...มึนหัวจัง
หวังจิ่วชิงลืมตามองเพดานเหนือที่นอนหลายนาทีแล้วเธอรู้สึกชาหนึบั้แ่ปลายเท้าขึ้นมาจนถึงแผ่นหลังซึ่งชุ่มด้วยเหงื่อจนรับรู้ได้ถึงไอร้อนสะสมอาจเพราะไม่ได้ขยับตัวคล้ายกับว่าเธอนอนนิ่งอยู่บนนี้มาพักใหญ่
กี่วันกันล่ะ...
ภาพจำแรกที่วาบเข้ามาในหัวตอนลืมตาตื่นก็คือกำลังนั่งอยู่ในรถโดยสารบนเส้นทางลงเขาสภาพอากาศนอกหน้าต่างค่อนข้างเลวร้าย ฝนตกหนักฟ้าแลบฟ้าผ่าจนเธอต้องหยีตาและสะดุ้งตัวบ่อยครั้ง
ตอนนั้นประมาณบ่ายสามเธอกลับจากไหว้พระพุทธรูปเก่าแก่ที่วัดบนเขาเพื่อขอพรหลังจากได้รับเมลนัดสัมภาษณ์งานใหม่รถคันนั้นกำลังพาเธอกับอีกหลายชีวิตมุ่งเข้าสู่ตัวเมืองจุดหมายแรกจะไปเยือนค่ำนั้นคือเอาหนังสือนิยายที่เสี่ยวหนิงฝากซื้อไปให้พร้อมกับกินมื้อค่ำร่วมกันนี่เป็นัดแรกในรอบหนึ่งเดือนที่เธอจะได้เจอหนูน้อยรั่วรั่ว ลูกสาววัยหนึ่งขวบของเพื่อน
‘ออกจากบ้านอย่าลืมหยิบจ้าวต่งิมาด้วยและขอบคุณล่วงหน้ากับถุงเครื่องรางที่จะเอามาให้รั่วรั่ว’
พวกเธอต่างก็เป็คอนิยายนักอ่านตัวยงด้วยกันทั้งคู่แต่เสี่ยว หนิงเน้นอ่านแบบออนไลน์แม่บ้านที่ต้องดูแลลูกตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงแทบไม่ได้ออกไปไกลเกินกว่าซูเปอร์มาร์เก็ตแถวบ้านเพราะเธอบอกเพื่อนเื่จะสั่งนิยายเอาส่วนลดนิยายเื่จ้าวต่งิยอดบุรุษแดนศุภะจึงถูกรวมเข้ามาในลิสต์
‘ลองเปิดอ่านก่อนก็ได้นะส่วนนั้นฉันอ่านแล้ว แค่อยากเก็บเล่มไว้ เห็นว่าพิมพ์น้อย อนาคตมันน่าจะแรร์เนี่ยรอเสี่ยวโต้วมาอัปส่วนของเล่มสาม หลายวันแล้วไม่เห็นเขามาสักทีหรือจะรอพิมพ์เล่มสองเสร็จก่อน’
‘เื่ที่อ่านไปด่าไปน่ะเหรอ’
‘เพราะมีจุดที่มันไม่ได้ดั่งใจไงเล่าพระเอกเก่งเกิ้น อะไรก็ง่ายหมด หันไปทางไหนก็มีแต่คนรักคนช่วย ฉันสงสารฝั่งตัวร้ายเสี่ยวโต้ว กลั่นแกล้งตัวละครของเขาเกินไปแล้ว คนไม่ได้อยากจะร้ายแต่ต้อนซะจนมุมไร้หนทางขนาดนั้น ฉันเลยอยากรู้จุดจบของเฉิงจื้อเร็วๆจะได้ร่างคำพิมพ์ด่านักเขียนอีก ที่เขาไม่มาอัปนิยายต่อคิดว่าคงเมาคำด่าอยู่แน่ๆ’
‘สรุปว่าด่าไปแล้วหนึ่งรอบ’
‘แน่อยู่แล้ว’
เสี่ยวหนิงจะรู้หรือยังนะว่าเธอเกิดอุบัติเหตุระหว่างทางกลับบ้านนอกจากรถลื่นไถล ในหัวของเธอยังเห็นภาพมวลน้ำมหาศาลอัดกระแทกเข้าตัว รู้สึกถึงความทรมานตอนน้ำและฝุ่นดินเข้าปากเข้าจมูกตอนทั่งร่างจมลงไปรอบตัวมีแต่ความมืดดำ
รถตกเขาทำไมถึงรู้สึกเหมือนคนกำลังจมน้ำ...
