“ข้าดูมิออกจริงๆ ว่ามันคือวัสดุอันใด เพียงแต่หากจะทำด้ามก็ยังพอไหว”
เจ้าของร้านตีเหล็กหยิบสิ่งที่ดูคล้ายขี้ผึ้งออกมาหนึ่งไห ใส่ใบมีดเข้าไปพลางหมุนหนึ่งรอบก่อนจะดึงออกมา ‘ขี้ผึ้ง’ แนบชิดกับตัวใบมีดก่อนจะจับตัวเป็นของแข็งคล้ายพลาสติกภายในมิช้า เจ้าของร้านรื้อเอาสิ่งที่จับตัวกันเป็นของแข็งออกมาอย่างเชี่ยวชาญ ตามด้วยส่งใบมีดคืนให้แก่โม่จ้าน
“ด้ามไม้ธรรมดาราคาไม่กี่เหรียญเงิน ด้ามโลหะธรรมดาราคาสี่เหรียญทอง ด้ามโลหะผสมราคาเกือบสิบเหรียญทอง เมื่อรวมกับเครื่องหนังลดแรงเสียดสีจะต้องจ่ายเพิ่มอีกห้าเหรียญทอง เจ้าต้องการแบบใด?”
“เอาแบบที่ดีที่สุด เพิ่มเครื่องหนังทั้งหมด ทำสองชุดเอาไว้สำรองใช้ จะมารับได้เมื่อใด?”
โม่จ้านส่งมือเข้าไปในถุงเงิน ล้วงหยิบเหรียญทองหนึ่งกำมือออกมาส่งให้เจ้าของร้าน ทันใดนั้นพลันนึกบางสิ่งขึ้นมาได้และส่งสัญญาณผ่านสายตาให้อีกฝ่าย
“ข้าสามารถจ่ายเพิ่ม ได้โปรดลงมือทำของข้าก่อน การเดินทางค่อนข้างกระชั้นชิด”
“ย่อมได้ ข้าลงมือทำประเดี๋ยวนี้ จะแล้วเสร็จภายในคืนนี้”
เจ้าของร้านเข้าใจทันใดพลางยื่นมือออกมารับเหรียญทองในมือของโม่จ้าน โม่จ้านดีดนิ้ว เดินออกจากประตูใหญ่โดยไม่แม้แต่จะหันหลังกลับ
ผู้คนที่ต่อแถวอยู่ด้านหลังต่างพากันเต้นเร่าๆ มีคนจำนวนมิน้อยเผยสีหน้าไม่สบอารมณ์ ในฐานะร้านตีเหล็กเพียงหนึ่งเดียวในตรอกขี้เถ้า ถึงแม้เจ้าของร้านจะจัดทำตามลำดับ กระนั้นยังต้องรอกว่าหนึ่งอาทิตย์ ยามนี้มีผู้แซงหน้า จำต้องรอเพิ่มอีกสองวันเสียแล้ว
“...เช่นนี้มิค่อยดีกระมัง ท่านเจ้าของร้าน? ท่านมักทำงานตามกำหนดเวลาและให้ความเสมอภาคแก่ทุกคนมาแต่ไหนแต่ไรมิใช่หรือ?”
