เหี้ยม! เสวี่ยเหวินหลงโหดเหี้ยมมาก!
หลิวชิงหยู่ต้องการจะแก้ต่าง แต่ด้วยสถานะผู้ว่าการทำให้เสวี่ยเหวินหลงสามารถหยุดการเคลื่อนไหวของหลิวชิงหยู่ได้ด้วยอำนาจของเขาเอง ในขณะเดียวกันเขาก็เสนอให้ปลดหลิวชิงหยู่ออกทันที ราวกับคำพูดหลิวชิงหยู่ไม่มีน้ำหนักและทำได้เพียงมองดูเท่านั้น
เมื่อได้ยินคำพูดของเสวี่ยเหวินหลง เซี่ยเจิ้งเต๋อก็ขมวดคิ้ว เขาไม่คิดว่าเสวี่ยเหวินหลงจะชิงตัดหน้าคัดค้านคำพูดของหลิวชิงหยู่โดยไม่คำนึงถึงสถานะผู้ว่าการเทศมณฑล กลอุบายแบบนี้เป็นสิ่งที่สามารถผลักหลิวชิงหยู่ลงเหวได้แน่นอน เขาควรทำอย่างไร เซี่ยเจิ้งเต๋อรู้สึกกังวลขึ้นมาเล็กน้อย
ถ้าเป็นคนธรรมดาที่ต้องเผชิญกับการรุกอันรวดเร็วของเสวี่ยเหวินหลง แม้เขาจะไม่อ่อนแอแต่ก็เกรงว่าคงจะไม่กล้าพูด แล้วนับประสาอะไรกับการที่จะโต้กลับ แต่ทว่า หลิวชิงหยู่ผู้นี้ไม่ใช่คนปกติธรรมดา หลังจากได้ยินคำพูดของเสวี่ยเหวินหลง เขาก็ดำเนินแผนตาต่อตาฟันต่อฟัน และพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “คุณเสวี่ย ดูเหมือนว่าคุณกลัวสิ่งที่ผมกำลังจะพูดใช่หรือไม่? ที่คุณเสนอให้ดำเนินการกับผมทันที เพราะคุณไม่ต้องการให้ผมได้มีโอกาสแก้ตัว เพราะเรื่องจะสาวมาถึงคุณใช่หรือไม่ การทำแบบนี้กับผมที่เป็นจำเลย นับว่าเป็นเรื่องที่โหดร้ายมาก ขนาดผู้ต้องหายังสามารถใช้ทนายแก้ต่าง ก่อนที่จะถูกศาลพิพากษาได้ ผู้ว่าการเสวี่ย ดูเหมือนคุณจะขาดความโปร่งใสนะ ช่างน่าอนาถใจจริงๆ ผู้ว่าการเทศมณฑลผู้ทรงเกียรติอย่างคุณยืนกรานหัวชนฝากล่าวหาว่าผมประพฤติผิดวินัย แต่กลับไม่ให้โอกาสผมได้แก้ต่างเลย”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ สีหน้าของหลิวชิงหยู่ก็ทอประกายความเย็นชา แล้วพูดว่า “ถ้าคุณไม่ให้โอกาสผมอธิบาย มันมีความเป็นไปได้อย่างเดียวคือ คุณคือผู้ชักใยอยู่เบื้องหลัง และวางแผนจัดการกับผมด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด มิฉะนั้นคุณจะกลัวอะไรกับอีแค่คำพูดของผม ผมหลิวชิงหยู่ไม่กลัวว่าคุณจะจัดการผมหรือไม่ แต่ถ้าคุณต้องการลงโทษผมฐานความผิดที่ว่าผมวางแผนทำธุรกิจโดยพลการหรือละเมิดวินัยทั้งๆ ที่มันไม่ใช่ความจริง ผมไม่ยอมรับมันแน่นอน และผมเชื่อว่าเหล่าคณะกรรมาธิการพรรคเองก็ไม่ใช่คนสมองทึบ การที่คุณจะตัดสินใคร คุณจำเป็นต้องให้อีกฝ่ายได้แก้ต่างฟังความเห็นจากปากเขาบ้าง ไม่ต้องเอ่ยถึงผมที่เป็นนายกกวนซาน ไม่ว่าจะเป็นใครที่ไหนก็ควรได้รับโอกาสได้พูดเช่นเดียวกัน