หวังจิ่วชิงยกแขนขึ้นเสมอสายตาอวัยวะทั้งสองข้างไม่มีาแ หญิงสาวพลิกขยับตัวแก้มััถึงกลุ่มเส้นผมยาวสยายทั้งที่ตัวเธอซอยผมสั้นระแค่ต้นคอ
ขณะมีคำถามเกิดขึ้นว่าเพราะอะไร...ทำไมแสงสว่างก็สาดเข้ามาในห้อง หญิงสาวหยีตารับแสงที่กระทบหน้ากะทันหันตรงช่องประตูมีร่างหนึ่งเลิกแนวม่านแล้วเดินตรงมายังเธอ
ผู้หญิงอายุประมาณห้าสิบปีมวยผมปักปิ่นไม้พอลวกๆสวมชุดยาวสีน้ำตาลตุ่นๆ ชุดลักษณะนี้เธอเคยเห็นนักแสดงรับบทชาวบ้านสวมใส่ในซีรี่ส์ย้อนยุคหรือแถวโรงถ่ายที่เคยไปเที่ยวมองอย่างไรก็ไม่ใช่หมอหรือพยาบาล
“รู้สึกตัวแล้วหรือเสี่ยวจวี๋”เ้าของส่วนสูงไม่เกินหนึ่งร้อยห้าสิบเซนฯ ขยับไปแง้มหน้าต่างพอให้แสงลอดเข้ามาในห้องมากขึ้น
“เอ่อ...”หวังจิ่วชิงค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง ยังไม่รู้ว่าควรจะเริ่มคำถามไหนก่อนดีตอนนี้เธอเห็นสภาพห้องที่ตัวเองนอนอยู่เต็มสองตา...ไม่ใช่โรงพยาบาลแน่ๆ
อีกคำถามที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ก็คือทำไมคุณป้าเรียกเธอว่า...เสี่ยวจวี๋
“คุณป้าคะ”
“ใช่ป้าที่ไหนกันเล่าเ้าพูดจาแปลกๆ นะเสี่ยวจวี๋”
“...”
“ทำหน้าเหมือนจำชื่อตัวเองไม่ได้”มือสากกร้านยื่นไปแตะตรงแขนของหญิงสาว แล้วอีกคนก็สะดุ้งตัวรีบขยับหนีััของนาง
“เ้าปลอดภัยแล้วนะไม่ต้องกลัว จำได้หรือไม่ว่าเ้าน่ะจมน้ำเพราะเรือล่มก่อนจะเทียบท่าโชคดีมีคนช่วยทัน เ้าหมดสติไปสองวันแล้วรู้ไหม ตอนนี้หิวหรือไม่”
จมน้ำ...หมดสติสองวันพูดอะไรไม่เห็นเข้าใจ เธอนั่งอยู่ในรถโดยสารไม่ได้ลงเรือลงน้ำที่ไหนสักหน่อย
“คุณ...”จู่ๆ ก็มีถ้อยคำแวบเข้ามาพร้อมกับภาพตัดเป็ชอตๆเหมือนว่าเธอกับคุณป้าคนนี้มีความคุ้นเคยกันดี “ท่านย่าหลิน...”
“ใช่น่ะสิจากกันแค่ไม่กี่ปี จะจำข้าไม่ได้แล้วรึ เ้าได้สติข้าก็ค่อยโล่งใจนึกว่าบ้านสือจะไม่เหลือใครแล้ว”นางหลินเหวินแตะมือลงบนหลังมือสตรีที่นั่งบนเตียงเป็เชิงปลอบประโลม
บ้านสือ...สือจวี๋
มีคนเรียกชื่อนี้อยู่ในหัวของเธอ
หวังจิ่วชิงหลับตาลงความปวดมึนลามแล่นทั้งหัวขึ้นมาเสียดื้อๆ หลากหลายเหตุการณ์เหมือนถูกถ่ายเป็ภาพนิ่งผุดวาบขึ้นถี่ๆนับจำนวนครั้งไม่ได้
“ปวดหัวใช่ไหมยังใอยู่ล่ะสิ ลงนอนเถอะ เดี๋ยวข้าไปต้มข้าวมาให้ กินอะไรอุ่นๆรองท้องแล้วค่อยนอนต่อ ได้สติพูดคุยกันรู้เื่แบบนี้ข้าค่อยเบาใจหน่อยเ้าต้องบำรุงตัวเองอีกมากเลยนะเสี่ยวจวี๋ ทำไมปล่อยตัวจนผ่ายผอมดูอมโรคได้ขนาดนี้ถ้าเ้าแข็งแรง ลูกในท้องก็จะแข็งแรงด้วยรู้ไหม”
“ลูก...ลูกใคร”
สีหน้าตื่นใบวกสายตาสับสนของสือจวี๋บีบคั้นความรู้สึกเวทนาของนางหลินเหวินจนต้องยกมือป้ายหยดน้ำตรงหัวตา
“เด็กโง่เอ้ยนี่เ้ายังไม่รู้สินะ ท่านหมอเวินที่มาดูอาการเ้ากับอาเจ๋อเขาบอกว่าเ้าตั้งท้องได้สองเดือนแล้ว”
.