หลังจากออกมาจากบ้านพักตากอากาศชิงอวิ๋นซูฮ่าวก็กลับมาถึงที่คฤหาสน์ประมาณสี่ทุ่ม
ในตอนนั้นไป๋เหวินหลิงยังไม่กลับมา เขาก็อยากนอนแล้วจึงเดินตรงขึ้นไปด้านบน
“คำแจ้งเตือนจากระบบ สะสมแต้มเสแสร้งครบ 100 แต้มแล้ว โฮสต์ต้องการจับรางวัลหรือไม่?”
ทันทีที่เขาเดินเข้ามาในห้อง เสียงของระบบก็ดังขึ้นที่ข้างหูของเขา
ซูฮ่าวครุ่นคิดแล้วพยักหน้า “จับ!”
“ใช้แต้มเสแสร้ง 100 แต้มในการจับรางวัลโฮสต์มียอดคงเหลือ 40 แต้ม”
เมื่อเสียงระบบดังขึ้น กระดานหมุนรูเล็ตต์ขนาดใหญ่ก็ปรากฏตรงหน้าของซูฮ่าวขณะนั้นเข็มก็หมุนชี้อย่างรวดเร็ว
หลังจากผ่านไปไม่นานเข็มก็หยุดลงที่หนังสือเล่มหนึ่ง
“ติ๊งต่อง ยินดีด้วยโฮสต์ได้รับวิชาเซียนเทียนแห่ง ‘ชิงแสงนำพลัง’ !”
“เซียนเทียน?”
ซูฮ่าวชะงักไป ก่อนจะหันไปอ่านหมายเหตุของวิชาชิงแสงนำพลัง
วิชาชิงแสงนำพลัง เป็นวิชาชั้นยอดของเซียนเทียนต้องเป็นผู้บำเพ็ญเพียรผู้มีพรสวรรค์เท่านั้นถึงจะสามารถฝึกได้วิชานี้เป็นวิชาขั้นพื้นฐานสำหรับการเทวจิต ซึ่งก็คือไม่ถ่ายทอดคัมภีร์ล้ำค่าให้ผู้อื่นเด็ดขาด
วิชานี้เป็นวิชาฝึกทั่วไปที่ต้องบำเพ็ญเพียรคู่ซึ่งต้องหลอมกายและใจเป็นหนึ่ง เพื่อสร้างเสริมส่วนขาด แย่งชิงลำแสงของจักรวาลโคจรลมปราณให้เป็นหนึ่งเดียวกับร่างกาย ซึ่งกำหนดลมหายใจเป็นตัวเปิดปิดให้ความคิดเป็นแรงขับเคลื่อน และใช้ลำแสงเป็นตัวเคลื่อนย้าย ก่อนจะเก็บพลังทั้งหมดเอาไว้ในตันเถียน
เคล็ดลับของวิชานี้อยู่ที่การจับลำแสงผู้บำเพ็ญเพียรควรจะมีสามปัจจัยสำคัญ พลังแห่งชีวิตคือสสารธาตุแสงคือพลังงานระดับสูง ซึ่งมีความสำคัญเช่นเดียวกับเลือด เมื่อคว้าจับแสงได้พลังชีพก็อยู่ภายในนั้น
ดั่งสำนวนที่บอกว่า พลังชีพเป็นพื้นฐานของชีวิต ลำแสงเป็นรากฐานของพระเจ้า
วิชานี้มันยอดเยี่ยมมาก เป็นการกระตุ้นจากภายนอกสู่ภายใน นำทางแสงจิตวิญญาณเจินชี่จากภายนอกเข้ามากระแทกตันเถียนที่ภายในดังนั้นจึงสามารถขยายขอบเขตของตันเถียน และเพิ่มความเร็วในการบำเพ็ญเพียร
