เหยียนชิงถูกผลักเข้ามาภายในมิติที่ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง รอบกายเขาเต็มไปด้วยความมืดที่ไม่อาจบรรยายได้ สิ่งเดียวที่สามารถมองเห็นได้มีเพียงสีดำอันมืดมิดตรงหน้าเท่านั้น ชายหนุ่มรู้สึกเป็กังวลอยู่บ้างเนื่องจากก่อนหน้านี้เยี่ยตี้ยู่กล่าวว่าด่านที่สองเป็การทดสอบความรู้และภูมิปัญญาโบราณ
เขาจะไปรู้เื่ราวแบบนั้นได้อย่างไรกัน!
แม้ภายในมิติมืดนี้จะแผ่บรรยากาศหนาวเหน็บออกมา แต่เหงื่อเม็ดใหญ่กับไหลอาบใบหน้าของเหยียนชิง ชายหนุ่มเริ่มรู้สึกเป็กังวลมากยิ่งขึ้น เขาไม่รู้ว่าจะไปหาคำตอบมาจากที่ใด
แคร่ก.......
ทันใดนั้น มิติมืดก็เกิดรอยร้าวขึ้นทั่วทั้งบริเวณ ก่อนจะส่งเสียงปริแตกออกมา
เพล้งง!!
ความมืดที่ห้อมล้อมชายหนุ่มก่อนหน้าปริแตกเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อย ในที่สุดชิ้นส่วนสุดท้ายก็หายไปจากสายตาของชายหนุ่ม เผยให้เห็นทัศนียภาพด้านหน้าที่แตกต่างไปจากเมื่อครู่ เขาพิจารณาถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างระมัดระวัง
เหยียนชิงพบว่ายามนี้เขากำลังยืนอยู่ห้องโถงใหญ่ของวิหารแห่งหนึ่ง เป็ห้องโถงที่เหมือนกับว่าเป็ศูนย์กลางของพระราชวังทั้งหมด รอบๆห้องเต็มไปด้วยที่นั่งนับหมื่นลดหลั่นลงไปเป็ขั้นๆ มีเพียงพื้นที่ตรงกลางเท่านั้นที่ดูเหมือนเกือบโล่งว่าง ราวกับไม่อาจจะนำสิ่งใดมาวางไว้ได้
ยกเว้นแค่โต๊ะไม้ที่ดูคร่ำครึตรงกลางห้องโถงเท่านั้น
เหยียนชิงเดินเข้าไปหาโต๊ะไม้ จนในที่สุดเขาก็มาหยุดลงที่ตรงหน้า โต๊ะไม้โต๊ะนี้ดูเก่าแก่โบราณอย่างแท้จริง บริเวณส่วนใหญ่ของโต๊ะและเก้าอี้ถูกตกแต่งเอาไว้ด้วยลวดลายัที่กำลังเริงระบำอยู่บนท้องฟ้า ที่จุดศูนย์กลางของโต๊ะก็ยังคงมีสัญลักษณ์พระจันทร์สีดำสลักเอาไว้ ห้อมล้อมด้วยผู้คนที่กำลังเทิดทูนบูชาอยู่ด้านล่าง และสัตว์ในตำนานกำลังปกป้องมันอยู่้า
“เซียนฟ้าราตรีผนึก.......มันจะต้องเป็ผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตอย่างแน่นอน” เหยียนชิงคิดขึ้นภายในใจอย่างช่วยไม่ได้ ศักดิ์ฐานะของมันอาจจะเป็สิ่งที่ชายหนุ่มไม่อาจจะทำความเข้าใจได้ แม้ว่าจะมีความรู้มากกว่านี้ก็ตามที
“เมื่อถึงโต๊ะสอบแล้ว ก็นั่งประจำที่ซะ ข้าจะนำข้อสอบมาให้!” เมื่อสิ้นเสียงออกคำสั่งดวงตาโบราณดวงเดิมก็ลอยออกมาจากรอยแยกมิติ เหยียนชิงพยักหน้าเบาๆก่อนจะเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ไม้
ทันที่ที่เขานั่งลง ความทรงจำบางอย่างก็แล่นเข้ามาในหัวของชายหนุ่มอย่างรวดเร็ว บางเื่ก็สามารถปะติดปะต่อกันจนกลายเป็เื่ได้ แต่บางเื่ก็เป็เพียงแค่บางส่วนของความทรงจำเท่านั้น
เหยียนชิงกัดฟันแน่นด้วยความเ็ปที่เกิดขึ้นในหัวของเขา ภาพในจิตใจของชายหนุ่มกำลังฉายออกไปมากมายจนไม่อาจนับ บางภาพเป็ภาพาขนาดใหญ่ที่กินพื้นที่ไปทั้งโลก บางภาพเป็ภาพสตรีนางหนึ่งที่งดงามราวกับเทพธิดาบนสรวง์ แต่ภาพสุดท้ายที่เขาเห็นเป็ภาพที่เขาเห็นชัดมากที่สุดในห้วงความทรงจำทั้งหมด