ทหารรับจ้างท้ายแถวผู้หนึ่งขมวดคิ้วพร้อมตะโกนด้วยความโมโหอยู่บ้าง ได้รับความเห็นชอบจากผู้คนเป็นจำนวนมิน้อย
เจ้าของร้านตีเหล็กส่ายหน้า แบมือไปทางเหล่าทหารรับจ้างพลางยกยิ้มแฝงความหมายลึกซึ้ง --- เหรียญทองสิบกว่าเหรียญนอนอยู่กลางฝ่ามือหยาบกร้าน สะท้อนประกายเย้ายวนผู้คน
“หากพวกเจ้ายินดีจ่ายราคานี้ ข้าสามารถปัดงานของเขาไว้ทีหลัง”
ทหารรับจ้างจำนวนมากเงียบเสียงทันใด ส่วนที่เหลือไม่กี่คนกลับต้องอ้ำอึ้ง หลังจากลังเลอยู่ครึ่งค่อนวันยังคงเลือกที่จะนิ่งเงียบ
ผู้ที่กำลังเข้าแถวโดยส่วนมากเป็นลูกค้าประจำ ล้วนแต่ฟังออกว่าในวาจาของเจ้าของร้านจงใจลดการใช้คำพูดที่ฟังดูไม่รื่นหูลงมากแล้ว ---- เอ่ยว่า ‘หากพวกเจ้ายินดีจ่ายราคานี้’ แทนการเอ่ยว่า ‘หากพวกเจ้าสามารถจ่ายด้วยราคานี้’
ในที่นี้มีทหารรับจ้างผู้มั่งคั่งหลายคน และเงินสิบเหรียญทองมิใช่จำนวนที่หามามิได้ เพียงแต่นั่นล้วนแต่เป็นเงินที่หามาจากการเสียเลือดเนื้อ ดังนั้นย่อมไม่มีทางเทเงิน ‘จำนวนมาก’ ทิ้งเช่นลูกผู้ลากมากดี ---- การสั่งทำอุปกรณ์ราคาสามสิบเหรียญทองไม่นับว่าเป็นราคาที่สูง ทว่าบุรุษผู้นั้นยอมจ่ายค่าเร่งดำเนินการเป็นเงินหนึ่งในสามส่วน เงินค่าธรรมเนียมที่สูงเช่นนี้ยืนยันได้ว่าอีกฝ่ายกำลังเร่งรีบจริงๆ ตนจำเป็นอันใดต้องขุ่นเคือง
เพียงแต่นึกมิถึงว่าอีกฝ่ายจะไม่ใช้ป้ายพันธมิตร กลับใช้ถุงเงินใส่เงินเหรียญทองทั้งยังอายุน้อยเช่นนั้น เพียงดูก็รู้ว่าเป็นเด็กน้อยที่เพิ่งเข้ามาในตรอกขี้เถ้า...
การต่อแถวกลับเข้าสู่ลำดับเดิม สายตามุ่งร้ายหลายคู่มองออกไปทางหน้าประตู ตามด้วยลอบออกไปจากร้านตีเหล็กอย่างเงียบเชียบ
......
โม่จ้านฮัมเพลงเสียงเบาพร้อมกับเดินนำอยู่ด้านหน้า ทิ้งระยะห่างจากคนทั้งสามโดยไม่รู้ตัว
“...เขาสืบหาความเป็นมาของใบมีดเล่มนั้นมิได้เสียด้วยซ้ำ เหตุใดจึงอารมณ์ดีถึงเพียงนี้?”
ก่อนเข้าไปในร้านตีเหล็กใบหน้ายังฉายแววหงุดหงิด ทว่ายามออกมากลับสีหน้าเบิกบานเสียแล้ว โม่จ้านอารมณ์ผันผวนยากคาดเดา ทำเอาเก๋อจือรู้สึกประหลาดใจได้แต่หันไปทางอัศวินผู้สุขุมดังเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
“เจียนั่ว เจ้าอุตส่าห์ตั้งใจรอ ทว่าเขากลับไม่รับน้ำใจ หากรู้เสียแต่แรกคงปล่อยให้เขากลับไปผู้เดียวแล้ว”
“หรือว่าเจ้ากลัวว่าโม่เจ๋อเอ่อร์จะถูกซุ่มโจมตีระหว่างทาง? อย่าล้อเล่นไปเลย หากเขาไปซุ่มโจมตีผู้อื่นยังจะน่าเชื่อเสียกว่า...”
