ปิ๊บ ปิ๊บ!!! ปิ๊บ ปิ๊บ!!! ปิ๊บ ปิ๊บ!!! เสียงสัญญาณเตือนข้อความเข้าของมู่หรงสือดังแทรกความเงียบงันภายในรถ ทำให้สายตาของทั้งสองคนที่นั่งด้านหน้าหันมาหาเขาพร้อมกัน
มู่หรงสือกดอ่านข้อความพลันถอนหายใจเฮือกใหญ่ในใจ “รอดแล้วเรา”
จากนั้นจึงปั้นหน้าเกรงใจสุด ๆ แสดงออกไป
“ต้องขอโทษทั้งสองคนด้วยนะ โรงพยาบาลมีเื่ด่วน ออกรถมารับ ตอนนี้ถึงสนามบินแล้ว ขอตัวก่อนนะ”
ไม่ทันขาดคำเสียงไซเรนจากรถพยาบาลดังใกล้เข้ามาเทียบท้ายรถยนต์ มู่หรงสือเปิดประตูรถ แล้วขึ้นรถพยาบาลที่บึ่งออกไปอย่างรีบด่วน
กลับมาภายในรถ
มู่หรงเซียวถอนสายตากลับมาที่เส้นทางด้านหน้าโดยไม่สนใจหญิงสาวที่นั่งด้านข้าง เขาเคยชินกับความฉุกละหุกกะทันหันต่าง ๆ ของน้องชายตนเองเป็อย่างดี ไม่ว่าสาเหตุจะจากเื่งาน หรือ้าหลบลี้หนีหน้าการคาดโทษจากตน
รถยนต์ค่อยเคลื่อนออกตัวอย่างช้า ๆ หยางซินซินหันถอนสายตาตนเองออกจากที่นั่งด้านหลัง หันกลับมาเห็นใบหน้าด้านข้างของเขา ความคมสัน เครื่องหน้าที่เข้ารูป ัักับแสงไฟเหลืองนวลสองข้างทาง ดูแล้วปานเทพบุตรกรีกหลุดมาจากนิยาย
แต่แล้วยังไง หยางซินซินบ่นกับตัวเองในใจ มารยาทนี่มีไหมนะ ไม่ตอบรับการทักทาย
“แต่” ในใจเธอยังมีคำว่า “แต่” การเป็พยาบาลสอนให้เธอไม่ควรตัดสินคนจากข้อมูลเพียงน้อยนิด หรือครั้งแรกครั้งเดียวที่เห็น เพราะเื้ัพฤติกรรมการแสดงออกที่เห็นอาจเกิดจากการรับรู้และประสบการณ์ที่แต่ละคนได้พบเจอมา
เหมือนกับคนไข้ที่เธอเคยนัดมาพบคุณหมอเพื่อติดตามอาการ คนไข้ขอร้องว่าเป็ตายอย่างไรถ้าอยากให้เธอมาโรงพยาบาลต้องนัดเป็วันที่เธอบอกเท่านั้น และไม่จำเป็ต้องพบคุณหมอที่ตรวจอาการของเธอก็ได้ แต่ขอให้เป็วันนั้นเท่านั้น
ซึ่งจริง ๆ แล้วการได้พบคุณหมอท่านเดิมที่ได้ดูแลอาการมาั้แ่ต้นน่าจะเป็สิ่งที่ดีสำหรับคนไข้ จะได้มีความต่อเนื่องของการรักษา แต่คนไข้กลับไม่เลือก