คนทั้งเจ็ดคนกำลังเข้าโจมตีเขาอย่างพร้อมเพรียงจนไม่อาจจะสามารถตอบโต้ได้ ทั้งหอกและดาบแทงทะลุร่างจนเขาทรุดลง
“เฮือกก!.....” เหยียนชิงลืมตาขึ้นด้วยความใ เหงื่อกาฬไหลออกมาเต็มใบหน้าอีกครั้ง ภาพที่เขาเห็นนั้นดูเป็เื่จริงจนเขาแทบแยกแยะไม่ออก โดยเฉพาะกับภาพสุดท้ายที่ราวกับว่าเขาเป็คนที่ถูกแทงจริงๆ เพียงแต่ไร้ซึ่งความเ็ปเท่านั้น
“ความทรงจำนี่......เป็ของผู้ใดกัน?” เหยียนชิงรู้สึกสับสน ในจิตใจของเขาความคิดสายหนึ่งกำลังบอกว่ามันอาจจะเป็ของดวงตาโบราณที่เป็ผู้ทดสอบก็ได้
ชายหนุ่มครุ่นคิดได้ไม่นาน ในที่สุดดวงตาดวงเดิมก็ลอยกลับมาหาเขาพร้อมกับกระดาษปึกใหญ่
“ผู้าุโ......สิ่งนี้คือ?” เหยียนชิงเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย
“ก็ข้อสอบยังไงเล่า! ข้าบอกไปแล้วมิใช่รึว่าด่านที่สองเป็การทดสอบภูมิปัญญาโบราณน่ะ” เสียงเก่าแก่ดังขึ้นมาอีกครั้งอย่างหงุดหงิดก่อนจะส่งข้อสอบปึกใหญ่ลอยลงไปวางที่โต๊ะไม้ด้านหน้าของเหยียนชิง
“เอ่อ......ผู้าุโ ท่านจะสอบกันอย่างนี้เลยรึ?” เหยียนชิงรู้สึกกระอักกระอ่วน ยามนี้ชายหนุ่มไม่แน่ใจแล้วว่านี่เป็การทดสอบด้านพลังหรือสอบไล่รับราชการของขุนนางกันแน่
“หุบปากแล้วลงมือทำซะ! ข้อสอบมีทั้งหมดหนึ่งพันข้อ ห้าร้อยข้อคือประวัติศาสตร์เมื่อยุคา สามร้อยข้อคือความรู้เื่ยุทธภพ อีกสองร้อยข้อคือความรู้เื่เต๋า ปกติแล้วกฎคือห้ามผิดเกินสองร้อยข้อมิเช่นนั้นจะถือว่าไม่ผ่านทันที แต่กลับเ้าที่ยังเป็ผู้เยาว์ ข้าอนุโลมให้ผิดได้ไม่เกินห้าร้อยข้อ!” ดวงตาด้วนบนเขากล่าวขึ้นอีกครั้ง น้ำเสียงของมันเต็มไปด้วยความสงสารแต่กลับเจือปนความตื่นเต้นอยู่เล็กน้อย
“โอ้? ผู้าุโช่างมีเมตตา ผู้เยาว์ขอคารวะด้วยความนับถือ” เหยียนชิงประสานมือคารวะดวงตา้า ก่อนจะหยิบพู่กันที่วางอยู่บนโต๊ะมาไว้ในมือ พร้อมทั้งหยิบกระดาษแผ่นแรกออกมาจากกองเพื่อเริ่มต้นทำข้อสอบ
“อืม.......ไหนดูซิ....จงบอกชื่อของจักรพรรดิองค์ล่าสุดของจักรวรรดิต้าถังแห่งทวีปัทะยาน......”
“หลังการล่มสลายของอาณาจักรภูติในแดนเก้ากษัตริย์ไพร คนเ่าั้ย้ายถิ่นฐานไปยังที่ใด......”
“เมื่อเทียบระหว่างัโบราณหกเนตรกับัฟ้าเทพเหมันต์แล้วสัตว์ชนิดใดแข็งแกร่งกว่ากัน”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องโถงอีกครา เหยียนชิงมองกระดาษคำตอบของเขาด้วยสีหน้าว่างเปล่า
“.……ใครมันจะไปรู้เื่แบบนี้กันได้เล่า!!” เหยียนชิงะโลั่นออกมาสุดเสียงพร้อมทั้งขว้างข้อสอบทิ้งอย่างไม่ใยดี ชายหนุ่มลุกขึ้นมาจ้องดวงตาที่กำลังมองเขาอยู่้าอย่างอับจนหนทาง
“ผู้าุโ ก่อนหน้านี้ท่านอนุโลมให้ข้าเนื่องจากว่าเห็นข้าเป็ผู้เยาว์ อ่า.....ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ท่านช่วยอนุโลมให้ข้าผ่านด่านนี้ไปเลยได้หรือไม่?”