“การบำเพ็ญเพียรต้องการการนำทางของจิตวิญญาณหากไม่มีแสงก็ยากที่จะฝึกฝนร่างกาย บริเวณสมองส่วนหน้าผากคือจุดเสวียนฝู่1การเชื่อมต่อกับจุดเสวียนต้องเริ่มจากบริเวณนี้ แสงจิตวิญญาณเจินชี่และพลังวิญญาณภายในร่างกายหลอมรวมในจักรวาลนี่เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการปลูกฝังแสงจิตวิญญาณ แล้วปูทางสู่การกำเนิดเทวจิต” ยิ่งอ่านวิชาชิงแสงนำพลังมากเท่าไร ประกายแสงในแววตาของซูฮ่าวก็เข้มมากขึ้นเท่านั้น
ตอนที่เขาอยู่ในตระกูลซูเขาเคยเห็นวิชาเซียนเทียนมาก่อนแต่เซียนเทียนเหล่านั้น ถ้าไม่ใช่วิชาที่ไม่สมบูรณ์ ก็เป็นวิชาที่มีคุณภาพต่ำต่อให้ฝึกไปความสามารถก็ไม่ก้าวหน้า
แต่วิชา ‘ชิงแสงนำพลัง’ นี้ เพราะเป็นการเคลื่อนย้ายหยินก่อน ส่วนหยางก็จะเปลี่ยนแปลงไปตามกฎส่วนสมองเป็นแหล่งแห่งจิตวิญญาณ เมื่อย้ายหยินเพื่อขึ้นลำแสงก็จะทบเท่าทวีคูณทำให้หยินหยางประสานกัน เกิดสติปัญญาทำให้ตันเถียนและสมองได้รับการฝึกฝนอย่างแท้จริงซึ่งเป็นการเปิดประตูสู่โลกบำเพ็ญเพียร
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือวิชานี้ไม่ใช่แค่สามารถเร่งความเร็วของผู้บำเพ็ญเพียรที่มีพรสวรรค์ได้นอกจากนี้เขายังสามารถฝึกจิต จนก่อให้เกิดเทวจิต
หากวิชานี้อยู่ในยุทธภพ จะต้องเกิดการแย่งชิงกันอย่างแน่นอน
ต้องบอกก่อนว่า หากต้องการมีสติเทวจิตจำเป็นต้องเป็นระดับสูงสุดของจอมยุทธ์โบราณเท่านั้นและจำเป็นจะต้องอยู่ในระดับเซียนถึงจะสามารถทำได้
จอมยุทธ์โบราณที่อยู่ต่ำกว่าระดับเซียนไม่สามารถแตะระดับพลังการเทวจิตได้
แต่คนที่สามารถไปถึงระดับเซียนได้นั้นก็มีเพียงแค่โอรสคนโปรดของสวรรค์ไม่ใช่แค่หนึ่งในหมื่น แต่เป็นหนึ่งในล้าน
“ตามตำนานเล่าว่าเทวจิตน่ากลัวมาก สามารถฆ่าคนได้ในระยะพันลี้และยังสามารถทำลายจิตวิญญาณของเขาได้สิ้นซาก ซึ่งไม่ได้ต่างอะไรกับพลังจิตชั้นยอดหากฉันสามารถควบคุมเทวจิตนี้ เดิมทีก็ถือว่าเป็นผู้ไร้เทียมทานแล้วหลังจากเข้าสู่ระดับปรมาจารย์ฮั่วจิ้งความแข็งแกร่งก็จะยิ่งน่ากลัวมากขึ้นกว่าเดิม” ยิ่งซูฮ่าวคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้หัวใจก็ยิ่งเต้นแรงขึ้น สีหน้าเต็มไปด้วยความยินดี ลมหายใจเข้าออกกระชั้นชิด
ครั้งนี้ระบบได้มอบพลังที่น่าทึ่งจริงๆ !