ผู้ว่าการเสวี่ยผมได้ยินมาว่าคุณมีอิทธิพลอย่างมากในเทศมณฑลจิงหลิน อำนาจของคุณสามารถปิดท้องฟ้าด้วยมือข้างเดียว คุณสามารถควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างได้ ทว่าในวันนี้คำสั่งของคุณมันจะไม่เป็นผล เพราะตอนนี้หัวหน้าพรรคเซี่ยอยู่ที่นี่ด้วย หากเอ่ยถึงการจัดลำดับสถานะตำแหน่งของบุคลากร คุณจำเป็นต้องขออนุญาตจากหัวหน้าพรรคเซี่ย และผู้อำนวยการหวังคณะกรรมาธิการก็อยู่ด้วย หากต้องการจะปลดบุคลากรออกจากตำแหน่งคุณจำเป็นต้องขอความเห็นจากผู้อำนวยการหวัง ขอถามตามตรง การที่คุณออกคำสั่งตัดสินใจโดยไม่สนใครหน้าไหน คุณรู้สึกละอายใจต่อคณะกรรมาธิการคนอื่นๆ บ้างหรือไม่”
หลังจากหลิวชิงหยู่พูดจบทั้งห้องก็เงียบลง บรรยากาศพลันหนักอึ้งในชั่วพริบตา
ตอนนี้ มือของเสวี่ยเหวินหลงสั่นเทา ใบหน้าของเขากลายเป็นเขียวคล้ำเขาต้องการจะพูดสวนออกไป แต่เขาก็ต้องอดกลั้นเอาไว้ ไม่งั้นเขาจะตกหลุมพรางของหลิวชิงหยู่
หลังจากได้ยินที่หลิวชิงหยู่พูด เซี่ยเจิ้งเต๋อที่อยู่ถัดจากเสวี่ยเหวินหลง ก็จ้องตาแล้วกำหมัดแน่น เขาไม่คิดว่าหลิวชิงหยู่ที่ตกในสถานการณ์เกือบจะสิ้นหวัง ยังสามารถหาวิธีการดังกล่าวออกมาใช้ได้ การตอบโต้ด้วยคำพูดที่หมดจรดของหลิวชิงหยู่ ไม่ได้เป็นการละเมิดข้อห้ามใดๆ หนำซ้ำยังชี้ให้เห็นถึงความผิดพลาดของเสวี่ยเหวินหลง และเป็นการบอกกลายๆ อีกว่าเรื่องนี้อาจเป็นฝีมือของพวกเสวี่ยเหวินหลง ดังนั้นหลิวชิงหยู่ต้องได้รับโอกาสในการแก้ต่าง หากหลิวชิงหยู่ไม่ได้รับโอกาส นั่นหมายความว่าสิ่งที่หลิวชิงหยู่พูดมามันเป็นความจริง การเดินทางมาอย่างกะทันหันของเสวี่ยเหวินหลงคือหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดอย่างหนึ่ง สิ่งที่ทรงพลังที่สุดในคำพูดของหลิวชิงหยู่คือการยกอ้างสถานะ ภาพลักษณ์และอำนาจของเสวี่ยเหวินหลง รวมกับการตัดสินใจด้วยตัวเองโดยที่ไม่ขอความเห็นใคร มันชี้ให้เห็นว่าอีกฝ่ายไม่เห็นหัวคณะกรรมาธิการคนอื่นๆ ซึ่งเขาได้มุ่งเป้าไปที่ช่องว่างตรงจุดนี้ จากคำพูดของเขาทำให้เซี่ยเจิ้งเต๋อและผู้อำนวยการหวังหาโอกาสเข้าแทรกแซงเรื่องนี้ได้ มันยอดเยี่ยมมากจริงๆ แค่คำพูดเดียวก็สามารถพัดพากับดักให้ปลิวไป พร้อมกับปลุกปั่นความไม่ลงรอยขึ้นมา
หลิวชิงหยู่จะหลักแหลมเกินไปแล้ว เซี่ยเจิ้งเต๋อลอบปรบมือให้ในใจ จากนั้นก็พูดขึ้นว่า “สหายหลิวที่คุณพูด มันค่อนข้างจะเกินไปหน่อย เรื่องที่ผ่านไปแล้วก็ให้ผ่านไป อย่าไปเก็บมาคิดมากเลย ผู้ว่าการเสวี่ยเป็นคนอย่างไร เหล่าสมาชิกคณะกรรมาธิการเป็นคนอย่างไร พวกเขาย่อมรู้แก่ใจดี คุณเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา ควรระวังเรื่องน้ำเสียงเวลาพูดกับผู้บังคับบัญชาด้วย”
