หลังการประชุมสิ้นสุด
ตำหนักกลางดินแดนศักดิ์สิทธิ์กลับคืนสู่ความเงียบ
เมฆยังลอยเหมือนเดิม
ลมยังพัดเหมือนเดิม
แต่บางอย่างไม่เหมือนเดิม
หลินเสวียนเทียนเดินออกจากตำหนักโดยไม่รีบร้อน
สายตาเขานิ่งสงบเหมือนทุกครั้ง
ทว่าขณะก้าวลงจากบันไดหินศักดิ์สิทธิ์
เขารู้สึกได้มีสายตาหลายคู่
ที่ไม่ได้มองเขาเหมือนในอดีต
มันไม่ใช่ความเกรงกลัว
ไม่ใช่ความเคารพ
แต่เป็การ “ประเมิน”
ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักบางอย่าง
เขาไม่แสดงออก
เพียงยิ้มบางแล้วจากไป
ลำแสงกระบี่สีขาวทะยานกลับสู่สำนักกระบี่นิรันดร์
ภายในตำหนัก
าเทพบางคนยังไม่จากไป
“พลังของเสวียนเทียน… เพิ่มขึ้นอีกแล้ว”
เสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ
“หากปล่อยต่อไป อีกพันปี เขาอาจก้าวล้ำพวกเราทั้งหมด”
อีกเสียงตอบ
ไม่มีใครพูดคำว่า “กำจัด”
แต่คำบางคำ
ไม่จำเป็ต้องเอ่ย
ความเงียบที่ตามมา
คือคำตอบ ในเวลาเดียวกัน
บนยอดหอคอยดารา์
เยว่หลิงซวงยืนอยู่ท่ามกลางวงแสงดาว
นางยกมือขึ้นช้า ๆ
ลำแสงบางเบาเชื่อมต่อกับกลุ่มดาวเหนือฟ้า
ภาพอนาคตยังเหมือนเดิม
เก้าดวงจะเหลือแปด
เส้นชะตานั้นไม่เคยเปลี่ยน
แต่ครั้งนี้
นางไม่ได้เพ่งมองตอนจบ
นางมอง “ช่องว่าง” ระหว่างเหตุและผล
หากความตายหลีกเลี่ยงไม่ได้
ถ้าเช่นนั้น…
การดับสูญจะหลีกเลี่ยงได้หรือไม่
ดวงตานางสั่นไหวเล็กน้อย
มีเคล็ดวิชาหนึ่ง
ถูกบันทึกไว้ในตำราต้องห้ามของสำนักดารา์
วิชาที่ใช้พลังชีวิตทั้งหมด
เพื่อผูกดวงิญญาสองดวงเข้าด้วยกัน หากหนึ่งดับอีกหนึ่งจะตามและหากหนึ่งเกิดใหม่
อีกหนึ่งจะเกิดตาม
แต่มันมีราคาที่โหดร้าย
ผู้ใช้จะสูญเสียทุกสิ่ง
แม้กระทั่งความทรงจำ
เยว่หลิงซวงหลับตา
นางเริ่มตัดสินใจแล้ว
สำนักกระบี่นิรันดร์
หลินเสวียนเทียนนั่งอยู่ลำพังในตำหนักหลัก
เขาหลับตา
แต่ไม่ได้ฝึกกระบี่
ลางสังหรณ์ยังคงอยู่
ไม่ใช่อันตรายเฉียบพลัน
แต่เป็คลื่นลึกใต้ผิวน้ำ
เขาย้อนนึกถึงคำถามในที่ประชุม
“เ้าก้าวหน้ามากเกินไปหรือไม่”
คำพูดธรรมดา
แต่ในระดับของพวกเขา
ไม่มีคำใดธรรมดา
เขาไม่กลัวการต่อสู้
หากศัตรูยืนตรงหน้า เขาจะชักกระบี่ทันทีสิ่งที่เขาไม่ชอบ
คือความเงียบ
ความเงียบที่มีบางอย่างซ่อนอยู่
หลินเสวียนเทียนลืมตา
ประกายคมบางอย่างฉายวาบ
“หากจะมา… ก็มา”
เขาไม่เคยหนีชะตา
แต่เขาไม่รู้เลยว่า
หญิงที่ยืนเคียงข้างเขามาหลายพันปี
กำลังเตรียมรับมือชะตา
ด้วยวิธีที่เขาไม่มีวันคาดคิด