ชูรันค่อย ๆได้สติขึ้นมา ทุกอย่างพร่ามัว แสงสีขาวจากโคมไฟบนเพดานทำให้เธอต้องหลับตาลงอีกครั้งก่อนจะค่อย ๆ ลืมขึ้นช้า ๆ เสียงเครื่องติดตามสัญญาณชีพดังเป็จังหวะสม่ำเสมอเธอขยับปลายนิ้วความเจ็บแล่นผ่านแขนและไหล่ทันที
"ฟื้นแล้วเหรอ"
เสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้นจากปลายห้องเธอหันไปมอง โยอันนั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างหน้าต่างในชุดสูทสีเข้มเหมือนยังไม่ได้กลับไปพัก เมื่อเห็นเธอลืมตาเขาจึงลุกขึ้นเดินเข้ามา
"หมอบอกว่าปลอดภัยแล้ว"
น้ำเสียงของเขาเรียบเหมือนทุกครั้งแต่กลับทำให้เธอหวาดกลัวภาพสุดท้ายก่อนหมดสติผุดขึ้นมาในหัว ฝน...เสียงเบรก...เรเชล..เธอรีบมองไปรอบห้อง
“เรเชลล่ะ?”
โยอันขมวดคิ้ว เขายืนเงียบอยู่ข้างเตียงก่อนจะดึงเก้าอี้มานั่งสายตาหนักอึ้งผิดจากทุกวัน
"เธอไม่รอด..."
หัวใจชูรันหล่นวูบน้ำตาไหลออกมา ได้แต่กลืนน้ำลาย ริมฝีปากสั่น ร่างกายแข็งทื่อ มือดึงผ้าห่มขึ้นมากอดไว้แน่นโยอันสังเกตเห็น
"กลัวงั้นเหรอ?"
เธอเม้มริมฝีปากไม่กล้าตอบ โยอันถอนหายใจเบา ๆ
"ฉันจะไปเรียกหมอให้มาดูอีกที"
เขาลุกขึ้นยืน
"ทำไม.......ทำไมต้องเป็ฉัน"
โยอันมองเธออยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบเรียบ ๆ
"ทำไมต้องเป็เธองั้นเหรอ?......ลองเดาดูสิ....เป็นักจิตวิทยาไม่ใช่เหรอ"
โยอันเดินไปถึงประตูก่อนจะหยุด โดยไม่หันกลับมา เขาพูดเพียงสั้น ๆ
"อย่าคิดหนีหรือทำอะไรโง่ ๆอีก ไม่มีทาง...ที่เธอจะไปจากฉันได้หรอก....ชูรัน...."
ประตูปิดลงเบาๆ ห้องกลับมาเงียบอีกครั้ง ชูรันนั่งกอดเข่าและกัดเล็บ ที่นอกหน้าต่าง ฝนยังตกไม่หยุดในหัวมีเพียงประโยคเดียววนซ้ำไปมา
“เรเชลตายแล้ว”
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เธอกลัวที่สุดเพราะจากนี้ไป อิสรภาพที่เธอ้า จะไม่มีทางเกิดขึ้นได้อีกแล้ว
การตายของเรเชลถูกระบุว่าเป็อุบัติเหตุไม่มีใครติดใจสงสัย เพราะเธอไม่มีญาติที่ไหนมาร้องเรียน งานศพจัดถึงเรียบง่ายคนที่มีร่วมงานมีเพียงแค่คนในโรงพยาบาล
หลังงานศพของเรเชลผ่านไป โรงพยาบาลกลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง ตารางประชุมยังดำเนินต่อการประมูลยังเกิดขึ้น ราวกับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่สำหรับชูรัน ทุกอย่างไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
