ฟางซื่อกำลังจะคลอด ทว่าคนในเรือนหาได้ตื่นตระหนกไม่ พวกเขาจัดการอย่างเป็ระเบียบ
ตอนที่เยี่ยนเฟ่ยรีบไปที่เรือนด้านใน ฮูหยินของเขา เจินซื่อ กับอนุอีกสองคน หลัวซื่อและหลิวซื่อก็อยู่ด้วย เมื่อเห็นเขามาถึง เจินซื่อแย้มยิ้มและพูดว่า "หลังเจ็บท้องได้ไม่นาน ศีรษะของทารกในครรภ์ก็หมุนถูกทิศทาง หาใช่ปัญหาใหญ่"
เยี่ยนเฟ่ยพยักหน้า พลางพูดด้วยความกังวล "พวกเ้าทานอะไรก่อน อย่าปล่อยให้เหนื่อยเกินไป"
เมื่อเจินซื่อได้รับข่าวจึงรีบมาในทันที นางสวมเสื้อผ้าชุดสบายอยู่ในเรือน ผมยาวถูกรวบขึ้นหลวมๆ และปักปิ่นหยกตามแต่ใจ แม้ใบหน้าจะไร้การเติมแต่ง ทว่านางยังคงงดงามเย้ายวนใจ
หลัวซื่อกับหลิวซื่อก็ไม่ได้แต่งหน้าเช่นกัน ทั้งคู่มีรูปร่างเพรียวบางอรชร ดูงดงามน่าประทับใจ
เยี่ยนเฟ่ยนั่งอยู่กับพวกนาง ทานน้ำแกงไก่ฉีกร้อนๆ คำโต คอยฟังความเคลื่อนไหวในห้องคลอดด้านใน รู้สึกอบอุ่นมากในเช้าตรู่ของปลายฤดูใบไม้ร่วง
เจินซื่อปลอบโยนเขาและพูดว่า "ถิงเอ๋อร์หาใช่คลอดลูกคนแรก นางมีประสบการณ์ เราทุกคนต่างมีประสบการณ์ พวกเราดูแลนางเป็อย่างดีระหว่างการตั้งครรภ์ นางต้องคลอดอย่างราบรื่นแน่นอน พวกเรารอดูสักพักเถิด"
"อืม ข้ารู้" เยี่ยนเฟ่ยแย้มยิ้ม "หลังให้กำเนิดบุตรคนนี้ พวกเราจะไม่มีบุตรอีกแล้ว"
เจินซื่อ หลัวซื่อ หลิวซื่อต่างหัวเราะ "คนอื่นหวังจะมีบุตรหลานเต็มเรือน แสดงถึงวาสนา ทว่าท่านต่างออกไป"
"มีบุตรมากเกินไปน่าปวดหัว" เยี่ยนเฟ่ยถอนหายใจ "เด็กผู้ชายซุกซน เด็กผู้หญิงก็อยู่ไม่เงียบ มีพวกเ้าคอยปกป้อง ย่อมไม่มีผู้ใดควบคุมพวกเขาได้ หากแม่รักมาก บุตรมักจะเสียคน"
เจินซื่อหัวเราะร่า "เด็กซนสุขภาพแข็งแรง ดีมากทีเดียว ท่านกลับนึกรังเกียจ ช่างเป็เื่ที่อยู่ท่ามกลางวาสนา กลับไม่รู้จักวาสนาจริงๆ "
หลัวซื่อและหลิวซื่อใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปาก พวกนางแย้มยิ้มราวกับดอกไม้ในฤดูใบไม้ผลิ
“เอาเถิด เอาเถิด ข้าจัดการไม่ไหวแล้ว” เยี่ยนเฟ่ยโบกมือไปมา “อย่างไรเสีย เด็กๆ เมื่อถึงวัยก็จะต้องร่ำเรียนเขียนอ่าน ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับอาจารย์ พวกเ้าอย่าเอาแต่ใจปกป้องพวกเขา"
“นั่นแน่นอนอยู่แล้วเ้าค่ะ” หญิงงามทั้งสามพยักหน้าพร้อมกัน
เยี่ยนเฟ่ยยกยิ้มพลางส่ายศีรษะ สีหน้าผ่อนคลายและเป็มิตร