เมื่อเห็นว่าเจียนั่วส่ายหัวอย่างไร้เดียงสาทั้งยังไม่สะทกสะท้านกับคำกล่าวของตน เก๋อจือจึงขยับเข้าไปหาลาถีเท่อด้วยความโมโห ลาถีเท่อหลุดหัวเราะออกมา ตามด้วยดึงผมที่ชี้โด่ออกมาของเด็กหนุ่มผมแดงท่ามกลางสายตาแปลกประหลาดของอีกฝ่าย
เก๋อจือยังคงเป็นเก๋อจือ ถึงแม้ศักยภาพจะก้าวหน้าอย่างน่าทึ่ง แต่กระนั้นยังคงโง่ซื่อในเรื่องนี้ไม่มีเปลี่ยน
ไม่ว่าโม่เจ๋อเอ่อร์จะแข็งแกร่งมากเพียงใด เจียนั่วก็ไม่มีทางยอมปล่อยให้โม่เจ๋อเอ่อร์ต้องอยู่ในสถานที่ที่อันตรายซุ่มอยู่ทุกแห่งหนเช่นนี้ นอกจากนั้นภายในร้านตีเหล็กมีความเคลื่อนไหวรุนแรงถึงเพียงนั้น ตนกับเก๋อจือที่อยู่นอกประตูคิดจะพุ่งเข้าไป ทว่าถูกเจียนั่วขวางเอาไว้เสียก่อน
“วางใจเถิด โม่เจ๋อเอ่อร์ผู้เดียวก็สามารถจัดการได้”
สีหน้ายามเจียนั่วเอ่ยประโยคนี้ออกมา ความรู้สึกวางใจและเชื่อมั่นล้วนแต่เผยออกจากภายในสู่ภายนอก กระทั่งผู้ที่หน้าหนามิน้อยเช่นตนยังอดเข็ดฟันพักใหญ่มิได้
ทว่าแท้จริงแล้ว ความคิดจิตใจของโม่เจ๋อเอ่อร์ในยามนี้เรียบง่ายเหลือเกิน --- ความรู้สึกยามเป็นผู้ที่ร่ำรวยช่างมีความสุขเสียจริง ส่วนสาเหตุที่มิยอมเอ่ยบอกเหตุผลออกมานั้นมีเพียงหนึ่งเดียว เพราะไม่อยากให้คุณชายน้อยเก๋อจือผู้เป็นลูกหลานของผู้ที่ร่ำรวยอย่างแท้จริงหัวเราะเยาะก็เท่านั้น
กล่าวไม่เกินจริงสักนิด ยามเพิ่งเริ่มก่อตั้งกลุ่มทหารรับจ้าง ตนใช้ชีวิตลำบากยากแค้นโดยต้องแบ่งใช้เงินหนึ่งเหรียญทองแดงเป็นสองส่วน แต่ละวันต้องถือสมุดบัญชีที่เต็มไปด้วยตัวเลขติดลบ หากเหลือบมองมากสักหน่อยก็ถึงกับรู้สึกปวดใจ เจียนั่วเป็นคนแรกที่สัมผัสได้ถึงความลำบากยากแค้นของตนและแอบนำเงินเหรียญทองมาใส่ไว้ในถุงเงินหลายครั้งก่อนถูกตนแยกออกมาเก็บเอาไว้
จนกระทั่งกลุ่มทหารรับจ้างค่อยๆ เดินมาถูกทาง พวกเขาไม่กี่คนเริ่มทำภารกิจอย่างเชี่ยวชาญและมีประสิทธิภาพจึงพอจะสามารถรักษาสมดุลของรายรับและรายจ่ายไว้ได้ เหตุผลที่ตนไม่ยอมให้ลาถีเท่อดูแลบัญชีก็คือ ประการแรกลาถีเท่อกำลังอยู่ในช่วงพัฒนาอย่างรวดเร็ว ไม่อยากให้อีกฝ่ายต้องปันความสนใจ ประการที่สองเป็นเพราะหากลาถีเท่อพลั้งปากบอกเก๋อจือ ด้วยนิสัยของเก๋อจือจะต้องบริจาคเงินส่วนตัวทั้งหมดอย่างใจกว้างเป็นแน่ อย่างน้อยตนก็เป็นผู้ที่มีชีวิตอยู่มาสองชาติ หากถูกช่วงแรกของการก่อตั้งกิจการบีบบังคับเสียจนต้องเบียดเบียน ‘เด็ก’ ไม่ว่าอย่างไรก็มิอาจเสียหน้าอยู่บ้าง
