับตกตะลึง ไป๋อี้ก็ยังตะบึงไปข้างหน้าราวกับว่ารอบตัวเป็ทุ่งหญ้าเขียวขจี มันไม่ตื่นกลัวอะไรเลย เสวียนฮวายังมีความใเสียยิ่งกว่าม้าด้วยซ้ำ
หนนี้ทวนในสองมือของผางเยว่ก็สะบัดพลิ้ว สังหารทหารบนหลังม้าพวกนั้นด้วยเพลงทวนอันแสนหนักหน่วง ใครหนีไม่ทันก็เป็เหยื่อทวนของเขา คนที่อยู่ห่างระยะทวนก็ควบม้าหนีแตกฮือสิ้น
ไป๋อี้ตะบึงผ่านกลุ่มทหารม้าเ่าั้โดยมิได้ลดฝีเท้าเลย ผางเยว่ไม่้าเสียเวลาทำศึกที่ไร้ประโยชน์ ศัตรูยังรอข้างหน้าอีกไม่น้อย สิ่งสำคัญที่ผางเยว่ต้องทำนั้นก็คือเอาชีวิตตัวเองให้รอดจากเงื้อมมือฮ่องเต้ให้ได้
ถึงเขาจะเยี่ยมยุทธ แต่เขาก็ไม่สามารถต่อสู้ได้ตลอดเวลาโดยไม่หยุดพัก ซ้ำยังมีแก้วตาดวงใจอยู่ข้างหลังเขา เขาไม่มีทางเอานางไปเสี่ยงตายโดยไม่จำเป็เด็ดขาด
ผางเยว่คิดแต่เพียงว่า ต้องพาเสวียนฮวาไปถึงหยวินหนานโดยปลอดภัยให้จงได้
แล้วตอนนี้ประตูเจิ้งหยางปิดหรือยังนะ? ทั้งสองคนต่างสงสัยในใจ ปกติประตูเมืองทั้งแปดด้านจะปิดตอนพระอาทิตย์ตก และเปิดประตูเมืองอีกทีเมื่อยามไก่ขัน หากจะมีคำสั่งปิดประตูเมืองนอกจากเวลานี้ต้องมีคำสั่งที่เป็ลายลักษณ์อักษรจากนายพลจงอี้ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบรักษาพระนครเท่านั้น
ดังนั้น สิ่งที่ผางเยว่ต้องทำให้เร็วที่สุดนั่นก็คือไปถึงประตูเมืองก่อนที่พลนำสาส์นจะนำคำสั่งปิดประตูเมืองไปถึงก่อนเขาให้จงได้
ไม่มีใครรู้ว่าตอนนี้ข่าวการก่อฏของผางเยว่รู้ไปถึงฮ่องเต้หรือนายพลจงอี้แล้วหรือยัง? หากรู้แล้วคำสั่งถ่ายทอดแล้วหรือไม่? หากประตูเมืองปิด นั่นก็แปลว่าหมดสิ้นทางหนี พวกเขาก็เหมือนกับเสือที่อยู่ในห้องแคบๆ เก่งกล้าอย่างไรก็มิอาจจะหนีความตายพ้น
“เ้าโจรขบถ เ้าคิดว่าเ้าจะหนีรอดหรือ”
เสียงะโไล่หลังตามมา ผางเยว่เหลียวหลังมองข้ามไหล่ตัวเองและหญิงคนรักก็พบว่ามีทหารม้าผู้หนึ่งกำลังโก่งคันเกาทัณฑ์เล็งมายังพวกเขา ข้างๆ เขานั้นก็มีทหารม้าใส่เกราะสีแดงอีกคนหนึ่งถือทวนพระจันทร์เสี้ยวตรงเข้ามาหา
ผางเยว่ชักบังเหียนสั่งให้ไป๋อี้หยุดทันที เสียงเกือกม้าครูดกับพื้นถนนดังเสียดแก้วหู ไป๋อี้หันกายกลับหลังหันในทันใด บั้นท้ายมันสะบัดแล้วหมุนเหวี่ยงไปทางด้านหลังทันที เสวียนฮวาถึงกับลืมหายใจเพราะนางนึกว่าตัวเองจะกระเด็นตกจากหลังเ้าไป๋อี้เสียแล้ว ยังดีที่ผางเยว่รัดนางไว้กับกายเขาแน่นยิ่งนัก
ในตอนนั้นเอง ลูกธนูก็หลุดออกจากแล่ง และพุ่งแหวกอากาศตรงเข้ามามาปลิดเอาชีวิตผู้ฏด้วยความเร็วแรงยิ่งนัก
คมทวนผางเยว่ปัดมันทิ้ง เ้าไป๋อี้ก็ถีบตัวกระโจนร่างพานายพุ่งไปหาทหารเกราะแดงที่ขี่ม้าถือทวนพระจันทร์เสี้ยวเข้ามาหาหมายเอาชีวิตของผางเยว่