เมื่อได้ยินสิ่งที่ชายหนุ่มร้องขอ ดวงตา้าก็แทบจะกระอักเืออกมา น่าเสียดายที่มันเป็เพียงดวงตาที่ไม่มีปาก หากมันสามารถกระอักเืได้ กองเืเ่าั้คงจะท่วมหัวชายหนุ่มจนขาดอากาศตายเป็แน่แท้
“เ้าบัดซบน้อย ข้าอุตส่าห์ผ่อนปรนให้กับเ้าถึงขนาดนี้เ้ายังจะกล้าหน้าด้านขอผ่านการทดสอบ ข้าถามเ้าจริงๆเถอะ เ้าไปเอาความมั่นใจผิดๆนั่นมาจากที่ใดกัน?” ดวงตาโบราณกล่าวขึ้นด้วยความโกรธปนขบขัน นี่เป็คราแรกที่มันพบเจอกับผู้ทดสอบที่หน้าด้านหน้าทนเช่นนี้
“ผู้าุโ ท่านลองคิดดูเถอะ ข้าเป็เพียงผู้เยาว์เพิ่งจะเกิดมาไม่กี่ปีเท่านั้น ข้าจะไปหยั่งรู้ประวัติศาสตร์โบราณได้อย่างไร?” เหยียนชิงพูดพลางตีหน้าเศร้าออกมา ราวกับว่ามันกำลังน้อยเนื้อต่ำใจที่ตนเองเกิดมาช้าเกินไป
“เช่นนั้นเ้า้าอะไร? ข้าอาจผ่อนปรนให้เ้าได้อีกครั้งแต่ไม่ใช่การปล่อยผ่านไปโดยง่ายแน่นอน” ดวงตา้ายื่นข้อเสนออีกครั้ง แต่ละครั้งเสียงมันออกจะเ็ปเล็กน้อยราวกับว่ากำลังปวดใจเนื่องจากกำลังขาดทุนเหลือประมาณ
“คำถามแต่ละข้อท่านน่าจะเป็ผู้คิดขึ้น เช่นนั้นได้โปรดบรรยายประวัติศาสตร์โบราณให้ข้าฟังซักรอบได้รึไม่?” เหยียนชิงเสนอให้ดวงตาโบราณเล่าประวัติศาสตร์โบราณให้เขาฟังหนึ่งรอบ
“………..” ดวงตาโบราณรู้สึกอับจนคำพูด เส้นเืรอบๆตากำลังปูดโปนขึ้นมาด้วยความหงุดหงิดราวกับว่ามันกำลังอดทนอย่างถึงที่สุดที่จะไม่ะเิเด็กหน้าด้านตรงหน้าให้รู้แล้วรู้รอดไป
“ได้!.....ย่อมได้! ในเมื่อเ้ากล้าขอ ข้าก็กล้าให้!” มันตอบกลับเหยียนชิงด้วยเสียงดังก้อง “แต่ถ้าถ้าข้าบรรยายแล้วเ้ายังตอบผิดเกินสามร้อยข้อ ข้าจะส่งเ้ากลับบ้านเก่าทันที!” เมื่อสิ้นเสียงดวงตาโบราณ้าก็ลอยลงมาอยู่ตรงหน้าเขาพร้อมทั้งเปล่งแสงเรืองรองออกมาจนเหยียนชิงต้องยกมือปิดตาป้องกันแสงที่จ้าเกินไป
หลังจากนั้นไม่นานแสงจ้าก็ค่อยๆจางลง ปรากฏเป็รูปร่างของคนผู้หนึ่งกำลังเดินออกมาจากแสงสว่าง
เหยียนชิงมองไปยังคนตรงหน้าด้วยความตกตะลึง ชายหนุ่มอ้าปากค้างแต่กลับไม่มีคำพูดออกมา กรามล่างของมันแทบจะตกถึงพื้นเพราะความใ
บุรุษที่เหยียนชิงเห็นนั้นมีรูปร่างหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับเขาทุกส่วน จนแยกไม่ออกว่าใครเป็ตัวจริงกันแน่ เพียงแต่บุรุษตรงหน้าของเขากำลังกระจายกลิ่นอายอันโบราณออกมาราวกับเป็เทพเซียนที่ทอดมองโลกหล้าราวกับมดปลวก ซึ่งเป็สิ่งที่แตกต่างจากชายหนุ่มที่ไม่ได้มีกลิ่นอายเช่นนั้น
“ท่าน.......ทำไม....ถึงเป็หน้าข้าไปได้?” เหยียนชิงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
บุรุษตรงหน้าก้าวเท้ามาหาชายหนุ่มอย่างช้าๆ ใบหน้าอันหล่อเหลากำลังมองเหยียนชิงด้วยความรำคาญใจ
“รูปลักษณ์เป็สิ่งที่ผู้คนยึดติดจนไม่อาจก้าวผ่านจิตใจของตนไปได้ ข้าจะเปลี่ยนเป็ใครมันก็เื่ของข้า” เหยียนชิงอีกคนตอบกลับชายหนุ่มก่อนจะเดินมาหยุดตรงหน้าเขา พร้อมทั้งทำท่าคว้าจับไปยังอากาศ ฉับพลันรอยแยกมิติเล็กๆก็เปิดออกพร้อมกับหนังสือเล่มหนาเล่มหนึ่งลอยเข้าหามือของบุรุษผู้นั้น มันคว้าจับเอาไว้แล้วเปิดหนังสือออกมาั้แ่หน้าแรก
