หลายวันผ่านไป ความคุ้นชินได้เข้ามาแทนที่ความกระดากอาย หลินฮวาเริ่มปรับตัวเข้ากับบทบาทนางแบบของท่านลุงิได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ร่างกายของเธอที่เคยถูกปกปิดอย่างมิดชิด บัดนี้เริ่มเผยเรือนร่างอันเย้ายวนให้พู่กันของท่านลุงิได้รังสรรค์ผลงานศิลปะที่เร่าร้อนยิ่งขึ้นไปอีก
ท่านลุงิเองก็ดูจะพึงพอใจกับความก้าวหน้าของหลินฮวาเป็อย่างมาก เขามักจะชื่นชมความงามของเธอไม่ขาดปาก และหลินฮวาก็เริ่มรู้สึกว่าคำชมเ่าั้ไม่ได้เป็เพียงคำหว่านล้อมอีกต่อไป แต่เป็ความจริงที่เธอเองก็เริ่มััได้ถึงพลังดึงดูดในเรือนร่างของตนเอง
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับหลินฮวาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในห้องทำงานลับเท่านั้น เธอเริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงในตัวเองแม้กระทั่งในชีวิตประจำวัน ท่าทางการเดินของเธอมีความมั่นใจมากขึ้น สายตาของเธอมีแววแสงที่แตกต่างไปจากเดิม และรอยยิ้มของเธอก็ดูมีเสน่ห์มากขึ้น ราวกับดอกบัวที่เริ่มผลิบานในฤดูใบไม้ผลิ
คนในตระกูลต่างสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงนี้ แม้จะไม่รู้สาเหตุที่แท้จริง มารดาของเธอมักจะกล่าวชมว่าหลินฮวาดูมีชีวิตชีวาและสดใสขึ้นมาก บิดาก็สังเกตว่าลูกสาวของเขาดูโตขึ้นและมีความมั่นใจในตัวเองมากกว่าเดิม ส่วนหลินเฟย น้องชายของเธอก็มักจะพูดเล่นๆ ว่าพี่สาวของเขาดูสวยขึ้นเรื่อยๆ
เงินทองที่ไหลเข้ามาในตระกูลอย่างต่อเนื่องทำให้ชีวิตของครอบครัวเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง บ้านที่เคยเงียบเหงาและเต็มไปด้วยความกังวล บัดนี้กลับมีเสียงหัวเราะและการสนทนาที่เต็มไปด้วยความหวัง อาหารบนโต๊ะอาหารก็หลากหลายและอุดมสมบูรณ์มากขึ้น เสื้อผ้าใหม่ๆ ถูกซื้อมาให้ทุกคนในครอบครัว และที่สำคัญที่สุดคือ หนี้สินที่เคยเป็ภาระหนักอึ้งก็เริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด
หลินฮวาเห็นการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ในสายตาของคนในครอบครัว เธอเห็นความโล่งใจในดวงตาของบิดา เห็นรอยยิ้มที่กลับคืนมาบนใบหน้าของมารดา และเห็นความกระตือรือร้นในการเรียนของน้องชาย ทุกสิ่งเหล่านี้ทำให้เธอรู้สึกว่าการเสียสละของเธอนั้นคุ้มค่า แม้จะต้องแบกรับความลับที่หนักอึ้งก็ตาม
ท่านลุงิดูจะเข้าใจจิตใจของหลินฮวาเป็อย่างดี เขาไม่เพียงแต่ชื่นชมความงามของเธอเท่านั้น แต่ยังคอยปลอบโยนและให้กำลังใจเธอใน่เวลาที่เธอรู้สึกลังเล เขามักจะเล่าเื่ราวเกี่ยวกับจิตรกรชื่อดังในอดีตที่มีนางแบบเป็แรงบันดาลใจ และเกี่ยวกับความงามที่เป็ของขวัญจากธรรมชาติที่ไม่ควรถูกซ่อนเร้น