ต่อมา บัญชีของกลุ่มทหารรับจ้างค่อยๆ มีเงินส่วนเกิน ในที่สุดตนก็สามารถเติมคลังอุปกรณ์สำรองของกลุ่มทหารรับจ้างได้—บุรองด้านในชุดเกราะของเจียนั่วทรุดโทรมอย่างมาก จำต้องเตรียมสำรองเพิ่มอีกสองสามชุด ระดับความบริสุทธิ์ของอัญมณีร่ายเวทที่เลี่ยมคทาเวทของเก๋อจือไม่มากพอ จำเป็นต้องเปลี่ยนชิ้นใหม่เช่นกัน...ส่วนที่ใช้เงินก้อนใหญ่ที่สุดก็คือถุงมือของลาถีเท่อ คล้ายกับว่าต้องจ่ายด้วยเหรียญทองทั้งหมดที่หามาได้ตลอดทั้งสามเดือนเสียแล้ว
เพียงแต่หลังจากนั้นมา ‘การลงทุนล่วงหน้า’ ของตนกลับเริ่มได้ผลตอบแทนเสียแล้ว --- คนทั้งสี่ร่วมผ่านพ้นช่วงขาขึ้นมาด้วยกันอย่างราบรื่น ภารกิจระดับความยากสูงต่างๆ นานาเข้ามาให้เลือกหยิบได้ตามใจชอบ เหรียญทองหลั่งไหลเข้ากระเป๋า กระนั้นมิรู้ว่าเป็นเพราะยากจนจนเคยชินหรืออย่างไร นึกมิถึงว่าตนจะมิเคยทำตนหรูหราแม้เพียงครั้งเดียว ถึงแม้ทั้งสามคนต่างสื่อว่าส่วนแบ่งของแต่ละคนล้วนแต่เป็นของกลุ่มทหารรับจ้าง กระนั้นตนกลับยังดึงดันที่จะแยกบัญชี บันทึกรายได้ของแต่ละคนเอาไว้อย่างชัดเจน
...ชาติก่อนพ่อแม่บุญธรรมล้มป่วย น้องสาวกับน้องชายกำลังเรียน คล้ายกับตนจะเคยทำเช่นนี้มาก่อน ตนอาศัยการทำงานหลายอย่างเพียงลำพังเพื่อประคองทั้งครอบครัว เดินหน้าต่อไปโดยแบกภาระหนักอึ้ง รอกระทั่งฟ้าหลังฝนมาเยือน ตนได้กลายเป็น ‘ผู้เชี่ยวชาญหลากหลายด้าน’ เสียแล้ว
เพียงแต่เมื่อดูจากยามนี้ คงมิใช่ว่าการขยันอดออมได้กลายเป็นความเคยชินฝังลึกในสมอง หลังการเงินดีขึ้นกลับยังมิรู้ว่าควรจะใช้เงินอย่างไร?
รอกระทั่งภารกิจในครั้งนี้สำเร็จ ควรจะซื้อที่ดินริมทะเลสาบสักผืน จากนั้นโอบเจียนั่วพลางเอ่ยกับเขาว่า ‘บึงปลาแห่งนี้ข้าได้เหมาเอาไว้ให้เจ้าแล้ว’ ดีหรือไม่?
โม่จ้านถูกฝันกลางวันแสนจะล้าสมัยที่ตนจินตนาการทำเอาเบิกบานใจเสียแล้ว มุมปากหยักยกขึ้น ฝีเท้าผ่อนคลายยิ่งกว่าเดิม
“โม่เจ๋อเอ่อร์!! ระวัง!!”
เสียงกรีดร้องอย่างกะทันหันของเก๋อจือทำลายบรรยากาศอันเงียบสงบ แสงสว่างวาบหลายสายลอยออกมาจากกลางอากาศซึ่งอยู่ไม่ไกล พุ่งตรงไปทางโม่จ้านที่ไม่ทันตั้งตัวเตรียมป้องกันแม้แต่น้อย เพราะเกิดขึ้นอย่างกะทันหันและยากรับมือ แสงสว่างวาบโอบล้อมด้วยแสงอาทิตย์แยงตากำลังจะจู่โจมนัยน์ตาของโม่จ้านซึ่งหน้า ทำให้โม่จ้านมิอาจเห็นตำแหน่งชัดเจน ทำได้เพียงยกแขนทั้งสองข้างขึ้นกำบังศีรษะอย่างฉุกละหุก