สัปดาห์สุดท้ายในนครธรณีสามดำเนินไปอย่างเงียบสงบกว่าที่ใครคาดไว้
การตรวจสอบบัญชีของสภาคณะผู้าุโเสร็จสมบูรณ์ภายในสองวันหลังจากที่มู่ฉางหยวนประกาศยุติการต่อต้าน เอกสารหลักฐานที่ต้วนหยางรวบรวมไว้อย่างพิถีพิถันตลอดระยะเวลากว่าหกเดือนพิสูจน์ให้เห็นชัดว่าเงินจำนวนมากถูกโอนออกจากบัญชีกลางของสมาคมโดยไม่ผ่านการอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่ ตัวเลขในสมุดบัญชีแดงตรงกับรายจ่ายจริงที่สามารถสืบทราบได้ ทั้งค่าจ้างสมาคมงูเงี้ยวเขี้ยวหัก ค่าจ้างสำนักอสุรีดาบดำ และค่าธรรมเนียมแอบแฝงที่จ่ายให้กับสมาคมนักพเนจรสายฟ้า
คณะผู้าุโประชุมฉุกเฉินในวันที่สามและมีมติเอกฉันท์
มู่ฉางหยวนถูกถอดออกจากตำแหน่งผู้าุโรองอย่างเป็ทางการ สิทธิ์การบริหารสาขาทุกแห่งถูกพักไว้ระหว่างการสอบสวน และทรัพย์สินส่วนตัวบางส่วนจะถูกอายัดเพื่อชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้น
ชายวัยกลางคนรับฟังคำตัดสินโดยไม่แสดงสีหน้า เซ็นชื่อรับรองเอกสารทุกฉบับที่ยื่นมาให้ แล้วก็เดินออกจากห้องประชุมด้วยฝีเท้าที่สงบเกินกว่าจะสบายใจ
มู่รุ่ยเสวี่ยไม่ได้เข้าร่วมการประชุมนั้น เธอเลือกนั่งอยู่ที่ห้องทำงานชั้นสามและอนุมัติเอกสารอื่นๆ ที่ค้างอยู่ตามปกติ
จ้าวหานยืนอยู่ข้างนอกห้องประชุมตลอดเวลา ไม่ได้ยินสิ่งที่พูดกันภายใน แต่รู้จากสีหน้าของคนที่เดินออกมาว่าผลเป็อย่างไร
วันที่สี่ หลังอาหารเช้า
มู่รุ่ยเสวี่ยนั่งอยู่ที่โต๊ะในห้องประชุมเล็กชั้นสอง มีเอกสารสองกองวางแยกกัน กองหนึ่งลงนามเสร็จแล้ว อีกกองรอลายเซ็น
"ต้วนหยางจะรับตำแหน่งผู้ดูแลสาขาหลักต่อไปหรือคะ?" เธอถามโดยไม่เงยหน้าขึ้น
"เขายื่นใบลาออกแล้วครับคุณหนู" มู่เฉิงที่นั่งอยู่อีกฝั่งตอบ "เขาบอกว่าตัวเองทำผิดพลาดมาแล้วครั้งหนึ่ง แม้ว่าจะถูกบีบบังคับก็ตาม เขาไม่อยากนำพาให้ตระกูลต้องแบกรับคนที่มีประวัติแบบนั้นในตำแหน่งสำคัญ"
มู่รุ่ยเสวี่ยหยุดเขียนชั่วขณะ
"ข้าไม่รับใบลาออก" นางพูด "บอกเขาว่าถ้าเขาลาออกตอนนี้ มันจะหมายถึงอะไรในสายตาของคนอื่น และถ้าเขาอยู่ต่อและทำงานด้วยความซื่อสัตย์ มันจะหมายถึงอะไรแทน ให้เขาตัดสินใจเอง แต่ข้าหวังว่าเขาจะเลือกถูก"
มู่เฉิงพยักหน้าช้าๆ "เข้าใจแล้วครับ"
จ้าวหานที่นั่งอยู่มุมห้องพร้อมซี่โครงหม้อใหญ่ได้ยินบทสนทนานั้น แต่ไม่พูดอะไร เขากำลังวิเคราะห์ข้อมูลที่ศูนย์ส่งมาเกี่ยวกับแผ่นโลหะโบราณในใจ
[เ้านายครับ จากการรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่มี ผมได้ข้อสรุปว่าแผ่นโลหะที่เราพบในนครธรณีสามนี้น่าจะเป็ชิ้นที่ห้าหรือหกจากทั้งหมดเจ็ดถึงเก้าชิ้น พิกัดที่ปรากฏขึ้นเมื่อใช้ความร้อนกระตุ้นชี้ไปยังบริเวณกลางทะเลทรายดาวดับ แต่ยังขาดความแม่นยำ น่าจะต้องมีชิ้นส่วนอื่นมาเสริมอีกสองถึงสามชิ้น!]