เธอแกล้งยิ้มมากขึ้น เวลาโยอันเดินผ่านเธอจะลุกขึ้นทักทายก่อน เมื่อเขาถามอาการเธอตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"ดีขึ้นแล้วค่ะ ขอบคุณที่เป็ห่วง"
เธอไม่เคยปฏิเสธเวลาถูกเรียกไปคุยเื่งานหรือทำเื่อื่น ไม่แสดงท่าทีหวาดระแวงและทำตัวได้ปกติเหมือนเคย ทั้งที่จริงแล้ว เธอซ่อนบางอย่างไว้ในใจ
หลังจากนั้นหนึ่งอาทิตย์ก็มีข่าวใหญ่เกิดขึ้น เป็ข่าวการเสียชีวิตสองคดีภายในเวลาไล่เลี่ยกันและเป็ข่าวที่ทำให้คนในวงการแพทย์ะเื
คดีแรก...คือคดีของรองผอ.คนเก่าอิมดงวานกับภรรยา เสียชีวิตอยู่ที่บ้านพักส่วนตัวในต่างประเทศผลชันสูตรออกมาว่าทั้งคู่ดื่มยาพิษจนตาย ไม่มีการนำเสนอรายละเอียดมีแค่กล้องวงจรปิดที่จับภาพได้ว่าพวกเขาเต็มใจดื่มมันด้วยตนเอง
คดีที่สอง.....คือพบร่างไหม้เกรียมของชายสามคนในโกดังร้างแห่งหนึ่งทุกอย่างถูกเผาจนหมดรวมถึงรถที่จอดอยู่ด้วย ตำรวจใช้เวลาอยู่หลายวันก็ยังไม่ทราบว่าพวกเขาเป็ใครเพราะศพไหม้จนเป็เถ้าถ่าน และโกดังนั้นก็ปิดร้างมานานหลายสิบปีไม่มีบ้านเรือนอยู่ใกล้ ไม่มีใครเห็นตอนเกิดเพลิงไหม้ แต่เมื่อสืบค้นดูแล้วพบว่าที่ดินนั้น เป็ของครอบครัวตระกูลอิม
เช้าวันจันทร์เ้าหน้าที่ตำรวจเดินเข้ามาในอาคารบริหารขอเข้าตรวจสอบเอกสารกล้องวงจรปิด และสอบปากคำโยอัน ตอนนี้เขาเป็คนเดียวในตระกูลที่เหลืออยู่ บรรยากาศที่เคยเงียบกลับเต็มไปด้วยความกดดัน ไม่มีใครกล้าพูดเสียงดังทุกคนได้แต่จ้องมองไปที่ห้องผอ.
โยอันนั่งให้ปากคำอย่างสงบ ตอบทุกคำถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไม่มีพิรุธส่งมอบเอกสารที่ตำรวจร้องขอโดยไม่โต้แย้ง ราวกับเตรียมพร้อมสำหรับวันนี้มานานแล้ว
ทางตำรวจสอบถามเ้าหน้าที่ด้านหน้าทุกคนต่างมองหน้ากันไปมาเหมือนอยากจะพูดอะไร ตำรวจสงสัยจึงได้เอ่ยถาม
“มีอะไรที่อยากจะพูดสามารถพูดได้นะครับไม่ต้องเกรงกลัว เรารับประกันความปลอดภัยให้ได้”
เ้าหน้าที่คนที่เคยเอาเอกสารมาส่งให้กับเรเชลจึงได้ถามขึ้น
“หรือว่า....ศพของสามคนนั้น...จะเป็รองผอ.กับบอดี้การ์คของเขาค่ะ”
ตำรวจมองหน้าเธอเล็กน้อยก่อนจะถามเพื่อความมั่นใจ
“ทำไมคุณถึงคิดว่าน่าจะเป็ศพเขาล่ะครับ”
“รอง.ผอไม่มาทำงานเป็อาทิตย์แล้วค่ะ ครั้งสุดท้ายที่เห็นเขาออกไปกับบอดี้การ์ดและก็เรเชล”
“เรเชลคือใครเธออยู่ไหน”
“เรเชลเป็เลขาค่ะเธอเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเมื่อสามวันก่อน”
