(๗๒) ยามคลื่นซัด สาดซ่า ชลสาคร เสียงสะท้อน หินผา พาหวั่นไหว
กำแพงสินธุ์ รั้งฟ้า กั้นแดนไกล ทอดเงาใหญ่ พาดผ่าน ม่านวารี
(๗๓) ณ ริมฝั่ง ลำธาร ละหานหลืบ นาคหนุ่มสืบ ซ่อนกาย ลี้ภัยหนี
ทิ้งสัณฐาน งูร้าย ทอดกายี แปลงอินทรีย์ เป็คน ผุดผาดตา
(๗๔) เกล็ดสีเขียว เลื่อมลาย เอราปัตต์ พลันเลือนลัด ละลาย หายใต้หล้า
เหลือเพียงร่าง บุรุษ องอาจมา ซ่อนตัวฝ่า ฝึกเวท ขอบเขตไพร
(๗๕) สองมือวาด ลวดลาย ร่ายมนตรา สื่อภาษา สำเนียง เสียงสดใส
อาคมแปร มวลสาร ประสานใจ เปลี่ยนของไหล ดึงหด กดเป็แกน
(๗๖) ตวัดน้ำ ฟาดฟัน ดั่งหอกแหลน ทะยานแล่น ทิ่มแทง โขดหินแน่น
ทลายชั้น ผาหิน สิ้นแคว้นแดน อัตตาแก่น สุดแสน ส่องประกาย
(๗๗) แสงสีเขียว สว่างล้ำ ฉาบผิวน้ำ สะท้อนซ้ำ ประกาย ลายเส้นสาย
เหงื่อผุดพราย พราวเกาะ ลัดเลาะชาย ลมพัดกาย หอบพร่า ดูกร้าวแกร่ง
(๗๘) ณ หลังโขด หินใหญ่ ใต้วาริน เงือกหนุ่มยิน เสียงน้ำ ที่พลิกแพลง
ว่ายทวนคลื่น ซ่อนเร้น กายแอบแฝง เกาะหินแกร่ง สองมือ ชะเง้อมอง
(๗๙) ดวงเนตรเบิก กว้างจ้อง ไม่กะพริบ สองมือหยิบ ยึดหิน แนบสนอง
ลมหายใจ สะดุด หยุดริมคลอง ดั่งถูกจอง จำร่าง กลางนที
(๘๐) เฝ้ามองแผ่น หลังกว้าง ที่อาบเหงื่อ ผิวสีเนื้อ สะท้อน แสงรังสี
กล้ามเนื้อเกร็ง ขยับ รับท่วงที เงือกหนุ่มพลี หัวใจ ให้จดจำ
(๘๑) ยามนาคหนุ่ม วางมือ พักเหนื่อยอ่อน ปลดผ้าซ้อน อาภรณ์ ทิ้งริมถ้ำ
ก้าวเท้าลง สระน้ำ กลางพงดำ วารีคลำ ลูบไล้ ชโลมกาย
(๘๒) ผิวกายกร้าน อาบน้ำ ที่ใสสด เงือกหนุ่มจด จ้องมอง มิอาจหาย
ปลายหูขึ้น สีแดง แผ่กระจาย นิ้วสยาย จิกหิน จนสั่นเทา
(๘๓) ก้อนเนื้อซ้าย เต้นรัว กระหน่ำอก ไม่อาจยก หลบตา จากร่มเงา
เฝ้ามองร่าง บุรุษ ไม่บรรเทา ซ่อนตัวเข้า พฤกษา ราเรืองแสง
(๘๔) เห็นท่าที เมตตา ทั่วกายิน ยามนกผิน บินลง ตรงกำแพง
นาคหนุ่มหยุด ยั้งมือ ไม่พลิกแพลง นกบินแยง ปล่อยกลับ สู่รังนอน
(๘๕) ยามราตรี คล้อยลง ตรงขอบฟ้า เงือกมุ่งหน้า ดำดิ่ง ไม่ลืมถอน
มุดลงใต้ น้ำลึก ลับสาคร ฝ่าสัญจร คลื่นแรง หาอาหาร
(๘๖) ผลไม้ ใต้น้ำ ประหลาดล้ำ เปล่งแสงนำ วาววับ ชวนประสาน
เงือกหนุ่มเด็ด กอดไว้ หลังพบพาน ว่ายทวนธาร ฉลุย กลับลำคลอง
(๘๗) ค่อยย่องขึ้น ริมฝั่ง วางผลไม้ ซ่อนกายใกล้ โขดหิน ไม่กลัวหมอง
หวังเพียงให้ นาคหนุ่ม ได้สมปอง หวังเขาลอง ลิ้มรส ดับหิวโซ