'แล้วชิ้นส่วนที่เหลือน่าจะอยู่ที่ไหน?'
[จากรูปแบบที่วิเคราะห์ได้ ชิ้นส่วนมักจะปรากฏในสถานที่ที่มีการเคลื่อนไหวของสัตว์อสูรระดับสูงหรือในแหล่งโบราณคดีที่มีอายุมากกว่าหมื่นปี ทะเลทรายดาวดับเองน่าจะมีชิ้นส่วนอื่นอยู่ด้วยครับ ถ้าเรามุ่งตรงไปที่นั่น โอกาสที่จะพบชิ้นที่เหลือก็มีสูง!]
จ้าวหานกัดซี่โครงชิ้นใหม่ เตาปฏิกรณ์ชีวภาพตอบรับด้วยความอุ่นสม่ำเสมอ
การเดินทางในใจเขาเริ่มต้นขึ้นแล้ว
วันที่ห้า มู่รุ่ยเสวี่ยเรียกประชุมภายในสาขาหลัก
ทุกคนที่เกี่ยวข้องนั่งอยู่ในห้องประชุมกว้างชั้นสาม ต้วนหยางที่รับปากจะอยู่ต่อหลังจากได้รับข้อความจากนาง ผู้จัดการสาขาสี่คน นักบัญชีสองคน และเว่ยกังในฐานะผู้บัญชาการกองรักษาความปลอดภัย
จ้าวหานนั่งอยู่ข้างประตูในฐานะผู้สังเกตการณ์
มู่รุ่ยเสวี่ยพูดอย่างกระชับและชัดเจนเกี่ยวกับแผนฟื้นฟูสาขาหลัก การปรับโครงสร้างบัญชี และระบบตรวจสอบภายในที่จะถูกเพิ่มเข้ามาเพื่อป้องกันปัญหาเดิมซ้ำ เธอไม่ได้พูดถึงมู่ฉางหยวนโดยตรงแม้แต่ครั้งเดียว เพียงแต่อธิบายระบบใหม่ว่าคืออะไรและทำงานอย่างไร
[เ้านายครับ แม่นางมู่เป็ผู้บริหารที่ดีมากนะ เธอแก้ปัญหาที่ต้นเหตุแทนที่จะแค่แก้ที่ปลายทาง!]
จ้าวหานไม่ตอบในใจ แต่ก็ไม่เห็นแย้ง
หลังประชุมเสร็จ ต้วนหยางเดินมาหาจ้าวหานที่ยืนอยู่ข้างประตู
"ขอบคุณที่ไม่ปล่อยให้ผมลาออกครับ" เขาพูดเบาๆ
"ไม่ใช่ข้าที่ตัดสินใจ" จ้าวหานตอบ
"แต่ท่านเป็คนบอกกับคุณหนูว่าคนที่ทำผิดแล้วแก้ตัวเองได้นั้นมีค่ากว่าคนที่ไม่เคยทำผิดเลยบางครั้ง" ต้วนหยางพูด แล้วก็พักสักครู่ "ผมได้ยินตอนท่านพูดกับคุณหนูเมื่อวานครับ ผนังห้องประชุมบาง"
จ้าวหานยักไหล่เล็กน้อย "ข้าแค่พูดสิ่งที่เห็นว่าจริง"
"มันเปลี่ยนการตัดสินใจของผมครับ" ต้วนหยางพูดพลางก้มศีรษะให้เบาๆ ก่อนจะเดินจากไป
วันที่หก ก่อนอาหารเช้า
จ้าวหานออกไปวิ่งรอบย่านตลาดสมุนไพรในยามรุ่งสาง ไม่ใช่เพราะ้าออกกำลังกายในแบบที่คนธรรมดา้า แต่เพราะการวิ่งด้วยน้ำหนักมวลสารระดับเหล็กไหลขั้นกลางเป็วิธีทดสอบความสมดุลของข้อต่อกระดูกที่ดีที่สุด
พึ่บพึ่บพึ่บพึ่บ!