"หลินฮวา เ้ารู้หรือไม่ว่าในราชสำนักของจักรพรรดิ มีจิตรกรเอกที่วาดภาพนางแบบและกลายเป็ผลงานชิ้นเอกที่มีชื่อเสียงไปทั่วแผ่นดิน" ท่านลุงิเล่าให้ฟังในวันหนึ่งขณะที่พวกเขาพักจากการวาดภาพ "นางแบบเ่าั้ไม่ได้ถูกมองว่าเป็ผู้ที่เสียหน้า แต่กลับถูกยกย่องว่าเป็แรงบันดาลใจแห่งศิลปะ เป็ผู้ที่ช่วยให้โลกได้เห็นความงามที่แท้จริง"
คำพูดเหล่านี้ทำให้หลินฮวารู้สึกดีขึ้น เธอเริ่มมองการเป็นางแบบในมุมมองใหม่ ไม่ใช่เป็สิ่งที่น่าอาย แต่เป็การมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ศิลปะ เป็การใช้ความงามที่ธรรมชาติประทานให้เพื่อประโยชน์ที่ดีงาม
ในบ่ายวันหนึ่ง แสงแดดยามบ่ายสาดส่องเข้ามาในห้องทำงานลับอย่างอบอุ่น บรรยากาศในห้องดูสงบและเงียบสงัด เพียงแต่มีเสียงพู่กันที่ขีดข่วนบนผ้าใบเป็ระยะๆ และเสียงลมหายใจที่ค่อนข้างหนักของท่านลุงิขณะที่เขาจดจ่ออยู่กับงานศิลปะของตน
หลินฮวากำลังโพสท่าอยู่บนเก้าอี้ตัวเดิม แต่คราวนี้เธออยู่ในท่าทางที่วาบหวิวที่สุดเท่าที่เคยทำมา เสื้อคลุมผ้าไหมบางเบาถูกปลดออกจนเผยให้เห็นแผ่นหลังอันเนียนนุ่มทั้งหมด ผิวพรรณขาวผ่องของเธอเปล่งประกายใต้แสงแดดที่ส่องผ่านหน้าต่าง และส่วนโค้งเว้าของบั้นท้ายที่กลมกลึงก็ถูกจัดวางให้รับกับแสงเงาอย่างพอดิบพอดี
ท่าทางของหลินฮวาในวันนี้แตกต่างจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด เธอไม่ได้แสดงความอับอายหรือความกระดากอายเหมือนในวันแรกๆ แล้ว แต่กลับดูมั่นใจและเข้าใจในบทบาทของตนเองมากขึ้น การเคลื่อนไหวของเธอดูเป็ธรรมชาติและสง่างาม ราวกับเธอเกิดมาเพื่อเป็นางแบบโดยเฉพาะ
ท่านลุงิกำลังจดจ่ออยู่กับผืนผ้าใบ พู่กันของเขากำลังโลดแล่นไปบนผืนผ้าอย่างมีชีวิตชีวา ดวงตาของเขาทอประกายแห่งความหลงใหลในความงามที่อยู่ตรงหน้า แต่เขาพยายามควบคุมตนเองให้ดูเป็มืออาชีพ ไม่แสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกมา
"หลินฮวา เอนตัวไปทางขวาอีกเล็กน้อย" ท่านลุงิสั่งด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้เป็ปกติ "ให้แสงแดดส่องผ่านเส้นโค้งของไหล่... ใช่แล้ว อย่างนี้แหละ"
เขาหยุดวาดชั่วครู่ มองดูหลินฮวาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชม แต่ก็รีบหันกลับไปมองผ้าใบอย่างรวดเร็ว "ความงามของเ้าช่างน่าทึ่งจริงๆ หลินฮวา ข้าแทบจะไม่อยากให้ใครได้เห็นภาพวาดเหล่านี้เลย อยากเก็บไว้ชื่นชมเพียงลำพัง"
หลินฮวารู้สึกถึงความร้อนผ่าวไปทั่วเรือนร่าง ไม่ใช่เพราะแสงแดดที่สาดส่องเข้ามา แต่เป็เพราะสายตาของท่านลุงิที่จ้องมองเธออย่างไม่วางตา และความรู้สึกแปลกๆ ที่เริ่มก่อตัวขึ้นในใจของเธอเอง ความรู้สึกที่ผสมผสานระหว่างความอับอาย ความตื่นเต้น และความปรารถนาที่จะเป็ที่พึงพอใจ
เธอเริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ในท่าทีของท่านลุงิ แม้เขาจะพยายามปกปิด แต่บางครั้งสายตาของเขาก็จะหลุดออกมาจ้องมองเธอนานกว่าที่ควรจะเป็ บางครั้งมือของเขาก็จะสั่นเทาเล็กน้อยขณะถือพู่กัน และบางครั้งเขาก็จะหายใจหนักขึ้นโดยไม่รู้ตัว
"ท่านลุง..." หลินฮวาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเบาๆ "ท่านไม่เป็อะไรใช่หรือเ้าคะ ดูเหมือนท่านจะเหนื่อยมาก"
ท่านลุงิสะดุ้ง เขารีบวางพู่กันลงแล้วเช็ดเหงื่อที่ไหลออกมาจากหน้าผาก "ไม่เป็อะไรหรอกหลินฮวา เพียงแต่... เพียงแต่วันนี้อากาศค่อนข้างร้อน และข้าก็ตั้งใจวาดภาพมากเกินไป"
เขาเดินไปเปิดหน้าต่างให้ลมเข้ามาในห้อง แต่แทนที่จะทำให้เขารู้สึกเย็นลง กลับทำให้เขารู้สึกร้อนขึ้นไปอีก เมื่อลมพัดเข้ามาทำให้ผมของหลินฮวาปลิวไสว และทำให้ผ้าไหมบางเบาที่คลุมอยู่บนตัวเธอพลิ้วไหวอย่างเย้ายวน
"หลินฮวา เ้า..." เขาเริ่มพูด แต่ก็หยุดกลางคำ เขารู้ดีว่าเขาไม่ควรพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมา ยังไม่ใช่เวลา เขาต้องอดทนและรอจังหวะที่เหมาะสม
"เ้าอะไรเ้าคะท่านลุง" หลินฮวาถามด้วยความสงสัย
"ไม่มีอะไรหรอก" ท่านลุงิตอบอย่างรวดเร็ว "เพียงแต่ข้าคิดว่าเราควรจะพักสักหน่อย เ้าคงเหนื่อยแล้วใช่หรือไม่"
หลินฮวาส่ายหน้า "ข้าไม่เหนื่อยเ้าค่ะ ข้าอยากให้ท่านวาดต่อได้เลย"
ความตั้งใจและความเต็มใจของหลินฮวาทำให้ท่านลุงิรู้สึกตื่นเต้นและปั่นป่วนไปพร้อมๆ กัน เขาเห็นว่าเธอเริ่มเข้าใจและยอมรับบทบาทของตนเองแล้ว และนี่อาจเป็สัญญาณที่ดีสำหรับแผนการในอนาคตของเขา
ในขณะที่บรรยากาศในห้องกำลังดำเนินไปอย่างดื่มด่ำ ท่านลุงิกลับไปยังตำแหน่งเดิมและหยิบพู่กันขึ้นมาอีกครั้ง เขาพยายามมุ่งความสนใจไปที่การวาดภาพ แต่สายตาของเขาก็ไม่อาจหลุดพ้นจากความงามของหลินฮวาได้
หลินฮวาเองก็รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงในบรรยากาศ เธอััได้ถึงความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้น และความรู้สึกแปลกๆ ที่เริ่มก่อตัวขึ้นระหว่างเธอกับท่านลุงิ มันเป็ความรู้สึกที่เธอไม่เคยประสบมาก่อน ความรู้สึกที่ทำให้เธอทั้งตื่นเต้นและกังวลไปพร้อมๆ กัน
เธอเริ่มสังเกตเห็นว่าท่านลุงิมองเธอแตกต่างไปจากเดิม ไม่ใช่สายตาของลุงที่มองหลานสาวอีกต่อไป แต่เป็สายตาของชายที่มองผู้หญิง ความรู้สึกนี้ทำให้เธอรู้สึกผิดๆ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามันทำให้เธอรู้สึกตื่นเต้นด้วย
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าอันหนักแน่นและคุ้นเคยก็ดังขึ้นจากทางเดินด้านนอก เสียงนั้นใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนหลินฮวารู้สึกใจหายวาบ เธอจำเสียงฝีเท้านั้นได้ดี... มันคือเสียงฝีเท้าของบิดาของเธอเอง!