เหตุผลที่คนไข้ให้เธอในวันนั้นคือ เธออาศัยอยู่ในหมู่บ้านด้านในที่ลึกเข้าไป ตัวเธอและคนในหมู่บ้านไม่มีรถที่จะเดินทางมาตรวจที่โรงพยาบาล แต่ว่าหมู่บ้านด้านนอกมีคนนึงที่มีรถ ทุกเดือนเขาจะมีนัดคุณหมอ ดังนั้นทุกคนในหมู่บ้านที่จะมาโรงพยาบาล จะต้องขอนัดให้ตรงกับวันที่เขาจะออกมาพบหมอจึงจะได้มีรถออกมาด้วยกัน และจะต้องรีบตรวจให้เสร็จก่อนที่เขาจะตรวจเสร็จ หรือช้ากว่ากันไม่มาก เพราะมิเช่นนั้นจะไม่มีรถกลับไปที่หมู่บ้าน ซึ่งชาวบ้านคนอื่นที่ต้องมาพบหมอก็ปฏิบัติเป็แนวทางเดียวกัน เพราะเ้าของรถก็มีน้ำใจไม่ได้เก็บค่าใช้จ่ายใดใดกับชาวบ้านทุกคนเพราะถือว่าเขาก็ต้องมาโรงพยาบาลอยู่แล้ว ช่วยเหลือได้ก็ช่วย ๆ กันไป
จากครั้งนั้นเธอได้ปรึกษากับพี่หัวหน้าพยาบาล ซึ่งจริง ๆ ทางโรงพยาบาลก็ทราบปัญหาและ้าให้มีหน่วยเคลื่อนที่ออกตรวจให้เพิ่ม และไกลขึ้นที่จะสามารถเข้าถึงชุมชนที่ห่างไกล แต่ก็ต้องอาศัยบุคลากร วัสดุอุปกรณ์ ค่าใช้จ่ายจิปาถะ ดังนั้นประเทศเล็ก ๆ อย่างประเทศ B จึงยังต้องอาศัยการสนับสนุนจากแหล่งเงินทุนต่าง ๆ ซึ่งโครงการที่เธอมาประเทศ A ครั้งนี้ก็เป็หนึ่งในเงินสนับสนุนที่โรงพยาบาลจะได้รับเช่นกัน
หยางซินซินเหลือบมองคนด้านข้างอีกครั้ง ต้องนั่งรถไปอีกนาน เธอควรจะสานสัมพันธ์ไม่ให้ห้องโดยสารนี้ดูเงียบเหงาวังเวง
“คุณคนขับรถคะ ทานอะไรหรือยังคะ ฉันมีขนมที่ติดมาจากเครื่องบินจะทานสักหน่อยไหมคะ” มือก็ล้วงหยิบแซนด์วิชกุ้งล็อบสเตอร์ที่เธอเก็บไว้ตอนที่นั่งชั้นเฟิร์สคลาสในกระเป๋าถือออกมายื่นให้
มู่หรงเซียวไม่แม้แต่แลสายตามามอง ดวงหน้ายังตั้งตรง สายตามองไปยังเส้นทางข้างหน้า เหมือนไม่รับรู้สิ่งใด ไม่รับรู้การเคลื่อนไหวใดใดทั้งสิ้น
หยางซินซินคิดว่าเธอคงพูดเสียงเบาไป เลยกล่าวซ้ำขึ้นมาอีกครั้งด้วยเสียงที่ดังกว่าเดิม “คุณคนขับรถคะ ทานอะไรหรือยังคะ ฉันมีขนมที่ติดมาจากเครื่องบินจะทานสักหน่อยไหมคะ”
การตอบสนองของเขายังเหมือนเดิม คือ เงียบ นิ่ง สยบความเคลื่อนไหว
“อ้าวตายละ หรือคุณคนขับจะหูหนวกเป็ใบ้พูดไม่ได้” อาการเป็ใบ้ หูอาจจะไม่ได้หนวก เพราะการได้ยินไม่ได้เสียไป แต่มีเหตุที่ไม่สามารถพูดออกมาได้
แต่ถ้าการได้ยินเสียงเสียไปั้แ่เด็กหรือั้แ่เกิด มีอาการหูหนวกมักจะทำให้เด็กเป็ใบ้พูดไม่ได้ด้วย เนื่องจากไม่ได้ยินเสียง ไม่สามารถที่จะเลียนเสียงหรือการพูดได้