เจินซื่อรู้สึกสงสัยเล็กน้อย นางโน้มตัวไปถามเบาๆ "ดูท่าทางท่านมีความสุขมาก หรือว่าพบคนรักแล้ว? "
เยี่ยนเฟ่ยตกตะลึง ก่อนจะพยักหน้าอย่างใจเย็น "ใช่ มันคือรักแรกพบ"
"เขา เขาเป็อย่างไรบ้าง? เขาปฏิบัติต่อท่านดีหรือไม่? " เจินซื่อค่อนข้างสงสัย
เยี่ยนเฟ่ยจงใจถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อย "เขาเป็ขุนนางคนสำคัญในตระกูลชนชั้นสูงเก่าแก่ เป็ตระกูลที่ไม่ธรรมดา จัดการได้ยาก"
"หือ? " ดวงตางดงามของเจินซื่อเป็ประกาย หลังครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงพูดว่า "ใช่แม่ทัพซูแห่งค่ายทหารซีซาน ซื่อจื่อ บุตรชายคนโตของอันกั๋วกงหรือไม่เ้าคะ? ”
เยี่ยนเฟ่ยรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย "เ้ารู้ได้อย่างไร เ้าเคยเห็นเขาหรือ? ”
ราชวงศ์จิ้นเหนือไม่สนับสนุนลัทธิขงจื่อใหม่ ไม่เข้มงวดกับสตรีมากนัก สตรีจึงไม่มีการรัดเท้า ไม่มีประตูกั้นพรหมจรรย์ ทั้งยังสนับสนุนให้หญิงม่ายแต่งงานใหม่ แน่นอนว่าเื่กุลสตรี สามเชื่อฟังสี่คุณธรรมก็ยังต้องเพียบพร้อม หากเสียพรหมจรรย์ก่อนแต่งงานหรือล่วงประเวณีต่างก็ถูกผู้คนเหยียดหยาม ขอเพียงสตรีปฏิบัติตามหลักจริยธรรมเดิม เป็เื่ปกติที่สตรีจะออกไปเดินเล่นหรือแสดงความชื่นชมต่อบุรุษ ไม่มีผู้ใดตำหนินาง นั่นเป็เหตุผลที่เยี่ยนเฟ่ยเอ่ยปากถามคำถามนี้ โดยคิดว่าเจินซื่อเคยเห็นซูตงเฉิน
เจินซื่อแย้มยิ้มและพูดว่า "ทันทีที่ข้ามาถึงเมืองหลวง ข้าก็ได้ยินชื่อเสียงของเขา หลายวันมานี้ได้เข้าร่วมงานบุปผชาติและงานแสดงกวีนิพนธ์ต่างๆ และล้วนได้ยินชื่อของเขา แม้จะไม่เห็นคนผู้นั้น ทว่าข้าได้ยินทุกอย่างเกี่ยวกับเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ได้ยินมาว่า เขาคือซื่อจื่อจวนกั๋วกง เก่งกาจโดดเด่นกว่าผู้ใด สิบแปดปีก็ชนะการประลองอู่จ้วงหยวน [1] จากนั้นก็เข้าร่วมกองทัพ ทั้งฉลาดและห้าวหาญ เขาเลื่อนตำแหน่งอย่างรวดเร็ว อายุยังน้อยก็ได้เป็ถึงแม่ทัพใหญ่ขั้นสอง
สิ่งสำคัญที่สุดคือ เขาหน้าตาดีมาก ติดอันดับหนึ่งในสี่บุรุษที่หล่อเหลาที่สุดในเมืองหลวง ทั้งเขายังเข้าอกเข้าใจผู้อื่น หลังแต่งงานแล้วก็ไม่มีอนุ ภรรยาจากไปก็ไม่คิดแต่งงานใหม่อีก ปฏิเสธการรับอนุ ความประพฤติดีงาม