ฝีเท้าแต่ละก้าวทิ้งรอยบุ๋มเล็กๆ ไว้บนหินปูถนน ร้านค้าที่เพิ่งเปิดแผงต่างรับรู้ถึงการสั่นะเืเบาๆ แต่ก็แค่นั้น เตาปฏิกรณ์ชีวภาพส่งพลังงานหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อทุกมัดอย่างสม่ำเสมอ ทำให้การวิ่งหนักๆ ยี่สิบรอบเมืองรู้สึกเหมือนการเดินเล่นสบายๆ
[มวลสารสำรองอยู่ที่ 98 เปอร์เซ็นต์ครับเ้านาย และโครงสร้างเซลล์เหล็กไหลขั้นกลางอยู่ในสภาพที่ดีที่สุดนับั้แ่การอัปเกรด น้ำมันขัดเกลาโลหะที่ผู้าุโมู่เซียงหยูให้มาช่วยได้มากจริงๆ ครับ!]
'แล้วรอยเสียหายในลำกล้องปืนที่ดาบอสุรีกลืนแสงทิ้งไว้ล่ะ?'
[ซ่อมแซมสมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์แล้วครับ! แต่การปะทะนั้นสอนผมบางอย่างที่น่าสนใจ พลังปราณกลืนกินของดาบนั้นมีลักษณะเฉพาะที่ทำให้ผมนึกถึงอักขระโบราณในแผ่นโลหะอีกครั้ง ผมเชื่อว่าทั้งสองมาจากเทคโนโลยีหรืออารยธรรมเดียวกัน!]
จ้าวหานหยุดวิ่งตรงหัวมุมถนน มองออกไปยังทิศตะวันออกเฉียงเหนือที่ขอบฟ้ายังเป็สีเทาอมม่วงของรุ่งอรุณ
ทะเลทรายดาวดับอยู่ทางนั้น
อาหารเช้าวันนั้น มู่รุ่ยเสวี่ยนั่งรออยู่ที่โต๊ะพร้อมกับเอกสารสองแผ่น
จ้าวหานเดินเข้ามาพร้อมกลิ่นลมรุ่งเช้าที่ยังติดอยู่บนชุดคลุม นั่งลง สั่งอาหารตามปกติ คือหม้อซุปใหญ่และขนมปังหลายแผ่น แล้วก็สังเกตเห็นเอกสารสองแผ่น
"อะไรนั่น?"
"แผ่นแรกคือรายงานสรุปสถานะสาขาหลักที่ข้าเตรียมไว้ส่งสำนักงานใหญ่ค่ะ" มู่รุ่ยเสวี่ยตอบ "แผ่นที่สองคือข้อมูลที่ข้าสืบค้นมาเมื่อคืนเกี่ยวกับทะเลทรายดาวดับ"
จ้าวหานหยุดนิ่งชั่วครู่ "ท่านรู้ว่าข้าคิดเื่นั้นอยู่?"
"ท่านมองออกไปทางตะวันออกเฉียงเหนือทุกครั้งที่มีเวลาว่างสักสองวันนี้ค่ะ" มู่รุ่ยเสวี่ยพูดพลางยื่นแผ่นที่สองมาให้ "สมาคมการค้าตระกูลมู่มีสาขาในเมืองชายแดนที่เรียกว่า 'เมืองกระโจมทราย' ห่างออกไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณสิบวันเดินทาง นั่นคือประตูเข้าทะเลทรายดาวดับ"
จ้าวหานรับเอกสารมาอ่าน ข้อมูลในนั้นละเอียดกว่าที่เขาคาดไว้มาก ทั้งเส้นทาง อันตรายที่รู้จัก สภาพอากาศตามฤดูกาล และรายชื่อสัตว์อสูรที่พบได้บ่อยในบริเวณนั้น
"ท่านเตรียมไว้ั้แ่เมื่อคืนแล้วหรือ?"
"ข้าสังเกตว่าท่านพบสิ่งผิดปกติในร้านของเก่าเมื่อวันก่อน และหลังจากนั้นการมองออกไปทางตะวันออกเฉียงเหนือก็เริ่มขึ้น" นางตอบเงียบๆ "ข้าแค่เตรียมข้อมูลไว้ก่อน"
จ้าวหานวางเอกสารลง มองนาง
"แม่นางมู่้าอะไรจากเื่นี้?"
มู่รุ่ยเสวี่ยตอบโดยไม่ลังเล "ข้า้าร่วมเดินทางไปด้วยค่ะ"
"ทะเลทรายดาวดับอันตรายมาก ไม่ใช่ที่สำหรับนักธุรกิจ"
"ข้าเป็ลูกสาวของผู้นำสมาคมการค้าตระกูลมู่ ข้าเติบโตมากับการฟังเื่เส้นทางการค้าที่อันตรายมาั้แ่เด็ก" นางพูดพลางตั้งตาตรง "และสาขาของตระกูลมู่ในเมืองกระโจมทรายเพิ่งจะมีปัญหาที่้าการตรวจสอบโดยตรงจากผู้มีอำนาจ ข้าจึงมีเหตุผลที่จะไป ไม่ใช่แค่ตามท่านไปเฉยๆ"
[เ้านายครับ ข้อเสนอนี้สมเหตุสมผลทั้งสองฝ่ายนะครับ เธอมีเหตุผลทางธุรกิจจริงๆ และเราก็ได้เครือข่ายและทรัพยากรของตระกูลมู่ในพื้นที่ที่เราไม่รู้จัก!]