“เ้าจะฟังประวัติศาสตร์โบราณใช่รึไม่? ฟังแล้วก็ตอบลงไปเสีย ถ้าพลาด ข้าจะไม่ให้โอกาสเ้าเป็ครั้งที่สองแน่....” มันเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเก่าแก่ ซึ่งเป็เสียงที่แตกต่างไปจากเหยียนชิงตัวจริง
ชายหนุ่มพยักหน้าให้สัญญาณพร้อมทั้งนั่งลงที่เก้าอี้ตัวเดิมพร้อมที่จะตั้งใจฟังการบรรยายระดับตำนานที่น่าจะไม่เคยเกิดขึ้นบนโลกใบนี้
เมื่อบุรุษหนุ่มตรงหน้าเห็นว่าเหยียนชิงนั่งลงสงบเสงี่ยมพร้อมทั้งตั้งหน้าตั้งตารอการบรรยายของมัน มันก็เผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะลงมืออ่านตัวอักษรที่อยู่บนหนังสือด้วยเสียงที่ก้องกังวานไปทั่วทั้งห้องโถง
“เมื่อนานมาแล้วยุคโบราณถูกแบ่งออกเป็สองสมัย ยุคสมัยแรกถูกเรียกว่ายุคแห่งทวยเทพ เป็ยุคแรกเริ่มของเหล่าสิ่งมีชีวิตทั้งหมดทั้งมวล พวกมันถูกปกครองโดยเหล่าเทพซึ่งมีด้วยกันทั้งหมดเจ็ดคน แบ่งออกเป็บุรุษสามคนและสตรีอีกสี่คน บุรุษคนแรกมีนามว่าอวิ๋นเทียน มันเป็ผู้ปกครองท้องฟ้าของดวงดาวทั้งหมด บุรุษคนที่สองมีนามว่าสุ่ยเยี่ยหง เป็ผู้ปกครองผืนน้ำและมหาสมุทร บุรุษคนที่สามมีนามว่าต้าซาน มันปกครองขุนเขาและผืนดินบนพื้นโลก ส่วนสตรีคนแรกนั้นมีนามว่า..........”
เหยียนชิงกำลังนั่งฟังบุรุษตรงหน้าบรรยายประวัติศาสตร์อย่างตั้งใจพร้อมทั้งลงมือเขียนคำตอบลงไปในข้อสอบด้วยความรวดเร็ว ความสามารถในการวิเคราะห์ของชายหนุ่มกำลังอยู่ในจุดสูงสุด จิตและกายกำลังหลอมรวมกันอย่างช้าๆเพื่อดูดกลืนพลังปราณจากฟ้าดิน ยิ่งเขามีสมาธิมากเท่าไหร่เขาก็ยิ่งจดจำคำพูดของบุรุษผู้นี้ได้มากเท่านั้น
“เมื่อผ่านยุคแรกเริ่มมาได้พวกมันก็เริ่มเบื่อหน่าย เทพทั้งหลายจึงการสร้างเหล่าสัตว์เทพต่างๆขึ้นมาเพื่อเป็สัตว์เลี้ยงไว้ดูเล่น อวิ๋นเทียนสร้างัดำหกเนตรขึ้นมาตัวแรก มันจึงเป็าาของัทั้งหมดทั้งมวล สุ่ยเยี่ยหงสร้างพญามัจฉาเฝ้าสมุทรขึ้นเป็เป็าาของเหล่ามัจฉาทั้งหลาย ส่วนต้าซานสร้างภูตขุนเขาเพื่อปกป้องแผ่นดิน แต่กลับกัน เทพสตรีอีกสี่นางมิได้สร้างสัตว์เทพขึ้นมาคนละตัว พวกนางร่วมมือกันสร้างสัตว์เทพที่รวมเอาพรทั้งสี่ไว้ในตัวเดียว”
บุรุษตรงหน้าค่อยๆอธิบายให้ชายหนุ่มฟังอย่างละเอียดราวกับว่ามัน้าให้เหยียนชิงรับรู้เื่ราวในอดีตที่ผ่านมาโดยไม่ขาดตกบกพร่องแม้แต่น้อย
“พวกนางร่วมมือกันสร้างสัตว์ร้ายโบราณขึ้นมาตัวหนึ่ง ถ้าข้าจำไม่ผิด ในหนังสือนี่ไม่ได้มีบันทึกชื่อมันเอาไว้ แต่ในข้ายังพอจำเค้าหน้าของมันได้อยู่ลางๆ........มันถูกเรียกว่าเทพโลกา....” บุรุษหนุ่มเอ่ยขึ้นมาก่อนจะเงียบไปชั่วขณะราวกับว่ากำลังรำลึกความหลังอันยาวนานอยู่ จนผ่านไปครู่หนึ่งมันก็ถอนหายใจออกมาแล้วเริ่มเล่าต่อไป
“มันแข็งแกร่งกว่าสัตว์เทพใดๆทั้งปวง พลังอำนาจของมันทัดเทียมกับเหล่าเทพผู้สร้างจนเหล่าเทพบุรุษหวาดระแวงในพลังอำนาจของมัน พวกเขากลัวว่าสักวันหนึ่งเทพสตรีทั้งสี่จะใช้มันเพื่อโค่นล้มอำนาจพวกเขาลง”
เหยียนชิงกำลังตั้งใจฟังบุรุษตรงหน้าพูดอย่างตั้งใจพลางขบคิดไปด้วย เหตุใดชายตรงหน้าถึงรู้เื่ราวในอดีตมากมายนัก หรือเขาอาจจะเป็หนึ่งในเทพเ่าั้?!