“เธอน่ะสิ หัดใช้สมองคิดซะบ้าง ไม่ใช่สักแต่พูด คนหูหนวกจะได้รับอนุญาตให้ขับรถได้ยังไง ถ้าหากเขาไม่ได้ยินเสียงแตร เสียงเตือนต่าง ๆ สามารถที่จะเกิดอันตรายขณะขับรถทั้งต่อตัวเอง และต่อผู้ร่วมเดินทางด้วย”
“แล้วก็การขับรถในเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย ต้องใช้สมาธิอย่างมาก อย่ามาชวนคุยเื่ไร้สาระที่ไม่จำเป็ เข้าใจมั้ย!!!” คำพูดแฝงความขุ่นเคืองพรั่งพรูโจมตีสมองและจิตใจของหยางซินซินเหมือนถูกกระแทกด้วยค้อนปูนทำให้เจ็บจนกระอักเลยทีเดียว
เสียงหวานใสแฝงความห่วงใยของเธอ เขาได้ยินทั้งสองครั้ง เขาไม่เห็นความจำเป็ที่ต้องต่อความยาวสาวความยืดให้มากไปกับคนที่คงได้เจอกันแค่ครั้งเดียวและไม่มีประโยชน์อะไรต่อธุรกิจ แต่ผู้หญิงบางคนก็เพียรดื้อดึงไม่เข้าเื่
หยางซินซินอ้าปากจะตอบโต้คำพูดของเขา แต่ก็ต้องสงบปากสงบคำไปก่อน เขาบอกแล้วว่าต้องใช้สมาธิในทางที่ไม่คุ้นเคย เธอจะพูดอะไรได้อีก ก็คงได้นั่งเงียบ ๆ ต่อไป
หยางซินซินเอนตัวพิงที่นั่ง สายตามองไปนอกกระจกเห็นสภาพเส้นทางที่เปลี่ยนไปจากความกว้างขวางของสนามบิน ผ่านอาคารย่านการค้าที่หนาแน่น วิ่งขึ้นทางยกระดับ เริ่มที่จะเห็นบ้านเรือนทั่วไปที่ไม่ใช่ตึกสูงตระหง่านเสียดฟ้า จากนั้นเริ่มจะเป็โซนที่ห่างไกล ที่อยู่อาศัยแถบนี้เริ่มที่จะห่างกันมากขึ้น และขนาดของที่อยู่ก็ใหญ่และกว้างขวางขึ้นมาก ช่างวางผังเมืองได้เป็ระเบียบจริง ๆ
“ส่งมาได้แล้ว” สารถีคนนั้นยื่นมือมาด้านหน้าปรายหางตามองเธอเล็กน้อย
“อะไรคะ”
“จ๊อก จ๊อก จ๊อก” เสียงกรดในกระเพาะของใครบางคนเรียกร้องหาของกิน
“ฉันหิวแล้ว ส่งแซนด์วิชนั่นมา” น้ำเสียงของเขาไม่เหมือนคนที่จะขอร้อง แต่เหมือนข่มขู่แกมบังคับมากกว่า
เธอหยิบแซนด์วิชออกมา แกะฉลากที่ห่อออกเหลือไว้ส่วนปลายที่พอให้จับได้ หยิบทิชชูขึ้นมาซ้อนกันมือเปื้อนที่ส่วนปลายจับนั้นไว้แล้วส่งให้เขา
สองคำเท่านั้น แซนด์วิชชิ้นนั้นก็หายวับไปกับตา คุณคนขับนี่ไม่ได้ทานข้าวกี่มื้อเนี่ย หยางซินซินจ้องมองด้วยความสงสัย
“น้ำ” น้ำเสียงเขายังแฝงอำนาจบังคับเหมือนเดิม
หยางซินซินเอื้อมมือไปด้านหลังที่นั่งคนขับหยิบน้ำเปล่าขวดเล็ก เปิดขวด ใส่หลอดและยื่นให้เขา
“ยกสูงอีกหน่อย ผมดูดไม่ถึง” หยางซินซินผงะเล็กน้อย