จ้าวหานพิจารณาอยู่สักครู่ก่อนจะพยักหน้า "ตกลง แต่มีเงื่อนไข"
"บอกมาค่ะ"
"ถ้าสถานการณ์เป็อันตราย แม่นางมู่ต้องฟังคำสั่งของข้าโดยไม่เถียง ข้าไม่มีเวลาอธิบายในขณะที่มีคนพยายามฆ่าพวกเรา"
มู่รุ่ยเสวี่ยยิ้มเล็กน้อย "ข้ายอมรับเงื่อนไขนั้น"
วันที่เจ็ด การเตรียมการเดินทาง
เว่ยกังขอร่วมเดินทางพร้อมกับทหารคุ้มกันสิบคน มู่รุ่ยเสวี่ยตกลง จ้าวหานไม่ขัดข้องเพราะยิ่งมีคนช่วยดูแลนางในขณะที่เขาต้องจัดการเื่ของตัวเองยิ่งดี
มู่เฉิงจะอยู่ที่นครธรณีสามเพื่อดูแลสาขาหลักร่วมกับต้วนหยาง ชายวัยกลางคนที่อาการาเ็หายดีแล้วยืนส่งขบวนด้วยสีหน้าที่ซ่อนความกังวลไว้ไม่มิด
"คุณหนูดูแลตัวเองด้วยนะครับ" เขาพูดกับมู่รุ่ยเสวี่ย
"ข้ามีผู้คุ้มกันดูแลอยู่ค่ะ ท่านลุง" นางตอบพลางมองมาที่จ้าวหานสั้นๆ
มู่เฉิงมองตาม แล้วก็พยักหน้าช้าๆ ด้วยสีหน้าที่อ่านออกว่าเขาเห็นบางอย่างที่คนอื่นอาจมองข้ามไป
รถม้าสามคันออกเดินทางจากนครธรณีสามในยามสายอ่อนๆ ของเช้าวันที่แปด
จ้าวหานขี่ม้าอสูรนำหน้าตามเคย ม้าขนาดใหญ่พิเศษที่เว่ยกังจัดหามาให้ใหม่เพราะม้าตัวเดิมเริ่มแสดงอาการขาหลังอ่อนล้าจากการรับน้ำหนักมวลสารระดับเหล็กไหลเป็เวลาหลายวัน ม้าตัวใหม่ขนาดเท่ากระทิงสายพันธุ์อสูรรับน้ำหนักได้ดีกว่ามาก แต่ก็ยังส่งเสียง เอี๊ยดดดด เบาๆ ทุกครั้งที่จ้าวหานขยับน้ำหนักตัว
ระหว่างทางออกจากเมือง จ้าวหานผ่านร้านขายของเก่าในตรอกซอยที่เขาพบแผ่นโลหะ
ร้านปิดแล้ว ป้ายไม้หน้าร้านถูกเก็บเข้าไป ชายแก่เ้าของร้านไม่มีให้เห็น เหมือนกับว่าร้านนั้นไม่เคยมีอยู่ที่นั่น
[น่าสนใจมากครับเ้านาย ร้านนั้นเปิดอยู่เพียงไม่กี่วันก่อนที่เราจะพบแผ่นโลหะ และปิดหลังจากนั้นทันที บางทีเ้าของร้านนั้นอาจไม่ใช่แค่พ่อค้าของเก่าธรรมดาก็ได้ครับ!]