“แล้วเป็เช่นไรต่อ?” เหยียนชิงถามขึ้นด้วยความตื่นเต้นจนแทบจะลืมจดคำตอบลงในข้อสอบของเขา
“หลังจากนั้นไม่นานเทพทั้งสามก็ร่วมมือกันปราบเทพโลกาลง แน่นอนว่าเหล่าเทพสตรีก็ไม่ยอมรับการกระทำของพวกเขา ทั้งสี่นางรวมทั้งสัตว์เทพโลกาจึงร่วมกันเปิดากับเทพบุรุษจนเกิดเป็าทวยเทพครั้งแรกขึ้นมา”
“า....ทวยเทพ?” เหยียนชิงทวนขึ้นอีกคราด้วยความตื่นเต้น พร้อมทั้งลงมือจดคำตอบลงไปในกระดาษอย่างรวดเร็วก่อนจะกลับมาฟังผู้าุโตรงหน้าเล่าต่อ
“การต่อสู้ดำเนินไปอย่างสูสี จนท้ายที่สุดก็ไม่อาจหาผู้ชนะได้ ต่างฝ่ายต่างก็บอบช้ำไม่แพ้กัน สุดท้ายก็เกิดการสงบศึกขึ้น”
“ถ้าเช่นนั้นเทพทุกองค์ก็น่าจะกลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้ แล้วเหตุใดจึงเรียกมันว่าาทวยเทพครั้งแรกเล่าผู้าุโ?”
ผู้าุโในร่างเหยียนชิงไม่ตอบคำถามของชายหนุ่ม เขายิ้มขึ้นมาที่มุมปากเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆเอ่ยปากขึ้น
“าในครั้งนั้นทำให้เกิดความเสียหายขึ้นเป็วงกว้างไปทั่วทั้งโลก แม้กระทั่งภายนอกก็ได้รับความเสียหายบางส่วน โดยเฉพาะกับดวงอาทิตย์...”
“ดวงอาทิตย์?” เหยียนชิงพูดขึ้นอย่างแปลกใจ
“แต่ก่อนนั้นโลกมีดวงอาทิตย์อยู่สองดวง เมื่อดวงแรกตกขอบฟ้าอีกดวงก็จะโผล่ขึ้นมาแทน ทำให้โลกใบนี้มีแต่่กลางวันเท่านั้น ” เขาอธิบายให้กับชายหนุ่มฟัง
“าที่เกิดขึ้นส่งผลให้ดวงอาทิตย์ดวงหนึ่งดับลง เมื่อมันมอดแสงไปก็ค่อยๆหดตัวจนเล็ก สุดท้ายก็กลับกลายมาเป็ดวงจันทร์ดังที่เห็นอยู่ทุกวันนี้”
“ถ้าเช่นนั้น การที่พระอาทิตย์แปรเปลี่ยนเป็ดวงจันทร์จะกลายเป็ต้นเหตุของาครั้งต่อไปใช่หรือไม่ผู้าุโ?” เหยียนชิงพูดพลางจดคำตอบข้อต่อไปลงในกระดาษ เขาเริ่มปะติดปะต่อเื่เข้าด้วยกันทีละน้อยๆ
ผู้าุโตรงหน้าปิดหนังสือโบราณลงทันใด เขาหันหลังให้กับเหยียนชิงพลางจ้องมองเพดานของห้องโถงด้วยสีหน้าว่างเปล่าก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยเสียงเบา
“เมื่อความมืดเข้าปกคลุมไปยังผืนโลกในคราแรก.....ข้าก็ถือกำเนิดขึ้นที่นั่น....”
เหยียนชิงเงยหัวขึ้นจากข้อสอบทันทีราวกับถูกฟาดเข้าที่ศีรษะอย่างจัว ผู้าุโท่านนี้กำเนิดมาจากความมืด นั่นหมายความว่าอะไรกันแน่?