ซูฮ่าวสะกดกลั้นความตื่นเต้นในใจลงแล้วรีบอ่านขั้นตอนการบำเพ็ญเพียรวิชาชิงแสงนำพลังภายในสมองต่อ
“เดิมทีวิชานี้ควรฝึกด้วยความจริงจัง ให้นั่งขัดสมาธิจะดีที่สุดไม่เหมาะกับการฝึกท่ายืนเติมทีวิชาเหล่านี้จะดูดซับพลังจากจักรวาลเข้าสู่ภายในร่างกายเส้นลมปราณและเส้นลมปราณพิเศษทั้งแปดภายในร่างกายจะถูกปิดกั้นภายใต้การโจมตีของพลังระดับสูง จะทำให้จิตวิญญาณเคลื่อนไหวอย่างเห็นได้ชัดและจะส่งผลต่อการบำเพ็ญเพียร ดังนั้นจึงควรอยู่ในท่านั่ง”
“สำหรับคนที่บำเพ็ญเพียรมานานหรือมีวิชาขั้นพื้นฐานเท่านั้นถึงจะสามารถใช้ท่ายืนในการบำเพ็ญเพียรได้และหากใช้ท่ายืนผสมกับท่านั่งจะทำให้เห็นผลดีที่สุด”
“ก่อนที่จะเริ่มฝึกวิชานี้อย่างเป็นทางการ ให้นั่งขัดสมาธิลงกับพื้นวางฝ่ามือทั้งสองข้างบนหัวเข่าเบาๆ แล้วอยู่ในท่าเตรียมพร้อม”
เมื่ออ่านถึงตรงนี้ซูฮ่าวก็ทำตามอย่างไม่ลังเล
“เมื่ออยู่ในท่าเตรียมพร้อมแล้วก็ให้ตรวจสอบอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าท่านั่งถูกต้อง ลมหายใจและจิตใจ ผ่อนคลาย สงบเงียบและโคจรตามหลักธรรมชาติ”
“คำว่าผ่อนคลายนั้น หมายถึงปล่อยความคิดให้ผ่อนคลายใจไม่คิดถึงเรื่องโลกภายนอก ตาไม่มอง หูไม่ฟัง ตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิงผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ”
“สงบเงียบ หมายถึงความสงบทั้งสามด้าน ได้แก่ จิตใจสงบ ร่างกายสงบสภาพแวดล้อมสงบ จะขาดด้านใดไปไม่ได้ ซึ่งนี่ถึงจะเรียกว่าความสงบที่แท้จริง”
“ธรรมชาติ ตอนที่บำเพ็ญเพียรและโคจรพลังเพื่อเข้าสู่การเลื่อนขั้นเงื่อนไขคือต้องดูดซับความเป็นธรรมชาติ ซึ่งความคิดต้องเป็นธรรมชาติร่างกายต้องเป็นธรรมชาติ วิธีนี้เองถึงจะสามารถปลดพันธนาการจากการเทวจิตให้ร่างกายและจิตวิญญาณเข้าสู่การบำเพ็ญเพียรระดับที่ยอดเยี่ยมไปพร้อมกัน”
ขณะที่เขาอ่านขั้นตอนการบำเพ็ญเพียรไปด้วยซูฮ่าวก็เริ่มทำตามคำชี้แนะไปพร้อมกันหลังจากนั้นไม่นานเขาก็อยู่ในสภาพเตรียมพร้อม
“ขั้นตอนการเตรียมตัวเสร็จสิ้นแล้ว ให้นำมือทั้งสองข้างมาวางเหนือท้องน้อยประกบมือทั้งสองข้างทำท่ามุทรา1 ฝ่ามือซ้ายหงายขึ้นนิ้วทั้งห้าเหยียดออก แต่ก็งอเล็กน้อยอย่างเป็นธรรมชาติฝ่ามือขวาทำท่าเดียวกับฝ่ามือซ้าย และวางสองมือซ้อนทับกัน”
“จากนั้นให้จินตนาการว่ากระดูกบริเวณหน้าผากของตนเองถูกเลาะออกจนหมดตอนนี้มีเพียงพระจันทร์เต็มดวงที่ลอยเด่นและสาดแสงส่องไปทั่วหลังจากจินตนาการจนภาพเด่นชัดแล้ว ดวงตาทั้งสองข้างก็หลับลงเล็กน้อยพร้อมชี้นำให้ดวงจันทร์เต็มดวงนี้เข้ามาสู่ตันเถียน และทำให้ภายในกลายเป็นเตาหลอมแสงจันทร์สาดแสงอยู่ภายใน ก่อนจุดไฟเผาในเตาหลอมนั้น”