จ้าวหานเก็บข้อมูลนั้นไว้ในใจแล้วเดินทางต่อ
สามวันแรกของการเดินทางผ่านพื้นที่เกษตรกรรมและหมู่บ้านขนาดต่างๆ ราบรื่น ไม่มีเหตุการณ์น่าสนใจนอกจากจ้าวหานสร้างความตกตะลึงให้กับเ้าของโรงแรมที่พักทุกแห่งด้วยการสั่งอาหารปริมาณที่ทำให้ต้องปลุกพ่อครัวขึ้นมาทำเพิ่มกลางดึก
วันที่สี่ ภูมิประเทศเปลี่ยนแปลง
ต้นไม้ใหญ่ที่เคยรายล้อมเส้นทางเริ่มบางลง พื้นดินเปลี่ยนจากสีน้ำตาลชื้นเป็สีน้ำตาลแดงแห้ง สายลมที่เคยหอบความชื้นจากป่าลึกเริ่มมีกลิ่นทรายและความร้อนแห้งแทรกอยู่
[เ้านายครับ เราเริ่มเข้าสู่เขตรอยต่อระหว่างดินแดนกลางกับทะเลทรายแล้วครับ สัตว์อสูรที่พบได้ในบริเวณนี้จะเปลี่ยนจากสายน้ำและป่าเป็สายทรายและความร้อน มวลสารของพวกมันมักจะแน่นกว่าสัตว์อสูรในป่า เพราะต้องปรับตัวกับสภาพอากาศสุดขีด!]
'หมายความว่าของกินดีกว่า'
[ถูกต้องครับเ้านาย!]
มู่รุ่ยเสวี่ยโผล่หน้าออกมาจากหน้าต่างรถม้า "ท่านเห็นไหมคะ? สีของดินเปลี่ยนแล้ว"
"เห็น" จ้าวหานตอบ "เราจะถึงเมืองกระโจมทรายในอีกหกวัน"
"ท่านตื่นเต้นบ้างไหมคะ?" นางถาม ด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูอยากรู้จริงๆ
"กับอะไร?"
"กับสิ่งที่ท่านกำลังมองหา... แก่นดาวตกที่ว่า ท่านรู้ว่ามันจะพาท่านไปถึงระดับไหนใช่ไหม?"
จ้าวหานพิจารณาคำถามนั้นสักครู่ "ข้าไม่รู้แน่ชัด แต่ศูนย์บอกว่าถ้าได้แก่นดาวตกมาและกายาเหล็กไหลเลื่อนขึ้นสู่ขั้นสูงสุด อานุภาพของปืนมหาประลัยจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อยสิบเท่า"
มู่รุ่ยเสวี่ยนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง "และท่าน้าพลังมากขึ้นเพื่ออะไรคะ?"
"เพื่อเป็อิสระ" จ้าวหานตอบโดยไม่ลังเล "ในโลกนี้ คนที่ไม่แข็งแกร่งพอจะถูกบังคับให้ทำในสิ่งที่ตัวเองไม่้า ข้าไม่้าถูกบังคับ"
"แค่นั้นหรือคะ?"
"และข้าอยากกินได้ดีๆ ในทุกที่ที่ไป" เขาเสริม
มู่รุ่ยเสวี่ยหัวเราะเบาๆ ออกมา เสียงนั้นฟังดูสบายและเป็ธรรมชาติ
วันที่หก สถานการณ์เปลี่ยน
ขบวนเดินทางกำลังผ่านช่องเขาแคบที่เป็ทางผ่านเดียวสู่พื้นที่ราบก่อนถึงเมืองกระโจมทราย เว่ยกังสังเกตเห็นร่องรอยบางอย่างบนพื้นดินก่อนใครและสั่งให้ขบวนชะลอ
"รอยเท้าสัตว์อสูรครับ" เขารายงาน "ชนิดที่เรียกว่า 'ตะขาบหินั์' รอยใหญ่มาก ขนาดน่าจะระดับสี่"
[เ้านายครับ ผมตรวจพบสัญญาณความร้อนขนาดใหญ่ที่ซ่อนอยู่ใต้ชั้นหินบริเวณซ้ายของทางเดิน ตะขาบหินั์ระดับสี่มักจะซ่อนตัวใต้ดินแล้วโจมตีขึ้นมาจากเบื้องล่าง มวลสารของพวกมันหนาแน่นมากเพราะลำตัวเป็หินหุ้ม!]
จ้าวหานหยุดม้าแล้วส่งสัญญาณให้ขบวนหยุด
"มีตะขาบหินั์ซ่อนอยู่ใต้พื้น ห่างออกไปยี่สิบเมตรทางซ้าย" เขาบอกเว่ยกัง "ถ้าขบวนผ่านไป มันจะโผล่ขึ้นมาโจมตี"
เว่ยกังมองไปทางที่จ้าวหานชี้ "ท่านแน่ใจหรือครับ? ข้ามองไม่เห็นสัญญาณ"
"แน่ใจ"
ผู้บัญชาการพิจารณาอยู่สักครู่ก่อนจะตัดสินใจ "ถ้าอย่างนั้นเราจะเบี่ยงเส้นทางหรือ?"