หลิวชิงหยู่เป็นคนฉลาด เมื่อได้ยินเซี่ยเจิ้งเต๋อพูดแบบนี้เขาก็เข้าใจสิ่งที่เซี่ยเจิ้งเต๋อต้องการจะสื่อ เห็นชัดว่าเซี่ยเจิ้งเต๋อตรงไปตรงมามาก เขาคือผู้บุกเบิกฝ่ายต่อต้านเสวี่ยเหวินหลง และตอนนี้เขาก็กำลังยื่นเท้าเข้ามาแทรกแซงเรื่องนี้ เห็นแบบนั้นหลิวชิงหยู่ก็รีบพูดขึ้นทันที “หัวหน้าเซี่ยกล่าวถูกแล้ว ที่ผมพูดมันออกจะมากเกินไปหน่อย ต้องขอโทษผู้ว่าการเสวี่ยด้วย หวังว่าผู้ว่าการเสวี่ยจะไม่ถือสาข้าราชการตัวเล็กๆ อย่างผม ผมหวังว่าคุณจะให้โอกาสผมได้พูดแก้ต่าง ถ้าผมถูกตัดสินว่ามีความผิดทั้งๆ แบบนี้ ผมคงนิ่งเฉยไม่ได้ สังคมตอนนี้อยู่ภายใต้หลักนิติธรรม เชื่อว่าผู้ว่าการเสวี่ยและเหล่าผู้นำคนอื่นๆ คงจะยึดถือเป็นแบบอย่าง”
เซี่ยเจิ้งเต๋อพูดทันทีว่า “จริงอย่างที่เขาบอก สังคมตอนนี้อยู่ภายใต้หลักนิติธรรม คุณต้องสนใจเรื่องหลักด้านกฎหมายและจริยธรรม ผู้ว่าการเสวี่ยตอนนี้สหายหลิวชิงหยู่ขอโทษคุณแล้ว คุณคงไม่ปฏิเสธให้เขาได้พูดแก้ต่างใช่หรือไม่?”
จังหวะการพูดของเซี่ยเจิ้งเต๋อเหมาะเจาะอย่างมาก ตอนนี้เสวี่ยเหวินหลงสามารถก้าวลงมาจากที่สูงได้โดยไม่ต้องถูกคำพูดของหลิวชิงหยู่กดดัน ซึ่งตอนนี้มันทำให้เสวี่ยเหวินหลงพูดไม่ออก เพราะมันเป็นการแทรกแซงที่แยบยลมาก
ขณะนี้ท่ามกลางสายตาของทุกคน เสวี่ยเหวินหลงไม่ว่าจะแข็งแกร่งแค่ไหนก็ไม่สามารถเพิกเฉยต่อผลกระทบที่จะตามมาได้ ท้ายที่สุดแล้วที่นี่ไม่ได้มีแค่คณะกรรมาธิการของกวนซานเท่านั้น ดังนั้นแม้เขาจะรู้ว่าหลิวชิงหยู่อยู่ฝ่ายเดียวกับเซี่ยเจิ้งเต๋อ แต่เขาก็ไม่สามารถหักล้างคำพูดของเซี่ยเจิ้งเต๋อได้ เขาทำได้เพียงกัดฟันแล้วพูดออกไปว่า “เอาล่ะ หลิวชิงหยู่ ในเมื่อคุณต้องการจะแก้ต่างผมก็ให้โอกาสคุณ แต่คุณจำไว้ว่าไม่ว่าคุณจะพูดแก้ตัวแบบไหน แต่ความจริงก็คือความจริง ผมหวังว่าคุณจะหาข้อเท็จจริงที่จะทำให้พวกเราเชื่อว่าคำพูดของคุณมันสมเหตุสมผล อย่าให้มันเป็นแค่สมมติฐานเท่านั้น”
เสวี่ยเหวินหลงอยู่ในสนามมานานแล้วจะปล่อยให้หลิวชิงหยู่รอดไปได้อย่างไร ก่อนที่หลิวชิงหยู่จะพูดเขาได้ปิดช่องทำให้หลิวชิงหยู่โจมตีเขาไม่ได้แล้ว เขามั่นใจว่าหลิวชิงหยู่จะต้องจู่โจมเขาแน่นอน แต่ลำพังที่มันเป็นเพียงแค่การวิเคราะห์ไร้ซึ่งหลักฐาน ดังนั้นแม้ว่าหลิวชิงหยู่จะแก้ต่างหรือไม่มันก็ไม่สำคัญเท่าไหร่ แต่ถึงอย่างนั้นเสวี่ยเหวินหลงก็แทบจะอาเจียนเป็นเลือดเพราะหลิวชิงหยู่ทำให้เขาไม่สามารถใช้อำนาจโดยตรงได้ และต้องมาขออนุญาตจากผู้บังคับบัญชาเสียก่อน