“จากนั้นจินตนาการถึงลำแสงห้าสีที่ส่องมาจากน่านฟ้าไกลลิบตา ชโลมไปทั่วร่างกายแล้วทะลุผ่านเข้าสู่ตันเถียน ก่อนตกลงไปในเตาหลอม”
“จากนั้นจินตนาการถึงสวรรค์ชั้นดุสิตที่อยู่ไกลลับฟ้าตามขั้นตอนที่กล่าวไปข้างต้นก่อนดูดซับลำแสงเหล่านั้นเข้ามาในร่างกาย ทำเช่นนี้ซ้ำไปวนมาดูดซับยี่สิบสี่รอบถือว่าดูดซับสำเร็จหนึ่งกลุ่ม และให้ดูดซับต่อเนื่องสามกลุ่ม”
“สุดท้ายให้คลายมือมุทราออก ก่อนประสานมือทั้งสองไว้ที่หน้าอกปลายนิ้วชี้ขึ้นด้านบนแล้วท่องคาถาเงียบๆ ภายในใจ”
“หลังจากท่องคาถาเสร็จเรียบร้อยแล้วให้ลองจินตนาการว่าตนเองอยู่กลางเขตพลังวงกลมที่ไร้ขอบเขตโดยเมื่อสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เขตพลังเหล่านี้จะหดเล็กลงและเข้าไปอยู่ในตันเถียนในขณะเดียวกันนั้นเอง สองมือก็เหยียดตรงออกมา ชูมือขึ้น ฝ่ามือแบออก”
“จากนั้นให้สูดลมหายใจเข้าลึกๆและชี้นำพลังแห่งแสงให้มาผสานกันที่บริเวณหน้าอกอย่างเชื่องช้า ก่อนหดมือลงสุดท้ายก็พนมมือทั้งสองข้าง ดึงดูดแสงจิตวิญญาณเจินชี่เข้ามาในตันเถียนซ้ำไปมาสิบครั้งจากนั้นก็ลืมตาขึ้น ถือว่าการฝึกฝนสำเร็จ”
หลังจากได้เรียนรู้ขั้นตอนการฝึกฝนวิชาชิงแสงนำพลังทั้งหมดแล้ว ซูฮ่าวก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆจากนั้นเขาก็ลองวาดรูปกระบวยตามรูปน้ำเต้า2
สิบห้านาทีผ่านไปอย่างเชื่องช้า แม้ว่าเขาจะเข้าใจขั้นตอนในการฝึกฝนแล้วแต่เขาก็ไม่สามารถเชื่อมโยงขั้นตอนเหล่านั้นไว้ด้วยกันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขั้นตอนในการจินตนาการและเริ่มบำเพ็ญเพียรขั้นตอนนั้นยากมาก ไม่ว่าจะสงบสติอารมณ์อย่างไรก็ยังไม่เพียงพอที่จะบรรลุมาตรฐานของวิชาชิงแสงนำพลัง
ยังดีที่เขามีพรสวรรค์ของยอดฝีมือ หลังจากหนึ่งชั่วโมงผ่านไปในที่สุดเขาก็เชี่ยวชาญการบำเพ็ญเพียรของวิชาชิงแสงนำพลังแล้วทั้งยังสามารถใช้พลังจินตนาการอยู่ในระดับผ่านเกณฑ์แล้ว
ซูฮ่าวเอนตัวพิงผนัง หน้าผากเต็มไปด้วยเหงื่อ ท่าทางอ่อนแรงมาก
เดิมทีวิชาชิงแสงนำพลังจำเป็นต้องฝึกฝนตันเถียนไปพร้อมกันนอกจากนี้ยังต้องใช้ความคิดกระตุ้นให้เทวจิต ดังนั้นจึงต้องใช้พลังมากกว่าเดิมห้าหกเท่า
เขาหยิบยาฟื้นกำลังที่เคยหลอมเอาไว้ก่อนหน้านี้ขึ้นมากินหนึ่งเม็ดอย่างไม่คิดมากก่อนจะฟื้นฟูสภาพร่างกายของตนเองให้เป็นปกติ
หลังจากนั้นเขาก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วเริ่มฝึกวิชาชิงแสงนำพลังต่อไป
………………..
ในขณะเดียวกันนั้น ที่ตระกูลเว่ย
ภายในห้องหนังสือโบราณ เว่ยชานเต๋อกำลังเขียนพู่กันจีนลงบนกระดาษตัวอักษรทรงพลัง แต่งด้วยเอกลักษณ์ของปรมาจารย์พู่กันจีน
“ก๊อกๆ !”