“ข้าถือกำเนิดขึ้นมาจากเงาของพระจันทร์ที่บดบังพระอาทิตย์ในคราแรก นับแต่นั้นมาเทพทั้งเจ็ดก็เรียกข้าว่า เยี่ยตี้ยู่ (ราตรียมโลก)........” มันเอ่ยเสียงเบาราวกับกำลังคิดถึงเื่ราวในอดีตอันหอมหวาน
“แล้ว.....หลังจากนั้นเล่า?” เหยียนชิงเอ่ยถามอีกครา
“หลังจากที่ข้าถือกำเนิดมาข้าก็กลายเป็เทพผู้ปกครองยามราตรี ไม่ว่าจะผืนดินหรือผืนน้ำแม้กระทั่งท้องฟ้าก็ตกอยู่ในอาณัติข้าเมื่อความมืดเข้ามาเยือน ข้าทำตัวเป็ผู้ปกครองที่ดีมาจนไม่อาจนับปีได้ จนในที่สุดก็เข้าสู่ยุคที่สอง ข้าเรียกมันว่ายุคล่มสลายของเหล่าทวยเทพ”
“ท่านกำลังจะบอกว่าท่านเป็สาเหตุของาครั้งที่สอง?” เหยียนชิงเริ่มวางมือจากข้อสอบตรงหน้ามาฟังผู้าุโตรงหน้าอย่างตั้งใจ
“ข้าไม่ได้เป็ต้นเหตุ! พวกมันอิจฉาพลังของข้า! สามเทพบุรุษเข้าหว่านล้อมสี่เทพสตรีและเทพโลกาจนหลงเชื่อหลังจากนั้นพวกมันก็ร่วมมือกันโจมตีข้าจนแทบจะพ่ายแพ้ไป!!” สิ้นเสียงตวาดทั่วทั้งห้องโถงก็สั่นะเื เหยียนชิงรับรู้ได้ถึงโทสะของอีกฝ่ายที่แทบจะพร้อมะเิออกได้ทุกเวลา
“ข้าหนีไปซ่อนตัวพร้อมทั้งาแสาหัส หลังจากนั้นไม่นานข้าก็รับรู้ถึงพลังของข้าว่ามันน่าหวาดกลัวถึงเพียงไหน ข้าจึงเริ่มตอบโต้พวกมันด้วยไฟแค้นที่อัดอั้นมาเนิ่นนาน”
“ข้าอาศัยพลังของดวงจันทร์เพื่อเพิ่มพลังในเวลากลางวัน เมื่อข้าใช้วิชาลับเพื่อให้เกิดสุริยะคราสขึ้นพลังของข้าก็จะเพิ่มพูนนับเท่าตัว ข้าเข้าโรมรันกับเทพทั้งเจ็ดและเทพโลกาจนในที่สุดเมื่อการต่อสู้ดำเนินไปนับร้อยปี ข้าก็สังหารเทพโลกาลงได้”
“แต่หลังจากสังหารเทพโลกาไปข้าก็สาหัสอยู่พอตัว พวกเจ็ดเทพก็อาการหนักไม่แพ้กัน จนถึงวินาทีสุดท้าย พวกมันรวมแก่นเจตจำนงศักดิ์สิทธิ์ของพวกมันกลายเป็เจ็ดศาตราวุธเข้าผนึกร่างกายและิญญาของข้าเอาไว้ในที่แห่งนี้”
“ข้าถูกผนึกจนไม่อาจเห็นเดือนเห็นตะวันได้ ถึงกระนั้นพวกมันก็าเ็จนไม่อาจฟื้นฟูได้ในไม่ช้าร่างกายพวกมันก็จะสูญสลายกลายเป็อากาศธาตุในที่สุด”
“แน่นอนว่าไอ้สามสารเลวกับนางเพศยาสี่ตัวนั่นรู้ว่าความตายจะมาหาพวกมันในไม่ช้า พวกมันจึงส่งมอบเคล็ดวิชาและหยดเืของมันให้กับมนุษย์ยุคแรกเริ่มเพื่อไม่ให้เจตจำนงพวกมันสาบสูญไป เมื่อหมื่นปีก่อนตอนที่พลังข้าฟื้นฟูกลับมาส่วนหนึ่ง ข้าลอบส่งเจตจำนงออกไปยังโลกภายนอกเพื่อประเมินสถานการณ์ หลังจากนั้นไม่นานข้าก็พบเจตจำนงที่คุ้นเคยถึงสามสายด้วยกัน” เมื่อพูดถึงตรงนี้บุรุษหนุ่มก็กัดฟันแน่นด้วยความแค้นใจ ราวกับว่าหากมันออกจากที่นี่ไปได้มันก็คงจะพุ่งเข้าไปล้างสังหารสายโลหิตเ่าั้ทันที
“เจตจำนงแรกเป็ของเ้าสามบุรุษสารเลวนั่น มันตั้งอยู่ที่ใจกลางทวีปัทะยาน มันคือสำนักสามเทพพิชิตฟ้า!”
“เจตจำนงที่สองเป็ของนางสี่เพศยานั่น มันก็ยังคงอยู่ในทวีปัทะยาน ....หุบเขาสตรี์!”