“นี่ทางขึ้นเขา ผมปล่อยมือจากพวงมาลัยและเกียร์ไม่ได้ มันไม่ปลอดภัย” เขาเห็นท่าทางตื่นตระหนกของเธอก็รู้สึกจะขุ่นเคืองขึ้นมาหน่อย คิดว่าเขาจะสนใจผู้หญิงทั่วไปหรือไง
“อ้ออออ ได้ค่ะ” เธอยกขวดน้ำและประคองหลอดให้ใกล้ริมฝีปากที่เขาพอจะดูดน้ำได้สะดวก
“ถ้าคุณสงสัย เส้นทาง่นี้ผมคุ้นชิน ไม่ต้องใช้สมาธิมากเท่าพื้นที่ในเมือง”
หยางซินซินพยักหน้ารับทราบ ตอนนี้เธอไม่ได้สนใจเขาแล้ว ซุ้มประตูโค้งด้านหน้าที่ดูเคร่งขรึมและโบราณปรากฏอยู่ต่อหน้าเธอแล้ว
“ตระกูลมู่หรง”
ผ่านซุ้มประตูเข้ามา น่าจะเรียกว่าประตูกำแพงเมืองมากกว่า เพราะทั้งใหญ่และกว้างมาก สองข้างทางยังมองไม่เห็นอาคารหรือบ้านสักหลัง จนผ่านไปสักพัก เธอจึงได้เห็นอาคารใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลแล้ว รอบด้านมองเห็นได้ไม่ชัดเนื่องจากอยู่ใน่เวลาค่ำพอสมควรแล้ว
รถขับผ่านรั้วประตูที่ขนาดย่อมลงมาจากประตูใหญ่เล็กน้อย “แสงแดดฤดูร้อน”
เขาขับเป็เส้นตรง เทียบจอดอย่างเรียบร้อยที่หน้าบันไดคฤหาสน์ มีชายวัยกลางคนยืนรออยู่พร้อมกับสาวใช้อีก 4 คน
เด็กวัยหนุ่มเปิดประตูให้เธอ โค้งคำนับ และหยิบสัมภาระที่กระโปรงหลังรถลงมาวางไว้ข้างตัว
“ยินดีต้อนรับ คุณซินซิน ยินดีที่สุดที่ได้พบกันอีกครั้งครับ”
“เลขาจาง ขอบคุณค่ะ แปลกใจที่ได้พบคุณ แต่ก็ดีใจมากเหมือนกันค่ะ”
“ใช่ครับ ตอนที่เห็นคุณซินซิน ออกมานี่ผมก็แปลกใจเหมือนกัน เป็โชคชะตาจริง ๆ ที่ทำให้ได้พบกันอีก โฮสของคุณซินซินเป็คฤหาสน์แสงแดดฤดูร้อนของประธานมู่หรงเทียนครับ วันนี้ท่านประธานยังติดงานอยู่ คงจะมาพบได้ในวันรุ่งขึ้นครับ”
จางซือยิ้มด้วยความจริงใจ แม้สิ่งที่พูดจะมีจริงบ้างเท็จบ้างก็ตาม
ที่เท็จก็คือ คุณชายรองของเขานั่งรอมาั้แ่เย็นแล้ว แต่เห็นว่าค่ำกลัวจะรบกวนการพักผ่อนของคุณหนูซินซิน เลยจำเป็ต้องติดงานอยู่ในห้องนอนข้างบนด้วยความจำใจ
ในรถยนต์
“เฮอะ ๆ น้องรองนายนี่มัน” มู่หรงเซียวได้ยินทุกคำพูดของจางซื่อ เขาเห็นมู่หรงเทียนที่หน้าต่างห้องนอนั้แ่ตอนที่ขับรถเข้ามาแล้ว
“ที่แท้รู้จักกันมาก่อน” สีหน้าของเขายังนิ่งเหมือนเดิม แต่สมองนั้นกำลังทำงานอย่างเร็ว แล้วขับรถออกไป