บุรุษเช่นนี้เป็ที่หมายปองของสตรีมากมาย พื้นฐานครอบครัวดี อุปนิสัยดี หล่อเหลาคมสัน เป็ที่ไว้วางพระทัยของฮ่องเต้ มีอนาคตที่สดใส ทั้งยังเป็ซื่อจื่อ บุตรชายคนโตของอันกั๋วกง เป็กั๋วกงในอนาคต เพราะฉะนั้น แม้เขาจะพอมีอายุ ทั้งบุตรของภรรยาเอกก็ใกล้จะเป็ผู้ใหญ่ ทว่ายังเป็สามีในอุดมคติของสตรีหลายคน ในเมืองหลวงนี้มีหลายตระกูลที่สนใจในตัวเขา ้าเกี่ยวดองกับเขา กระทั่งองค์หญิงหลายตระกูลก็้าสมรสกับเขา และรับเขาเข้าเป็ราชบุตรเขย ฮองเฮาในวังต่างก็ให้ตระกูลของพระนางหาวิธีการให้เขาแต่งงานกับพระธิดา เพื่อให้เขามาเป็พวกเดียวกัน ย่อมมีส่วนช่วยเหลือได้มากทีเดียว"
เยี่ยนเฟ่ยเข้าใจสถานการณ์เหล่านี้ดีกว่านาง เขาแย้มยิ้มพลางพูดติดตลกว่า "ดูจากท่าทีของเ้า คงคิดว่าเขาก็ไม่เลวเหมือนกันมิใช่หรือ น่าเสียดาย บุตรสาวของเ้ายังเล็ก ทั้งเ้ายังไม่มีน้องสาว ไม่เช่นนั้นข้าอาจดองกับเขาก็เป็ได้"
"พอได้แล้ว" เจินซื่อมองค้อน จู่ๆ ก็แสดงสีหน้าสนอกสนใจ "ท่านตัดใจให้เขาแต่งกับหญิงอื่นได้หรือ? ได้ยินมาว่าเขาไม่แต่งภรรยาใหม่ ไม่แต่งอนุ ไม่มองสตรีอื่นมากว่าสิบปีแล้ว ทุกคนต่างคิดว่าเขารักภรรยาเก่ามาก คิดถึงภรรยาที่ตายไป ข้าพอเข้าใจ บุรุษที่ไม่แตะต้องสตรีกว่าสิบปีมีที่ใดกัน?
ข้ามองว่าเขาไม่ได้ชื่นชอบสตรี เพียงแต่งภรรยาคนเดียวและให้กำเนิดบุตรชายเพื่อสืบทอดวงศ์ตระกูล ในเมื่อตอนนี้เขามีทายาทสืบสกุลแล้ว จึงไม่จำเป็ต้องฝืนใจตนเอง ท่านว่าใช่หรือไม่? ”
"ใช่ ใช่" เยี่ยนเฟ่ยรู้สึกทึ่งกับความงามที่ดูฉลาดหลักแหลมของนางเล็กน้อย จึงรีบพูดอย่างยอมจำนน "ที่เ้าว่ามาก็ใช่ ทว่าไม่มีผู้ใดล่วงรู้ เขาเก็บเป็ความลับมาตลอดจนถึงตอนนี้ และมันก็ไม่ง่ายเลย เ้าอย่าได้แพร่งพรายเื่นี้ออกไป"
ขณะที่เจินซื่อพูด บรรดาสาวใช้ก็กำลังยุ่งกับเื่อื่น มีเพียงหลัวซื่อกับหลิงซื่อเท่านั้นที่ได้ยินการสนทนาของพวกเขา เจินซื่อมองไปรอบๆ ก่อนจะพูดพลางแย้มยิ้มว่า "มีเพียงพวกเราเท่านั้นที่รู้ ไม่มีทางบอกคนนอกแน่นอน แม้แต่บ่าวรับใช้รอบตัวพวกเราก็ไม่ได้ยิน"