"ไม่จำเป็" จ้าวหานลงจากหลังม้า กดรอยสักมิติที่แขนขวา ปืนมหาประลัยปรากฏขึ้นพร้อมเสียงกลไกเบาๆ เข็มนาโนเชื่อมต่อกับไหล่ขวาในพริบตา "ท่านเว่ยกังนำทุกคนถอยไปด้านหลังห้าสิบเมตร"
"แล้วท่านจะ...?"
"จัดการมัน"
จ้าวหานเดินตรงเข้าไปยังบริเวณที่ศูนย์ระบุว่ามีตะขาบหินั์ซ่อนตัวอยู่ ทุกก้าวทิ้งรอยบุ๋มเล็กๆ ลงในพื้นหินแข็ง เตาปฏิกรณ์ชีวภาพตื่นตัวขึ้นเต็มพิกัด
เขาหยุดนิ่งที่ตำแหน่งที่ห้าเมตรเหนือจุดที่ศูนย์ระบุว่ามีสัตว์อสูรซ่อนอยู่
แล้วก็กระทืบเท้าขวาลงไปด้วยน้ำหนักมวลสารเหล็กไหลเต็มๆ
ตูมมมมมม!
พื้นหินในรัศมีสองเมตรแตกระแหงจากแรงสั่นะเื รอยแยกลึกปรากฏขึ้นเป็รูปดาวรอบจุดที่เท้าลง คลื่นกระแทกลงไปในชั้นดินใต้ถนนหิน
ใต้พื้นดิน บางสิ่งที่หลับอยู่ถูกรบกวน
ครื้นนนนน!
พื้นดินอีกจุดหนึ่งที่ห่างออกไปสี่เมตระเิพุ่งขึ้น ก้อนหินและดินกระเด็นออกไปทุกทิศ ลำตัวของตะขาบั์ที่ยาวกว่าสิบเมตรทะลุขึ้นมาจากใต้ดิน เกล็ดหินสีน้ำตาลเข้มสะท้อนแสงแดดยามบ่ายจนแวววาว หัวของมันขนาดเท่าถังน้ำเต็มไปด้วยขาหน้าที่แหลมคมราวหอกสั้น
สัตว์อสูรระดับสี่เต็มๆ ตาเล็กๆ บนหัวค้นหาแหล่งกำเนิดการสั่นะเืที่รบกวนมัน
พบจ้าวหานที่ยืนอยู่ตรงหน้า
ฟึ่บ!
ตะขาบั์พุ่งเข้าหาด้วยความเร็วที่เกินกว่าขนาดตัวมันจะมีได้ตามสามัญสำนึก
จ้าวหานไม่ถอย เขาหมุนตัวด้านข้างออก
เฟี้ยวววว!
ขาหน้าซ้ายของตะขาบแหวกผ่านอากาศตรงที่เขายืนเมื่อครู่ กระชากเสื้อคลุมที่ปลายขาแหลมคม เสียงผ้าฉีกขาดดังออกมา ฉัวะ!
จ้าวหานใช้ Micro-Burst จากฝ่าเท้า
เปรี้ยงงง!
แรงะเิขนาดจิ๋วพุ่งเขาขึ้นไปในอากาศเหนือตะขาบั์ เขามองลงมาจาก้า เห็นเกล็ดหินที่ปกคลุมลำตัว สังเกตว่าบริเวณข้อต่อระหว่างปล้องมีรอยต่อที่บางกว่าส่วนอื่น
'ศูนย์ ระดับ 1 Hyper-Concentrated Pulse เล็งที่ข้อต่อปล้องที่สาม'
[รับทราบครับ! กำลังล็อกเป้าหมาย!]
จ้าวหานตกลงมาจากอากาศอย่างรวดเร็ว เล็งปากกระบอกปืนลงไปตรงๆ
ซวบบ! เปรี้ยงงงงง!
ลำแสงม่วงเข้มพุ่งทะลวงลงไปที่ข้อต่อปล้องที่สามอย่างแม่นยำ ความร้อนระดับนิวเคลียร์รวมจุดเจาะผ่านเกล็ดหินบางๆ บริเวณนั้นเข้าไปภายใน
ตะขาบั์ส่งเสียงแหลมสูงออกมา ไม่ใช่เสียงคำราม แต่เป็เสียงที่แสดงถึงความเ็ปอย่างสุดขีด
ครื้นนนน!