(๘๘) เมื่อตฤณขึ้น จากสระ คราหยุดพัก เห็นผลดัก วางไว้ หน้าหินโผล่
แววตาดู สงสัย คราหิวโซ หยิบผลโต กัดกิน สิ้นระแวง
(๘๙) รสหวานล้ำ ซึมซาบ ทั่วสรรพางค์ รอยยิ้มบาง ผุดขึ้น คลายคลางแคลง
เงือกหนุ่มซ่อน กายลับ ยิ้มรับแสง น้ำตาแฝง เอ่อคลอ ทอประกาย
(๙๐) แม้นต้องกลาย เป็เงา ไม่เสียดาย หวังเพียงได้ เฝ้ามอง อยู่เคียงกาย
คืนและวัน ผันผ่าน ไม่รู้คลาย ด้วยมุ่งหมาย สุขสม ชมชื่นงาม
(๙๑) ละทิ้งแล้ว บิดา ลืมมารดา ทิ้งตะกร้า หอยมุก อันล้นหลาม
ไม่หวนกลับ ถิ่นฐาน ละเขตคาม เฝ้าติดตาม เร้นกาย ทุกโมงยาม
(๙๒) ร่างผ่ายผอม ทรุดโทรม ลงทุกวัน แต่เนตรนั้น สื่อรัก เฝ้าสอบถาม
ขอเพียงแค่ รอยยิ้ม ที่งดงาม ดุจดั่งชาม น้ำทิพย์ บำรุงกาย
(๙๓) หลงมนตรา รูปลักษณ์ ที่พักพิง ความรักยิ่ง ก่อตัว ไม่สลาย
เงือกหนุ่มยอม ทิ้งฝูง ทั้งใจกาย ด้วยมุ่งหมาย เป็เงา ทุกเช้าเย็น
(๙๔) ไม่เคยคิด หมายปอง เข้าเคียงคู่ ขอเพียงรู้ ว่าเขา สุขให้เห็น
แอบซ่อนตัว หลังหิน อย่างเยือกเย็น แม้นต้องเป็ เพียงเงา อันเลือนลาง
(๙๕) วันหนึ่งลม เปลี่ยนทิศ พัดผิดทาง เมฆหมอกจาง เลือนหาย คล้ายหลบหนี
กำแพงชล นภา สั่นนที สะท้อนสี แสงรุ้ง ประกายตา
(๙๖) พลันบังเกิด เงามืด ปิดแผ่นฟ้า บังพารา ทาทับ จนสุดหล้า
เสียงปีกกรีด ร้องก้อง ทั่วเวหา ฝูงปักษา บินข้าม ทิฆัมพร
(๙๗) พญาครุฑ นับร้อย ลอยถลา แหวกลมกล้า ข้ามชล สุดสิงขร
กางปีกกว้าง บดบัง ทินกร มุ่งราญรอน ลางร้าย ะเืดิน
(๙๘) เสียงปีกฟาด ลมพัด กรรโชกหนัก ต้นไม้หัก โค่นล้ม ทลายสิ้น
คลื่นสมุทร ม้วนตัว กระแทกหิน บินข้ามถิ่น คำราม ก้องบาดาล
(๙๙) สายตาตฤณ เบิกกว้าง คราหักหาญ ดั่งเพลิงผลาญ ปะทุ ทั่วสัณฐาน
ขบกรามแน่น เส้นเื ปูดทะยาน กำหมัดต้าน แรงบีบ รีบแปลงกาย
(๑๐๐) ร่างมนุษย์ คืนรูป อสูรพิษ เทวฤทธิ์ เขียวสด ปลดสลาย
เศียรขยาย ชูคอ วาดลวดลาย พลันแหวกว่าย ล่องดิ่ง สู่สายชล
(๑๐๑) เสียงน้ำแตก กระเซ็น เห็นสับสน ทะยานด้น ดำดิ่ง อย่างร้อนรน
หลังกำแพง สมุทร ซัดเบื้องบน พายุฝน กระหน่ำ ทำา
(๑๐๒) เงือกหนุ่มเห็น เหตุการณ์ พลันครั่นคร้าม รีบทรงตาม แหวกว่าย ไม่เกรงขาม
ดำดิ่งมุด ทวนคลื่น พยายาม แต่คลื่นน้ำ โหมซัด ขัดระทม
(๑๐๓) กระแสคลื่น หมุนวน โกลาหล พาอับจน ร่างจม ดั่งขื่นขม
ลอยเคว้งคว้าง สิ้นแรง ใต้คลื่นลม น้ำตาตรม ตรอมหยาด พลางแลมอง