ตอนนั้นเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
“เข้ามา!” เว่ยชานเต๋อตอบรับโดยไม่เงยหน้ามอง
“แอ๊ด!” ตามมาด้วยเสียงผลักประตู เว่ยอวี่เหอถือกล่องของขวัญใบหนึ่งเดินเข้ามาด้วยท่าทางมีลับลมคมใน
“คุณปู่ ดูนี่สิคะ”
“หือ?” เว่ยชานเต๋อชะงักมือแล้วหันมามองทางเว่ยอวี่เหอจากนั้นสายตาก็ตกไปอยู่ที่กล่องของขวัญในมือเธอ แล้วพูดอย่างประหลาดใจว่า “อวี่เหอซื้อของขวัญมาให้ปู่หรือ?”
“ใช่แล้ว คุณปู่อยากลองเดาไหมคะว่าหนูซื้ออะไรมา?” เว่ยอวี่เหอพยักหน้า แล้วเผยสีหน้าเจ้าเล่ห์
เว่ยชานเต๋อชะงักไป ก่อนจะกวาดสายตามองกล่องของขวัญด้วยรอยยิ้มแล้วพูดขึ้นว่า “หรือว่าจะเป็นยันต์แคล้วคลาด?”
“ไม่ใช่ค่ะ แต่มีความเกี่ยวข้องกับแคล้วคลาด”
เว่ยชานเต๋อครุ่นคิด ก่อนจะตอบว่า “ถ้าอย่างนั้นก็หยกแคล้วคลาด”
“ก็ไม่ใช่!”
เว่ยชานเต๋อหัวเราะขึ้นมาหนึ่งเสียง “เอาเถอะปู่ทายไม่ถูกแล้ว”
“คุณปู่เนี่ย ไม่มีจินตนาการเอาเสียเลย” เว่ยอวี่เหอมองค้อนเว่ยชานเต๋อก่อนจะเปิดกล่องของขวัญออกมา
เว่ยชานเต๋อชะงักไป เขามองหยกที่อยู่ภายในกล่องตาเขม็งแววตาเต็มไปด้วยความตกใจ
หยกที่อยู่ตรงหน้า เต็มไปด้วยจิตวิญญาณ และเสน่ห์ที่ท่วมท้นมันเหมือนสิ่งที่มีชีวิต กลิ่นอายของความเป็นศิลปะอบอวล
หลังจากจ้องหยกนั้นสิบวินาทีคาดไม่ถึงว่าเรื่องราวและความหมายอันลึกซึ้งจะถ่ายทอดออกมาอยู่ตรงหน้าของเขา
ใครกันที่มีความสามารถในการแกะสลักเข้าขั้นเซียนขนาดนี้?
“คุณปู่ นี่คือหยกอายุยืนค่ะฉันขอร้องให้ปรมาจารย์จงรั่วฉิงแกะสลักให้โดยเฉพาะว่ากันว่าจะสามารถอวยพรให้มีอายุยืนยาว ปรับสภาพร่างกายของผู้ที่สวมใส่และบำรุงร่างกาย” เว่ยอวี่เหอพูดจบแล้ว จากนั้นก็หยิบหยกออกมาให้กับเว่ยชานเต๋อ
“ที่แท้ก็เป็นฝีมือของจงรั่วฉิงในฐานะที่เขาเป็นประธานสมาคมวิจัยหยกขาวแห่งเมืองไห่เป่ยฝีมือการแกะสลักของเขานั้นไม่สามารถดูถูกได้เลย ดูจากหยกอายุยืนชิ้นนี้แล้วก็ถือว่าสมคำเล่าลือจริงๆ ” เว่ยชานเต๋อรับหยกชิ้นนั้นมาทันใดนั้นเขาก็สามารถสัมผัสได้ถึงความเย็นสบาย เอวที่เคยปวดก็ทุเลาลง
เขาชะงักไปเล็กน้อย แล้วหันกลับไปมองหยกชิ้นนั้น ยิ่งมองอย่างละเอียดรูม่านตาของเขาก็ยิ่งหดเล็กลง แสงสว่างวาบพาดผ่านดวงตา
ของชิ้นนี้… ไม่ธรรมดา!
………………..
1ทำท่ามุทรา (手印) หมายถึง ท่ามือยกขึ้นในระดับไหล่ ยื่นออกมาข้างหน้า หันฝ่ามือออกนิ้วทั้งห้าเหยียดตรงขึ้น
2วาดรูปกระบวยตามรูปน้ำเต้า (依葫芦画瓢) หมายถึง การลอกเลียนแบบ