เสียงฝีเท้าที่เคยทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย บัดนี้กลับทำให้เธอรู้สึกหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน เธอนึกภาพได้ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นหากบิดาของเธอค้นพบความจริง นึกถึงความผิดหวังในดวงตาของเขา และความเสื่อมเสียที่จะเกิดขึ้นกับตระกูล
หลินฮวารู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้น เธอพยายามจะขยับตัวเพื่อปกปิดเรือนร่าง แต่ก็ทำอะไรไม่ถูก ร่างกายของเธอแข็งทื่อด้วยความใ มือของเธอสั่นเทาจนแทบจะไม่สามารถจับผ้าคลุมได้ ใบหน้าของเธอซีดเผือดไปทันที
ท่านลุงิเองก็ดูจะใไม่แพ้กัน เขาหยุดวาดภาพทันที พู่กันในมือของเขาเกือบจะหลุดตกลงพื้น แต่ด้วยประสบการณ์ที่มากกว่า เขาก็มีสติและไหวพริบปฏิภาณที่เหนือกว่า เขารู้ดีว่าต้องทำอย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้
"หลินฮวา! รีบไปซ่อนหลังฉากกั้นนั่นเร็วเข้า!" ท่านลุงิกระซิบเสียงต่ำ พลางใช้มืออีกข้างพลิกผ้าใบวาดภาพที่ยังไม่เสร็จให้คว่ำหน้าลงอย่างรวดเร็ว ก่อนจะใช้ผ้าผืนใหญ่คลุมทับไว้อีกชั้น
การเคลื่อนไหวของเขาดูเป็ธรรมชาติและคล่องแคล่ว ราวกับเขาได้เตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์เช่นนี้มาแล้ว ความสงบสุขุมของเขาใน่เวลาวิกฤตทำให้หลินฮวารู้สึกประหลาดใจ แต่เธอก็ไม่มีเวลาคิดมากเพราะเสียงฝีเท้าของบิดาใกล้เข้ามาแล้ว
หลินฮวารีบะโลงจากเก้าอี้และวิ่งไปหลบหลังฉากกั้นที่ใช้แบ่งโซนในห้องทำงานลับอย่างรวดเร็ว เธอแทบจะไม่ได้สวมอะไรเลยนอกจากผ้าไหมบางเบาที่หลุดลุ่ย หัวใจของเธอเต้นแรงจนเกือบจะหลุดออกมาจากอก เสียงฝีเท้าของบิดาหยุดลงที่หน้าประตูห้องทำงานลับพอดี
เธอกดตัวเองแนบกับฉากกั้น พยายามทำให้ตัวเองเล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้ ลมหายใจของเธอตื้นและเร็ว เธอกลั้นหายใจเพื่อไม่ให้เสียงรั่วไหลออกไป ในใจเธอภาวนาขอให้บิดาไม่เข้ามาในห้อง หรือหากเข้ามาแล้วก็ขอให้ไม่สังเกตเห็นความผิดปกติใดๆ
"น้องิ! เ้าอยู่ในนี้หรือไม่" เสียงของบิดาของหลินฮวา หลินต้าเหริน ดังขึ้นจากด้านนอกห้อง เสียงของเขาฟังดูเป็กันเองและไม่มีความสงสัยใดๆ
"อ้อ! ท่านพี่! ข้าอยู่ในนี้ขอรับ กำลังจัดเตรียมอุปกรณ์วาดภาพอยู่พอดี" ท่านลุงิตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้เป็ปกติที่สุด แต่หลินฮวาที่แอบอยู่หลังฉากกั้นก็ััได้ถึงความตึงเครียดในน้ำเสียงของเขา
เธอได้ยินเสียงของท่านลุงิที่พยายามจัดการกับสิ่งของในห้อง เสียงของการเคลื่อนย้ายผ้าใบ การจัดเรียงพู่กัน และการปิดตู้เก็บของต่างๆ ทุกเสียงเหล่านี้ทำให้เธอรู้สึกถึงความเร่งรีบและความกังวลของเขา
ประตูห้องทำงานลับถูกเปิดออก หลินต้าเหรินก้าวเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าสงสัย เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องอย่างช้าๆ หลินฮวาที่แอบอยู่หลังฉากกั้นรู้สึกเหมือนหัวใจจะหลุดออกมาจากอก เธอภาวนาขอให้บิดาไม่สังเกตเห็นความผิดปกติใดๆ