ตำรวจเริ่มการสืบสวนใหม่จากแค่สงสัยเื่ที่ดิน กลายเป็สงสัยในตัวผอ. แต่ทว่าเขามีพยานที่อยู่ในวันเกิดเหตุ ทุกคนยืนยันได้ว่าหลังจากที่รองผอ.ออกไปกับเรเชลผอ.อยู่ที่โรงพยาบาลทำงานจนดึก
เมื่อเช็คไทม์ไลน์ กล้องวงจรไม่มีความผิดปกติหรือน่าสงสัยแม้แต่น้อย แม้จะยังไม่สามารถระบุตัวตนของผู้ตายได้แต่พวกเขาก็มั่นใจว่าศพทั้งสามนั้น เป็ของรองผอ.และลูกน้องจริงๆ
ตำรวจออกจากห้อง โยอันยืนมองอยู่เงียบๆ สีหน้าอ่านไม่ออก แต่ชูรันรู้ว่าเขากำลังวิตก หากมีการขอตรวจค้นโรงพยาบาลอาจทำให้เกิดปัญหาได้
หลังจากกลับไปที่บ้านโยอันก็เอาแต่นั่งดื่ม ขณะที่เขากำลังมองออกไปที่นอกหน้าต่าง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
“เข้ามาสิ”
ประตูเปิดช้า ๆไม่จำเป็ต้องหันกลับไปมอง เขาเห็นชูรันสะท้อนอยู่ในกระจกหน้าต่างโยอันลุกขึ้นและเดินไปถามด้วยความแปลกใจ
“มีอะไรงั้นเหรอ?”
ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ก็ยิ่งพบสิ่งที่เปลี่ยนไป ชูรันกับชุดของเรเชลชุดนอนซีทรูสีดำที่บางจนเห็นเนื้อด้านใน โยอันขมวดคิ้ว
“ใส่ชุดนี้ทำไม? ้าจะสื่ออะไร”
ชูรันยิ้มเดินเข้าไปหายกมือขึ้นคล้องคอและตอบว่า
“แค่อยากให้คุณผ่อนคลายนึกว่าชุดนี้จะช่วยได้สะอีก”
โยอันจ้องชูรันแววตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ ไม่เคยมีเลยสักครั้งที่เธอจะทำกิริยายั่วยวนใส่เขาแบบนี้เขาผลักเธอออก
“ฉันไม่รู้ว่าเธอคิดอะไรแต่อย่ามาล้อเล่นแบบนี้ ไปเปลี่ยนชุดซะ”
ชูรันถอดชุดออกและกองไว้ที่พื้นแบบนั้นพอหันหลังกำลังจะเดินออกไป โยอันก็รีบวิ่งไปปิดประตู
“กล้าเกินไปแล้วนะจะออกไปทั้งที่อยู่ในสภาพนี้งั้นเหรอ?”
“โกรธงั้นเหรอคะ....ตบตีฉันสิคะ....หรือจะฆ่าฉันก็ได้...คุณถนัดแบบนั้นนิทำไมไม่ทำคะ เก็บฉันไว้ทำไม”
โยอันปากสั่นเขาโมโหมากที่เธอกล้าขึ้นเสียงแบบนี้ เขาจับเธอโยนไปบนที่นอน ถอดเนกไทออกและมัดมือเธอไว้กับหัวเตียง
“จะทำอะไร...มัดฉันทำไม?”
“ก็อยากให้ฉันทำ ไม่ใช่เหรอ...อย่ามาร้องครวญครางขอชีวิตก็แล้วกัน”
โยอันถอดเสื้อกับกางเกงออกและขว้างลงพื้นเขาก้มลงขยำและดูดนมเธออย่างแรง ชูรันพยายามดิ้น แต่มือถูกมัดไว้เหนือหัวทำให้ไปไหนไม่ได้ ยิ่งเธอดิ้น โยอันก็ยิ่งโมโห เขาจับขาที่สะบัดไปมานั้นถ่างออกแล้วเริ่มเลียและดูดอย่างรุนแรง เขาใช้ฟันกัดติ่งที่ยื่นออกมาและขยี้
“โอยยยยยยย โอยยยยย”
ชูรันพยายามหุบขาด้วยความเสียวโยอันกดขาเธอไว้ ไม่ให้หุบเข้าได้
“จากนี้ไป...ฉันจะทำให้เธอได้เป็อย่างอีเรเชลจนสมใจเลย”