"เช่นนั้นก็ดี" เยี่ยนเฟ่ยมีท่าทีคลายกังวล เขามองไปที่ห้องคลอด "น่าเสียดายที่บุตรสาวของพี่อิ๋งเอ๋อร์อายุเพียงหกขวบ ไม่เช่นนั้นข้าจะให้นางแต่งงานกับบุตรชายของเขา" เยี่ยนอิ๋งเป็บุตรสาวคนเดียวของภรรยาเอก ส่วนผู้อื่นเป็บุตรสาวของอนุ ย่อมไม่คู่ควรกับบุตรชายของบุตรชายคนโตแห่งภรรยาเอกจวนอันกั๋วกง แม้เขาจะไม่ให้ความสำคัญเื่ภรรยาเอกหรืออนุมากนัก เนื่องจากพวกเขาล้วนเป็บุตรของตน ทว่าธรรมเนียมปฏิบัติเป็เช่นนี้ ไม่อาจละเลยได้ นอกจากนี้เขายังไม่อาจทำผิดต่อบุตรชายของซูตงเฉินได้
เจินซื่อเข้าใจเป็อย่างดี นางพูดด้วยท่าทีไม่สนใจว่า "บุตรของพี่อิ๋งก็ไม่คู่ควร องค์หญิงและท่านหญิงหลายคนต่างก็จับจ้องแม่ทัพใหญ่ซู หากไม่สามารถให้บุตรสาวแต่งกับแม่ทัพใหญ่ซูได้ เช่นนั้นก็ให้หลานสาวแต่งกับบุตรชายของเขาก็ได้
บุตรชายฝาแฝดจากภรรยาเอกของซูตงเฉิน อายุสิบสองขวบแล้ว อายุเท่านี้ พวกเขาคงมองหาคนไว้บ้างแล้ว ได้ยินมาว่านายน้อยสองคนนั้นเป็คนซื่อสัตย์หนักแน่น เก่งกาจฉลาดหลักแหลม มีความสามารถทั้งบุ๋นและบู๊ มีอนาคตที่สดใส แม้บุตรของพี่สาวตระกูลเราจะดี ทว่าอย่างไรเสีย ภูมิหลังของตระกูลก็มีข้อจำกัด ไม่จำเป็ต้องเหยียดตัวเองให้สูงขึ้น หาครอบครัวที่เหมาะสมก็เพียงพอแล้ว บุตรของพี่สาวจะได้มีความสุข”
"ถูกต้องแล้ว... " เยี่ยนเฟ่ยชื่นชมความเฉลียวฉลาดและมีเหตุผลของนางมาก เขากำลังจะชื่นชมนาง ทว่าได้ยินเสียงทารกร้องมาจากห้องคลอด จึงลุกขึ้นยืนในทันที ก่อนจะเผยรอยยิ้มสดใสด้วยความยินดี “คลอดแล้ว”
เจินซื่อ หลัวซื่อ หลิวซื่อต่างลุกขึ้นและก้าวไปข้างหน้า รอให้คนในห้องคลอดออกมา
ไม่นานก็มีคนออกมารายงานว่า "อนุฟางคลอดนายน้อยแล้ว แม่และลูกปลอดภัยดีเ้าค่ะ"
เยี่ยนเฟ่ยมีทั้งบุตรชายและบุตรสาว ฟางซื่อจะคลอดบุตรชายหรือบุตรสาวก็ได้ทั้งนั้น เยี่ยนเฟ่ยกับภรรยาและอนุทั้งสามต่างดีใจเมื่อได้ยินว่านางปลอดภัยดี "ตกรางวัล คนที่คอยรับใช้อยู่ในเรือนตกรางวัลเบี้ยหวัดหนึ่งเดือน คนที่คอยรับใช้อยู่ในห้องคลอดตกรางวัลเป็เบี้ยหวัดสามเดือน"
สาวใช้และแม่นมต่างยิ้มแย้มอย่างมีความสุข และพูดขอบคุณหลายครั้ง
ไม่นานนัก แม่นมคนสนิทของเจินซื่อก็อุ้มทารกที่ห่อด้วยผ้าห่อตัวออกมา และพูดกับพวกเขาอย่างมีความสุขว่า "นายน้อยหนักหกขีดหกกรัมเ้าค่ะ แข็งแรงยิ่งนัก ใบหน้าเหมือนท่านโหวมากเ้าค่ะ"
ตอนนี้เป็เวลากลางวัน เมื่อต่งซื่อ ฮูหยินซื่อจื่อได้ยินข่าวก็รีบมาทันที นางรู้สึกยินดีเป็อย่างยิ่งเมื่อได้ยินคำนี้ จึงพูดว่า "ดีมาก เป็เด็กที่โชคดีจริงๆ "