เธอได้ยินเสียงฝีเท้าของบิดาที่เดินเข้ามาในห้อง เสียงนั้นใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ทำให้เธอรู้สึกกลัวจนตัวสั่น เธอกัดริมฝีปากเพื่อไม่ให้เสียงรั่วไหลออกไป และพยายามทำให้การหายใจของตนเองเบาที่สุด
"เ้ากำลังทำอะไรอยู่หรือ น้องิ" หลินต้าเหรินเอ่ยถาม พลางเดินเข้าไปใกล้ผ้าใบที่ถูกคลุมไว้ "ห้องนี้ดูรกรุงรังไปหน่อยนะ"
"อ้อ! ไม่มีอะไรมากขอรับท่านพี่ ข้ากำลังลองวาดภาพทิวทัศน์ใหม่ๆ อยู่พอดี แต่ยังไม่ค่อยถูกใจนัก จึงยังไม่อยากให้ใครเห็น" ท่านลุงิตอบด้วยรอยยิ้มที่ดูเป็ธรรมชาติที่สุด พลางขยับตัวบังผ้าใบไว้เล็กน้อย "เ้าก็รู้นิสัยข้า ชอบทำอะไรให้สมบูรณ์แบบก่อนจึงจะยอมให้คนอื่นชม"
หลินฮวาได้ยินการสนทนาระหว่างบิดาและท่านลุงิ เธอรู้สึกประหลาดใจกับความสามารถของท่านลุงิในการปกปิดความจริง เขาดูสงบสุขุมและเป็ธรรมชาติมาก ไม่มีท่าทีใดๆ ที่จะทำให้บิดาของเธอสงสัย
หลินต้าเหรินพยักหน้าอย่างไม่ติดใจสงสัยอะไรมากนัก "ข้าเข้าใจ น้องิ เ้าเป็คนที่ใส่ใจในรายละเอียดเสมอ" เขามองไปรอบๆ ห้องอีกครั้ง "ข้าเพียงแค่จะมาบอกว่า มารดาของหลินฮวาเตรียมอาหารว่างไว้ให้แล้ว เ้าว่างก็ไปรับประทานได้เลยนะ"
"ขอบคุณท่านพี่มากขอรับ ข้าจะตามไปเดี๋ยวนี้แหละ" ท่านลุงิตอบ "เพียงแต่ขอให้ข้าเก็บของให้เรียบร้อยก่อนนะขอรับ"
หลินต้าเหรินเดินออกจากห้องไปในที่สุด เสียงฝีเท้าของเขาค่อยๆ ห่างออกไป จนในที่สุดก็หายไปจากการได้ยิน หลินฮวารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกลับมาหมุนอีกครั้ง เธอทรุดตัวลงนั่งกับพื้นหลังฉากกั้นด้วยความโล่งอก แต่ร่างกายของเธอก็ยังคงสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัว
ท่านลุงิรอให้แน่ใจว่าหลินต้าเหรินออกไปไกลแล้ว จึงเดินเข้ามาหาหลินฮวา เขาช่วยประคองเธอขึ้นมา "เ้าไม่เป็อะไรนะหลินฮวา"
หลินฮวาส่ายหน้าช้าๆ น้ำตาคลอเบ้า "ข้า... ข้ากลัวเหลือเกินเ้าค่ะท่านลุง หากท่านพ่อเห็นเข้า..."
"ไม่เป็ไรแล้วหลินฮวา เ้าปลอดภัยแล้ว" ท่านลุงิปลอบโยน พลางใช้มือลูบไล้แผ่นหลังของเธอเบาๆ ความรู้สึกอบอุ่นจากฝ่ามือของท่านลุงิทำให้หลินฮวารู้สึกผ่อนคลายลงเล็กน้อย
แต่ในใจลึกๆ ของท่านลุงิ เขากลับรู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น เหตุการณ์ในวันนี้ทำให้เขาเห็นว่าหลินฮวาเริ่มผูกพันและพึ่งพาเขามากขึ้น ความกลัวและความ้าความปลอดภัยจะทำให้เธอยิ่งเข้าใกล้เขามากขึ้น และนั่นคือสิ่งที่เขา้า
เขาไม่ได้แสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกมา แต่กลับทำหน้าที่เป็ผู้ปกป้องและให้ความปลอดภัยแก่หลินฮวา เขารู้ดีว่าการสร้างความไว้วางใจและการทำให้เธอรู้สึกว่าเขาเป็คนเดียวที่เข้าใจและช่วยเหลือเธอได้ จะเป็กุญแจสำคัญในการบรรลุเป้าหมายของเขา
เหตุการณ์ในวันนี้ทำให้หลินฮวารู้สึกหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน เธอเกือบจะถูกจับได้ เกือบจะนำความเสื่อมเสียมาสู่ตระกูล แต่เมื่อนึกถึงเงินทองที่ไหลเข้ามาในตระกูล และรอยยิ้มของบิดามารดาและน้องชาย เธอก็รู้ดีว่าเธอไม่สามารถหยุดได้แล้ว ความ้าเงินยังคงมีมากกว่าความหวาดกลัว เธอจะต้องระมัดระวังให้มากขึ้น และทำทุกวิถีทางเพื่อปกปิดความลับนี้ไว้ เพื่อครอบครัวของเธอ