ตอนสาย
ที่สำนักงานเล็ก ๆ ที่กั้นห้องมาจากร้านเบเกอรี่ของ ข้าวฟ่าง เพื่อนสาวร่างท้วมผู้ใจดี ทั้งสี่คนนั่งล้อมโต๊ะประชุมตัวยาว ใช้เพียงโน้ตบุ๊ก คนละเครื่องเป็อุปกรณ์ทำงาน
ทั้งหมดช่วยกันสร้างบริษัทเล็ก ๆ รับงานออกแบบ การทำงานจริงจังแต่มีเฮฮาตามสไตล์นักออกแบบ
“เลิกกันเหรอ!?”
เสียงใของเพื่อนทั้งสามดังขึ้น พร้อมกันหลังจากได้ยินคำพูดของปาล์ม
“โธ่เอ๊ย…ใอะไรกันนักหนา!” ปาล์มถอนหายใจใส่
บิว เพื่อนหนุ่มตัวบางรีบถามเสียงสูง “แกมีคนอื่น หรือว่าอิพี่นนท์นอกใจวะ!”
“นั่นสิ…” ข้าวฟ่างเสริมพลางวางแก้วกาแฟลง “ก็เห็นรักกันดี ๆ อยู่ไม่ใช่เหรอ”
ปาล์มส่ายหัวเบา ๆ “ไม่มีใครนอกใจใครทั้งนั้นแหละ…แค่กูกับพี่นนท์มันหมดแพชชั่นในความรักกัน มันอิ่มตัว ต่อไปไม่ไหว”
“หมดแพชชั่นในความรัก…!?” บิวอุทานเสียงดังจนเพื่อน ๆ หันมามอง
พี่ต้น รุ่นพี่ที่เคยเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกัน เป็ชายหนุ่มที่ผ่านประสบการณ์ชีวิตมากกว่าคนอื่น ๆ พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงใจเย็น
“อันที่จริง มันก็ดีนะ ที่พวกแกคุยกันตรง ๆ แล้วก็ตกลงกันด้วยความเข้าใจ ดีกว่าฝืนต่อไปทั้งที่ไม่สุข”
ห้องเงียบไปครู่หนึ่ง ปาล์มสูดลมหายใจลึก ก่อนจะก้มลงมองหน้าจอโทรศัพท์ของตัวเอง หน้าจอที่ตั้งนับถอยหลังไว้ เหลือเวลาอีกเพียง หกวันเจ็ดคืน ก่อนจะถึงวันจากลา
ข้าวฟ่างเอื้อมมือมากุมไหล่เพื่อนรัก พูดด้วยแววตาห่วงใย
“แล้วแบบนี้…พวกแกสองคนจะโอเคจริง ๆ เหรอ ถ้าวันนั้นมันมาถึง”
ปาล์มฝืนยิ้มบาง ๆ “ไม่รู้ว่ะ…แต่กูคิดว่ามันน่าจะดีกว่าที่เป็อยู่ตอนนี้”
พูดจบก็หันกลับไปจ้องหน้าจอโน้ตบุ๊ก ทำงานต่อเหมือนไม่อยากให้ใครเห็นความเปราะบางของตัวเอง
“เออ ๆ งั้นทำงานหาเงินฉลองความโสดให้มันใหญ่ ๆ ไปเลย!” บิวรีบโพล่งแซว บรรยากาศในห้องเลยค่อย ๆ คลายลง
ทุกคนหัวเราะ ข้าวฟ่างส่ายหน้า ส่วนพี่ต้นได้แต่ยิ้มขำ ๆ เพราะรู้ดีว่าบริษัทเล็ก ๆ นี้ ไม่ได้มีแต่ความเครียด แต่มันคือที่ที่พวกเขาปล่อยอารมณ์ และสนุกไปกับการทำงาน…แม้บางครั้งจะนั่งออกแบบไป กรึ๊บเหล้าไปก็ยังมี
เวลาเดียวกันที่ออฟฟิศของธนนท์
ั้แ่เช้าเขาถูกดึงเข้าสู่การประชุมกับลูกค้า กว่าทุกอย่างจะจบก็ลากยาวจนถึงพักเที่ยง จากนั้นยังต้องตามแก้ปัญหา
และเคลียร์งานกับทีมต่อเนื่อง จนเกือบถึงเวลาเลิกงาน ร่างสูงก็ยังรู้สึกหน่วง ๆ ในใจเหมือนมีบางอย่างกดทับอยู่ตลอดเวลา
“ไง มึง”
เสียงทุ้มคุ้นเคยดังขึ้น วุฒิ เพื่อนสนิทที่เป็หัวหน้าฝ่ายบัญชีเดินเข้ามาทัก สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเป็ห่วง หลังจากรู้ข่าวั้แ่เช้า แต่เพิ่งได้โอกาสคุยกันตรง ๆ
ธนนท์เงยหน้าขึ้น ถอนหายใจแ่ ๆ “อื้ม…” แค่คำตอบสั้น ๆ ก็พอให้คนฟังรู้ว่าภายในใจหนักแค่ไหน วุฒิยกยิ้มบาง ก้าวเข้ามาตบไหล่เพื่อน
“เอาน่า…เลิกกันด้วยดี บอกลาด้วยภาษาใจ จากกันไปในวันที่ยังมีสิ่งดี ๆ มอบให้กัน มันย่อมดีกว่าปล่อยให้ทุกอย่างพัง จนไม่เหลืออะไร”
ธนนท์เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าเบา ๆ “อื้ม…” วุฒิมองแล้วก็หัวเราะในลำคอ พลางพูดต่ออย่างจริงใจ
“ก็ดี..ใช้ทุกวันที่เหลือ…ทำให้เหมือนวันแรกที่มึงจีบเขา เผื่อมันจะทำให้ทั้งมึง ทั้งเขา…จำได้ว่า ทำไมถึงรักกันมาั้แ่แรก”
คำพูดนั้นทำให้ธนนท์ที่เงียบขรึมมาตลอดวัน เผลอยกยิ้มบาง ๆ ออกมา แม้มันจะจาง แต่ก็เป็รอยยิ้มที่มีความหมายที่สุดในเวลานี้
่เย็น
ปาล์มยืนรออยู่หน้าตึกออฟฟิศของธนนท์ มือกอดสายสะพายกระเป๋าแน่น ใบหน้าที่คุ้นเคยกับการรอคอยทุกวัน กลับมีความหมายต่างออกไปในตอนนี้ เพราะเวลาที่เหลืออยู่มันเริ่มนับถอยหลัง
ไม่นานนัก ธนนท์ก็เดินออกมาจากประตูด้านหน้า สูทที่สวมไว้ดูเรียบร้อย แต่ใบหน้าฉายชัดถึงความเหนื่อยล้า ทว่าเมื่อเห็นร่างเล็กยืนรออยู่ รอยยิ้มบาง ๆ ก็ผุดขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“รอนานไหมครับ” เสียงทุ้มเอ่ยเบา ๆ
“ไม่นาน เหนื่อยไหมครับ วันนี้งานหนักไหม?”
ปาล์มถาม น้ำเสียงเต็มไปด้วยความห่วงใยที่นานแล้วไม่ได้ถามออกมาแบบนี้ ส่งผลให้ธนนท์ชะงักเล็กน้อย ก่อนพยักหน้าเบา ๆ
“นิดหน่อยครับ แต่พอเห็นคนมารับแล้ว…ก็หายไปหมด”
..............................