บุตรจากภรรยาเอกทั้งสามคนของอันหย่วนโหว ซื่อจื่อเยี่ยนหลานเหมือนบิดา เยี่ยนเฟ่ยกลับเหมือนท่านปู่ เยี่ยนหมินเหมือนมารดาของเขา ตอนนี้ทารกน้อยคนนี้ดูเหมือนอันหย่วนโหว แน่นอนว่าต้องเหมือนซื่อจื่อเยี่ยนหลาน เช่นนี้ยิ่งสร้างความมั่นใจให้กับบุตรที่รับสืบทอดตำแหน่งของต่งซื่อ
เมื่อก่อนนางเคยเปิดเผยอยู่หลายครั้ง ทว่าเยี่ยนหลานก็ไม่คัดค้านอะไร อันหย่วนโหวก็เห็นด้วย เยี่ยนเฟ่ย เจินซื่อ และคนอื่นๆ ต่างรู้เื่นี้ดี อย่างไรก็ตาม นางไม่ได้เสนอเื่นี้อย่างชัดเจน ดังนั้นทุกคนจึงแสร้งทำเป็ไม่รู้เื่ ตอนนี้เมื่อเห็นท่าทางมีความสุขของนาง เยี่ยนเฟ่ยกับเจินซื่อจึงมองหน้ากันพลางถอนหายใจ
แิของครอบครัวในสมัยโบราณนั้นจริงจังและเข้มงวดกว่าสมัยใหม่นี้มาก คนหนึ่งบรรลุวิถีเต๋า ไก่และสุนัขที่บ้านพลอยได้ขึ้น์ไปด้วย คนหนึ่งก่ออาชญากรรม คนทั้งตระกูลพลอยถูกลงโทษไปด้วย เพราะฉะนั้นจึงไม่มีแิให้คนภายในตระกูลกวาดหิมะเพียงหน้าประตูเรือนของตนเองเท่านั้น [2] หากคนภายในตระกูลเกิดปัญหาไม่มีสายเืสืบทอดวงศ์ตระกูล คนจากเรือนอื่นจะไม่ยืนเฉยหรือเพิกเฉยเด็ดขาด เพราะเป็ความรับผิดชอบร่วมกัน เยี่ยนเฟ่ยมีบุตรชายมากมาย ทว่าพี่ชายแท้ๆ ของเขากลับไม่มีทายาท ดังนั้นเขาควรมอบบุตรชายคนหนึ่งจากเรือนของตนให้แก่พี่ชายเพื่อสืบทอดต่อ เป็สิ่งที่ควรกระทำ และไม่สามารถปฏิเสธได้เลย
เยี่ยนเฟ่ยแสดงท่าทีใจกว้าง "พี่สะใภ้ รอจนกว่าบุตรชายครบเดือนก่อน"
ต่งซื่อได้ยินเขาเอ่ยปากขึ้นมาก่อน นางจึงตื่นเต้นอย่างมาก น้ำตาไหลรินออกมาทันที "ขอบใจมาก ขอบใจมาก น้องรอง สะใภ้รอง"
เจินซื่อเห็นอกเห็นใจนางเสมอมาก ต่งซื่อเกิดในจวนตงผิงป๋อ นางเป็บุตรสาวคนโตของภรรยาเอก ทว่ากลับถูกส่งมาแต่งงานกับสามีที่มีโรคประจำตัว มีลูกยาก ทั้งยังมีแต่บุตรสาว พ่อสามีไม่สนใจเื่หลังบ้าน แม่สามีเป็แม่เลี้ยงจึงตำหนินางทุกวิถีทาง ย่าของสามีก็ไม่ชอบนางเช่นกัน เพราะมารดาของนางมาจากตระกูลเจิ้งแห่งสิงหยาง เจิ้งอี้เฉิงบังคับให้อันหย่วนโหวจัดงานแต่ง
ั้แ่นางแต่งเข้ามาในตระกูล ชีวิตลำบากเป็อย่างยิ่ง โชคดีที่แม้เยี่ยนหลานจะอ่อนแอมาหลายปี ทว่ากลับมีจิตใจละเอียดอ่อน มีความสามารถ และปฏิบัติต่อนางอย่างดีเสมอมา เขาพยายามอย่างที่สุดเพื่อปกป้องนางกับบุตรสาว ทำให้นางรอดชีวิตมาได้ นางอายุมากกว่าเจินซื่อไม่กี่ปี ทว่ากลับดูมีอายุมากกว่าและซีดเซียวกว่ามาก