“และเจตจำนงสุดท้าย....ไอ้เจ็ดสารเลวนั่นเอาเจตจำนงของเทพโลกาและเืของมันไปมอบให้กับมนุษย์........มันคือจักรวรรดิต้าถัง!!”
เมื่อพูดจบมันก็สูดลมหายใจเข้าเพื่อบรรเทาความโกรธเกรี้ยวภายในใจ เหยียนชิงมองผู้าุโตรงหน้าที่กำลังควันออกหูอย่างหวั่นๆ ในมือของเขายังคงตวัดพู่กันตอบคำถามภายในข้อสอบอย่างคล่องแคล่ว ดูเหมือนว่าการทดสอบในครานี้ทำให้ชายหนุ่มรับรู้เื่ราวอันน่าตื่นตะลึงมาอย่างมากมาย
ไม่มีเสียงพูดคุยดังขึ้นอีกครั้งเป็เวลาหลายชั่วยาม ผู้าุโตรงหน้าเหยียนชิงยังคงยืนเงียบราวกับว่ามันไร้ซึ่งแสงแห่งชีวิต ส่วนเหยียนชิงเอ่ยก็กำลังไล่ตอบคำถามภายในข้อสอบอย่างรวดเร็ว จนในที่สุดเขาก็มาถึงส่วนคำถามในเื่ของเต๋าอีกสองร้อยข้อที่เหลือ
“คำถามส่วนของเต๋านั้นลึกซึ้งเป็อย่างยิ่ง เหตุใดผู้าุโจึงออกข้อสอบเช่นนี้ขึ้นมาได้กัน” เหยียนชิงคิดในใจ เขาคิดว่าผู้าุโตรงหน้ายังคงมีความลับอีกมากมายที่ยังไม่ได้บอกกับเขา แต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้เก็บมาคิดให้หนักใจแต่อย่างใด เขาเริ่มลงมือทำส่วนที่เหลืออย่างตั้งใจอีกครั้ง
“อืม.....ความว่าง.....เรียบง่าย....า....อาณาจักรแห่งความตาย? คำถามเช่นนี้นับว่าเป็คำถามปลายเปิดอย่างยิ่ง ความจริงข้าสามารถตอบในข้อแรกแล้วให้ครอบคลุมอีกร้อยกว่าข้อที่เหลือได้ แต่ถ้าทำเช่นนั้นผู้าุโคงไม่พอใจอย่างแน่นอน ข้าตอบให้ครบทุกข้อจะดีกว่า....” เหยียนชิงคิดในใจพร้อมทั้งลงมือตอบคำถามข้อที่เหลือ โดยที่ไม่ได้สังเกตว่าผู้าุโที่ยืนอยู่ข้างหน้าเขาเมื่อครู่เดินเข้ามาอยู่ข้างๆพร้อมทั้งอ่านคำตอบของชายหนุ่มไปพลางๆด้วย
เวลาผ่านไปอีกหนึ่งชั่วยาม ในที่สุดเหยียนชิงก็ตอบคำถามจนครบทุกข้อ ชายหนุ่มวางพู่กันลงพลางบิดตัวไปมาไล่ความเมื่อยล้า ก่อนจะหยิบกองกระดาษยื่นให้แก่ผู้าุโที่กำลังมองมายังเขา
“เ้าแน่ใจนะว่าจะไม่ตรวจทานก่อนสักรอบ?” ท่านเอ่ยถามชายหนุ่มเพื่อยืนยันอีกครั้ง
“คำตอบทั้งหมดมาจากการวิเคราะห์ของข้า ไม่จำเป็จะต้องตรวจทานอีกครั้ง หากผิดก็เท่ากับว่าผิดจริงๆไม่อาจแก้ไขได้ดีกว่านี้แล้ว” เหยียนชิงตอบคำผู้าุโด้วยความมั่นใจ ดูเหมือนว่าชายหนุ่มค่อนข้างจะแน่ใจว่าคำตอบที่ส่งไปน่าจะผิดไม่เกินสามร้อยข้อ แต่ลึกๆชายหนุ่มก็ยังคงเป็กังวลว่ามันอาจเกิดความผิดพลาดโดยไม่คาดคิดอยู่ดี
ผู้าุโรับกองกระดาษคำตอบจากเหยียนชิงด้วยใบหน้าสงบนิ่ง ท่านเปิดอ่านผ่านๆอยู่สองสามหน้า หลังจากนั้นก็ปิดกองลง พร้อมทั้งจุดไฟขึ้นอีกมือในทันที
“ผู้าุโ.....ท่านจะทำอะไรกัน?” เหยียนชิงรู้สึกสงสัยในการกระทำของผู้าุโตรงหน้าของเขามาก
ผู้าุโไม่ได้ตอบคำถามของชายหนุ่มแต่อย่างใด ตรงกันข้ามท่านส่งกองกระดาษคำตอบเข้ากองไฟอีกมือในทันที
เปลวไฟสีฟ้าลุกโชนขึ้นในเสี้ยววินาทีก่อนจะดับลงโดยที่ไม่เหลือแม้กระทั่งเถ้าถ่านของกองกระดาษคำตอบ
เหยียนชิงยืนอึ้งอยู่เป็เวลานานก่อนจะได้สติกลับมา ชายหนุ่มยกมือขึ้นชี้ผู้าุโด้วยความตกตะลึง
“ทะ.....ท่าน!.....ท่านทำอะไรลงไป!” เสียงะโของชายหนุ่มดังไปทั่ว
“ด่านที่สองนอกจากจะทดสอบภูมิปัญญาแล้วยังทดสอบไหวพริบและความอดทนของเ้า เมื่อเ้าขอให้ข้าเล่าเื่ราวในอดีตก็เท่ากับเ้าสอบผ่านด้านไหวพริบ ส่วนที่เ้าอุตสาหะเขียนคำตอบลงไปทั้งหมดก็เท่ากับว่าเ้าสอบผ่านด้านความอดทน เพราะฉะนั้น ตรวจไปก็เสียเวลาข้าเปล่า สู้ให้เ้าผ่านด่านซะตอนนี้จะง่ายซะกว่า” เสียงเก่าแก่ของผู้าุโดังเข้าไปในโสตประสาทของชายหนุ่ม จนทำให้เขารู้สึกว่างเปล่าอยู่ครู่หนึ่ง
ข้าอุตส่าห์พยายามหาคำตอบแทบตาย ตาเฒ่านี่เล่นเผากระดาษคำตอบต่อหน้าข้าเหมือนกับว่ามันเป็ของไม่จำเป็!?