หลิวชิงหยู่ฉลาดมาก เมื่อได้ยินที่เสวี่ยเหวินหลงพูดเขาก็มั่นใจว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไร แต่เขาก็มีแผนของตัวเองแล้วพูดขึ้นว่า “ ตกลง ผมเข้าใจที่คุณต้องการสื่อผู้ว่าการเสวี่ย คุณบอกว่าผมประพฤติไม่เหมาะสม ซึ่งผู้ว่าการเสวี่ยคงเห็นจากเอกสารบนโต๊ะทำงานของผม แต่ตอนนี้ผมอยู่ที่นี่แล้ว ผมอยากแจ้งอย่างชัดเจนว่าทุกๆ วันผมมาที่สำนักงานตั้งแต่เช้าตรู่และจัดการเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมดก่อนที่จะออกไปสำรวจภูเขาชุ่ยผิง เพราะเวลาที่ผมจะกลับก็เป็นเวลากลางคืน ซึ่งจะเป็นเวลาที่จะจัดการเอกสารสะสมอีกครั้ง กิจวัตรของผมเป็นแบบนี้ทุกวันไม่มีผิดเพี้ยน และเพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด ผมได้กำชับรองผู้อำนวยการศูนย์ราชการสหายหงซานจินเอาไว้ว่าหากมีปัญหาให้ติดต่อผมหรือเลขาธิการซือได้ และถ้ามีเรื่องสำคัญเร่งด่วนมากก็ช่วยแจ้งให้ผมรู้ล่วงหน้าผมจะได้เตรียมตัวจัดการเอาไว้แต่เนิ่นๆ
เช้าวันนี้ก่อนผมจะออกเดินทาง เมื่อผมไปถึงสำนักงานผมก็ไม่พบเอกสารใดๆ บนโต๊ะ ผมคิดว่าสหายหวางตงหยางจากศูนย์ราชการ คงทราบเรื่องนี้ดี เพราะเขาเป็นคนนำเอาเอกสารมาส่งให้ผมตลอด หากมีข้อสงสัยใดๆ สามารถถามเขาโดยตรงได้ แน่นอนว่าหากทุกคนต้องการชี้เรื่องฝุ่นบนเอกสารที่โต๊ะผม ผมก็มีอะไรบางอย่างที่จะพูด เหล่าผู้บังคับบัญชาทั้งหลาย คุณลองดูกระจกโต๊ะกาแฟในห้องทำงานผมให้ดีๆ มันมีฝุ่นเกาะอยู่สักนิดหรือเปล่า เห็นแบบนี้พวกคุณไม่รู้สึกระแคะระคายบ้างหรอ หรือตั้งใจจะมองข้าม แม้ว่าคุณต้องการจัดการผม แต่คุณก็ควรสืบสาวราวเรื่องหาต้นตอที่มาที่ไปก่อนที่จะด่วนสรุป ลำพังแค่เอกสารที่ฝุ่นเกาะกองอยู่บนโต๊ะบวกกับคำพูดสวยหรูที่เตี๊ยมกันมันยังมีข้อบกพร่องอยู่ ผมละเมิดวินัยจริงหรือไม่ หน่วยงานของเราย่อมต้องให้ความสำคัญกับการตรวจสอบค้นหาความจริงจากข้อเท็จจริง เหล่าคณะกรรมาธิการจากเทศมณฑลอย่างพวกคุณต่างก็เน้นย้ำถึงเรื่องนี้อยู่เสมอไม่ใช่หรอ”
หลิวชิงหยู่พูดจบทุกคนก็เงียบลงอีกครั้ง ทุกคนคิดว่าการแก้ตัวของหลิวชิงหยู่คงจบลงแล้ว ท้ายที่สุดแล้วหลิวชิงหยู่ก็ไม่ได้พูดอะไรที่น่าแปลกใจ แต่เขาพูดเพื่อเตือนสติให้ผู้คนฉุกคิด