ลำตัวขนาดใหญ่ดิ้นเกร็งแล้วทุบลงมาบนพื้นหิน รอยแตกร้าวกระจายออกไปเป็รัศมีกว้าง
จ้าวหานลงสู่พื้นด้วยก้าวที่มั่นคง เท้ากดลงบนพื้นหินที่แตกแยก ตุ้บ! เสียงหนักแน่น
ตะขาบั์ดิ้นอยู่อีกสิบวินาทีก่อนจะนิ่ง สิ้นลมหายใจเพราะพลังงานปรมาณูเจาะทำลายอวัยวะภายในที่ข้อต่อปล้องที่สาม
เว่ยกังที่ถือม้าอยู่ด้านหลังชะโงกคอมาดู ทหารคุ้มกันสิบคนต่างยืนนิ่งพร้อมอาวุธในมือ แต่ไม่มีใครต้องทำอะไร
"ระดับสี่..." เว่ยกังพูดเบาๆ "ใช้เวลาไม่ถึงนาที"
มู่รุ่ยเสวี่ยที่โผล่หน้าออกมาจากหน้าต่างรถม้ามองดูซากตะขาบั์ด้วยความตกตะลึง
จ้าวหานเดินไปดูซากอย่างพิจารณา สังเกตเห็นว่าเกล็ดหินที่ปกคลุมลำตัวส่วนใหญ่ยังสมบูรณ์ดีเพราะเขาเล็งที่จุดอ่อนแทนที่จะะเิออกมา
[เ้านายครับ เกล็ดหินของตะขาบระดับสี่นี้มีความหนาแน่นของแร่ธาตุเหล็กและซิลิกอนสูงมาก ถ้าสกัดออกมาได้น่าจะมีมูลค่าสูงมาก และไขกระดูกในข้อต่อที่คุณยิงนั้น... ผมตรวจพบสารประกอบที่คล้ายกับส่วนประกอบในแผ่นโลหะโบราณครับ! อาจจะไม่ใช่แก่นดาวตก แต่อาจจะเป็หลักฐานว่าสัตว์อสูรในทะเลทรายนี้กินแร่ธาตุจากยุคาเข้าไปด้วย!]
จ้าวหานหยุดนิ่ง 'สัตว์อสูรในทะเลทรายกินแร่า...'
นั่นเป็ข้อมูลที่น่าสนใจมาก
"เว่ยกัง" เขาเรียก "ทหารของท่านเก็บซากนี้ได้ไหม? เฉพาะเกล็ดหินส่วนกลางลำตัว ไม่ต้องทั้งหมด"
เว่ยกังมองดูขนาดของซาก "ใช้รถม้าเสบียงอีกหนึ่งคันครับ คิดว่าไม่เป็ปัญหา"
"ดี"
มู่รุ่ยเสวี่ยที่ลงมาจากรถม้าแล้วเดินเข้ามาหา "ท่านคิดว่าเกล็ดเ่าั้มีประโยชน์อะไรพิเศษหรือคะ?"
"อาจจะใช่ อาจจะไม่ใช่" จ้าวหานตอบ แล้วก็เพิ่มเติม "แต่ขายได้ราคาดีอยู่แล้ว"
นางหัวเราะออกมาเบาๆ
วันที่เจ็ด ค่ำคืนก่อนถึงเมืองกระโจมทราย
ขบวนหยุดพักข้างทางในพื้นที่โล่งกว้าง ทหารตั้งกองไฟและกางเต็นท์อย่างเป็ระบบ กลิ่นทรายและหินอุ่นจากกลางวันที่ยังแผ่ออกมาในยามค่ำ
จ้าวหานนั่งอยู่นอกวงกองไฟ มองออกไปยังท้องฟ้าที่ปราศจากแสงมลภาวะของเมือง ดาวเต็มฟ้าในแบบที่เขาไม่เคยเห็นในโลกอนาคตที่จากมา
มู่รุ่ยเสวี่ยเดินออกมาพร้อมผ้าห่มสองผืน ยื่นให้เขาหนึ่งผืน
"ข้าไม่หนาว" เขาพูด
"ข้ารู้ค่ะ แต่นั่งเป็เพื่อนข้าได้ไหม?"
เขาพักผ้าห่มไว้ข้างๆ และนางก็นั่งลงข้างๆ ห่มผ้าของตัวเองไว้ ทั้งสองนั่งมองดาวอยู่พักหนึ่งโดยไม่มีใครพูด
"ท่านเคยพูดว่ามาจากที่ที่ดาวพวกนั้นคือบ้านเกิด" มู่รุ่ยเสวี่ยพูดขึ้นอย่างนุ่มนวล
"ใช่"
"ท่านคิดถึงที่นั่นบ้างไหมคะ?"
จ้าวหานพิจารณาคำถามนั้นอย่างจริงจัง ก่อนจะตอบ "ข้าคิดถึงองค์ความรู้ที่ทิ้งไว้บ้าง บางสิ่งที่เคยรู้ว่าเป็ไปได้แต่ที่นี่ยังทำไม่ได้ แต่ไม่ได้คิดถึงในแบบที่อยากกลับไป"
"เพราะ?"