“ทะ....ท่าน.....” เหยียนชิงกัดฟันแน่น ชายหนุ่มรู้สึกเจ็บใจยิ่งนักที่กระดาษคำตอบที่เขานั่งคุดคู้ทำมาหลายชั่วยามถูกเผาจนไม่เหลือชิ้นดีด้วยเหตุผลแปลกๆ
“อะไร? เ้าสงสัยในการตัดสินใจของข้า?” ผู้าุโเอ่ยขึ้นด้วยเสียงเย็นเยียบจนมันแทบจะแช่แข็งจิตใจของเหยียนชิงได้ในหนึ่งลมหายใน ชายหนุ่มรู้สึกหนาวเหน็บขึ้นมารีบส่ายหัวปฏิเสธทันที
“ดี เช่นนั้นก็เตรียมตัวเริ่มด่านที่สามได้แล้ว” ผู้าุโเอ่ยขึ้นมาเสียงราบเรียบก่อนจะวาดมือเป็สัญลักษณ์เวทขึ้นมาบนพื้น ก่อให้เกิดแสงสว่างขึ้น เมื่อแสงสว่างหายไป มันก็ปรากฏคนที่เหยียนชิงคุ้นเคยเป็อย่างดี
“เหยียนชิง!!” เด็กสาวตรงหน้าะโขึ้นมาด้วยความโล่งใจ นางพุ่งเข้ามาสวมกอดเขาราวกับเด็กน้อยที่โหยหาความอบอุ่นจากบิดา
“เ้าหายไปไหนมา ทำไมถึงทิ้งให้ข้าอยู่ที่นั่นคนเดียว เ้างี่เง่า เ้ามันคนไม่มีหัวใจ!” นางก่นด่าเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่เหยียนชิงกำลังงุนงงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจนลืมตอบโต้นาง เมื่อเขาได้สติเ้าตัวก็หันไปถามผู้าุโด้วยความแปลกใจ
“ผู้าุโ....นี่หมายความว่าอย่างไรกัน?”
“เ้าร้องขอตัวช่วยในด่านก่อนหน้านี้แล้วนี่ ครานี้เ้าต้องตอบแทนความช่วยเหลือของข้าแล้ว โฮ่โฮ่โฮ่” ผู้าุโหัวเราะร่วนขึ้นมาด้วยความสำราญก่อนจะโบกมือส่งทั้งสองเข้าไปในรอยแยกมิติอีกครั้ง
“ด่านที่สามคือการทดสอบแรงกาย ข้าเพิ่มกฎเข้าไปนิดหน่อย เ้าต้องเอาชนะศัตรูในด่านนี้โดยต้องพานางไปกับเ้าด้วย ระวังตัวหน่อยล่ะ เพราะั้แ่อดีตจนถึงปัจจุบันมีคนมาถึงด่านนี้เพียงแค่ห้าคนเท่านั้น และก็ไม่มีใครผ่านเข้าไปยังด่านที่สี่ได้เลย เพราะฉะนั้นก็พยายามให้เต็มที่ซะล่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า!”
“จงสู้กับหุ่นเชิดเทียมหนึ่งหมื่นตัว ถ้าเ้ารอดไปได้พร้อมกับนางเ้าก็ผ่านด่านนี้!”
เหยียนชิงเหม่อลอยเพราะคำพูดก่อนหน้าโดยสิ้นเชิง จนในที่สุดชายหนุ่มก็ได้สติขึ้นมาก่อนจะร้องเสียงหลงด้วยความตกตะลึงสุดขีด
“หา?!”