เจินซื่อเดินไปข้างหน้า ก่อนจะจับมือนางและพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "พี่สะใภ้อย่าเกรงใจพวกเราเลย เราทุกคนเป็ครอบครัวเดียวกัน ตอนนี้เราได้ตกลงเื่นี้แล้ว เื่อื่นต้องให้ท่านกับพี่ใหญ่ออกหน้า หากมีเื่อะไรที่้าให้พวกเราทำ ก็บอกคุณชายรองของเราได้ทุกเวลา เขากับพี่ใหญ่เป็พี่น้องแท้ๆ เขาจำได้เสมอว่าตอนนั้นพี่ใหญ่ดูแลเขาดีมากเพียงใด”
ต่งซื่อปาดน้ำตา พลางพยักหน้าด้วยความรู้สึกซาบซึ้งใจ "ตกลง ข้าจะไปบอกซื่อจื่อเดี๋ยวนี้ จากนั้นก็รายงานให้ท่านพ่อทราบ ต้องจัดการโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ทารกมีชื่ออยู่ในทำเนียบของตระกูล"
เจินซื่อตอบตกลง จากนั้นจึงส่งนางออกจากเรือน
ภายในเวลาไม่กี่วัน ข่าวก็แพร่สะพัดไปทั่วจวนอันหย่วนโหว ซื่อจื่อกำลังจะรับเลี้ยงบุตรชายแรกเกิดของคุณชายรอง แม้แต่ชื่อก็ตั้งไว้เรียบร้อยแล้ว นามว่าเยี่ยนเฮ่า
ต่งซื่ออุ้มทารกแรกเกิดด้วยตนเอง เพื่อให้เยี่ยนหลานซึ่งยังคงนอนพักฟื้นอยู่บนเตียงได้เห็น ทารกน้อยโตขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าเหมือนอันหย่วนโหวจริงๆ และดูคล้ายเขามากเช่นกัน ดูฉลาดหลักแหลม ทำให้เยี่ยนหลานรู้สึกชอบอย่างมาก กำลังวังชาของเขาก็ดีขึ้นมาก เพื่อบุตรชายของตน เยี่ยนหลานตั้งใจแน่วแน่ที่จะพักฟื้นให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น เขาไม่ยอมจากไปก่อนเวลาอันควรแน่นอน ไม่เช่นนั้นคงทิ้งเด็กกำพร้าและหญิงม่ายไว้เื้ั และทำให้ชีวิตของพวกนางยากลำบาก
อันหย่วนโหวรักหลานชายตัวน้อยคนนี้มาก หลังอายุครบหนึ่งเดือนเต็ม เขาก็เชิญผู้าุโของตระกูลมาเปิดศาลบรรพชนเพื่อบันทึกชื่อของหลานคนนี้ในลำดับวงศ์ตระกูล
ลูกสะใภ้ของเสนาบดีเจิ้งมาเยี่ยมครั้งหนึ่ง เมื่อนางกลับไปก็เล่าให้เจิ้งอี้เฉิงฟัง เจิ้งอี้เฉิงรู้สึกพึงพอใจเป็อย่างมาก เขาส่งของขวัญมาให้มากมาย ทัศนคติที่มีต่ออันหย่วนโหวก็เปลี่ยนไปเช่นกัน
......
เชิงอรรถ
[1] อู่จ้วงหยวน การสอบประลองศิลปะการต่อสู้ระดับประเทศ
[2] คนภายในตระกูลกวาดหิมะเพียงหน้าประตูเรือนของตนเองเท่านั้น เป็คำพังเพยจีน หมายถึง จัดการเื่ของตัวเองเท่านั้น ไม่สนใจเื่คนอื่นในตระกูลใหญ่