"เพราะที่นั้นข้าเป็แค่ช่างกลคนหนึ่ง ไม่ได้พิเศษอะไร ที่นี่..." เขาหยุดคิดสักครู่ "ที่นี่ข้าได้เป็ตัวเอง"
มู่รุ่ยเสวี่ยเงียบอยู่กับคำพูดนั้น
"ข้าก็รู้สึกคล้ายกันค่ะ" นางพูดช้าๆ "เป็ลูกสาวตระกูลมู่มาตลอด ต้องเป็แบบที่คนอื่นคาดหวัง แต่่สองสัปดาห์ที่ผ่านมา..." นางหยุดนิ่ง "ข้ารู้สึกว่าได้เลือกเองบ้าง ไม่ใช่แค่ทำตามที่ต้องทำ"
"นั่นดีกว่าไม่ได้เลือก"
มู่รุ่ยเสวี่ยหันมามองเขา แล้วก็ยิ้มเล็กๆ ก่อนจะมองกลับไปที่ดาว
"เมืองกระโจมทรายพรุ่งนี้" เธอพูดหลังจากเงียบอีกสักครู่ "ข้าหวังว่าจะได้เห็นทะเลทรายจริงๆ ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน"
"ท่านจะได้เห็น" จ้าวหานรับรอง
"ท่านเคยไปหรือคะ?"
"ไม่เคย แต่ข้าเดาว่ามันจะร้อน"
มู่รุ่ยเสวี่ยหัวเราะออกมาอีกครั้ง ครั้งนี้ดังกว่าเดิม จนทหารยามที่ยืนอยู่ในระยะได้ยินต่างแลกสายตากันเบาๆ
เช้าวันที่แปด เมืองกระโจมทรายปรากฏขึ้นที่ขอบฟ้า
ไม่เหมือนกับเมืองที่เคยเห็นมา กำแพงเมืองสร้างจากอิฐทรายสีเหลืองส้ม ทรงกลมต่ำและหนา ออกแบบมาเพื่อทนทานต่อพายุทราย ไม่ใช่เพื่อความสวยงาม ยอดหอคอยเฝ้าระวังมีธงสีแดงปลิวอยู่ในลมร้อนแห้ง
ด้านหลังเมือง ทิวทัศน์เปลี่ยนอย่างฉับพลัน ทราบสีทองแดงทอดยาวออกไปไม่มีสิ้นสุดจนเส้นขอบฟ้ากลายเป็สีส้มเข้ม
ทะเลทรายดาวดับ
จ้าวหานหยุดม้าอยู่บนเนินเตี้ยๆ มองออกไปยังผืนทรายอันกว้างใหญ่
[เ้านายครับ เป้าหมายของเราอยู่ลึกเข้าไปในทะเลทรายนั้น ผมยังระบุตำแหน่งที่แน่นอนไม่ได้จนกว่าจะมีชิ้นส่วนแผ่นโลหะเพิ่มเติม แต่ผมรู้สึกได้ถึงคลื่นพลังงานโบราณที่แผ่ออกมาจากทิศทางนั้น มันคล้ายกับคลื่นจากแผ่นโลหะของเรามากครับ!]
มู่รุ่ยเสวี่ยที่นั่งอยู่บนรถม้าข้างๆ เขามองออกไปยังทะเลทรายเช่นกัน ดวงตาของเธอสว่างขึ้นด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย
"มันใหญ่มากกว่าที่นึกไว้มากค่ะ" เธอพูดเบาๆ
"ใช่" จ้าวหานตอบ
"ท่านพร้อมหรือยังคะ?"
จ้าวหานสูดลมหายใจเข้ายาว กลิ่นทรายและแร่ธาตุแปลกๆ ผสมอยู่ในอากาศ เตาปฏิกรณ์ชีวภาพส่งสัญญาณความอุ่นสม่ำเสมอ ยืนยันว่าร่างกายพร้อมสำหรับสภาพแวดล้อมใหม่
แผ่นโลหะโบราณในมิติส่วนตัวอุ่นขึ้นเล็กน้อย ราวกับมันรับรู้ว่าใกล้จะถึงเวลา
"พร้อม" เขาตอบ
ขบวนรถม้าเคลื่อนตัวลงเนินสู่เมืองกระโจมทราย ประตูสู่บทใหม่ของการเดินทางเปิดออก และทะเลทรายดาวดับที่ซ่อนความลับของอารยธรรมารอคอยอยู่เบื้องหน้า