“ผนึกั...”
หลงเฉินนั่งอยู่ในบ้านของตนเอง พลิกคัมภีร์ลับ《 ผนึกั》ไปมาอยู่หลายครั้งจนรู้สึกง่วง จากนั้น เขาก็วางมันไว้ที่ขอบเตียง
“เพราะมันเป็ทักษะยุทธ์ขั้นสูง จึงมีคนตระกูลหยางเพียงไม่กี่คนที่ได้ฝึกวิชานี้ ดูจากหนังแกะและวัสดุที่เก่าแก่ ผนึกัที่ข้าได้มาคงจะเป็คัมภีร์ลับของจริง แต่ท่านพ่อบอกว่ามีความลับซ่อนอยู่ในคัมภีร์นี้ และมันจะกลายเป็กุญแจสำคัญสู่การกลายเป็นักรบั แล้วทำไมข้าถึงยังหาไม่เจอนะ?”
หลงเฉินนอนแผ่บนเตียง และมองไปที่หน้าต่างอย่างงุนงง
“ไอ้คัมภีร์เส็งเคร็งนี่คืออะไรกันแน่? มันก็เป็เพียงหนังแกะไม่กี่แผ่นไม่ใช่รึ? จะมีความลับอะไรซ่อนอยู่ได้? ผู้คนมากมายเคยผ่านตาคัมภีร์ลับเล่มนี้มาก่อน หากมีความลับอยู่จริงละก็ ต้องมีคนหาเจอตั้งนานแล้วสิ...”
หลงเฉินรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
“นี่มันไม่ถูกต้อง!”
หลงเฉินลุกขึ้นมานั่งบนเตียงด้วยความตื่นเต้น
“บางที อาจเป็เพราะมันยากที่จะหาความลับนั้นพบ คนมากมายในตระกูลหยางถึงได้ไม่มีใครเคยหาเจอ ในเมื่อท่านพ่อบอกให้ข้านำผนึกัมาให้ได้ เช่นนั้นแล้ว ข้าก็ต้องพยายามอย่างหนัก และรู้ให้ได้ว่ามีอะไรซ่อนอยู่!”
อีกครั้งที่เขาหยิบผนึกัขึ้นมาและสำรวจลายมือที่เขียนอย่างสวยงาม หลงเฉินพินิจมองทีละคำ แม้แต่ตามขอบหรือมุมของคัมภีร์ เขาก็สำรวจมันอย่างละเอียด แต่ท้ายที่สุดแล้ว เขาก็ไม่พบสิ่งใด
“ตอนนี้ข้าก็บรรลุขอบเขตชีพจรัขั้นห้าแล้ว และยังมีเกราะดาราจรัสแสงอีก พวกที่ฝึกถึงขอบเขตชีพจรัขั้นหกทั่วไปจึงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้า เมื่อมีผนึกัเล่มนี้ พลังต่อสู้ของข้าก็จะแข็งแกร่งขึ้นอีก แต่ช่างน่าเสียดายที่เกราะดาราจรัสแสงเป็เพียงวิชาที่อยู่ในระดับอำพันขั้นกลาง เมื่อต้องเจอกับผู้ที่บรรลุขอบเขตชีพจรัขั้นเจ็ดขึ้นไป ข้าก็ไม่มีความได้เปรียบเลยสักนิด...”
“การล่ากำลังจะเริ่มขึ้นในไม่ช้า และไป๋ซื่อจีก็เกลียดข้าเข้ากระดูกดำ หากข้ายังหาทางออกไม่ได้ ข้าคงไม่เหลือชีวิตรอดกลับมา ไม่ต้องเอ่ยถึงเื่การสร้างชื่อเสียงในยุทธภพนี้เลย”
เมื่อนึกถึงไป๋ซื่อจีที่บรรลุขอบเขตชีพจรัขั้นเจ็ดแล้ว หลงเฉินก็ขมวดคิ้วแน่น
เขาตระหนักถึงพลังของตนเองดี หากเป็ผู้ฝึกฝนขอบเขตชีพจรัขั้นหก เขาอาจจะชนะได้อย่างง่ายดาย แต่สำหรับผู้ฝึกฝนที่บรรลุขั้นเจ็ดแล้ว เรียกได้ว่าไม่มีหวัง
ขอบเขตชีพจรัแบ่งออกเป็ 9 ระดับ ซึ่ง 6 ระดับแรกนั้นเรียกว่า เส้นชีพจรัเล็ก ซึ่งทั้งไม่หนาและไม่ยาวพอ ดังนั้นพลังที่สามารถะเิออกมาได้จึงมีจำกัด
ส่วนเส้นชีพจรัในขั้นที่ 7 ขึ้นไป ซึ่งถือเป็ความต่างชั้นที่เยอะมากจาก 6 ระดับแรก เรียกว่า เส้นชีพจรมนุษย์ั เส้นชีพจรัปฐี และเส้นชีพจรั์ ตามลำดับ โดยที่ความยาวและความทนทานของแต่ละเส้นนั้นมากกว่าอย่างน้อย 2 เท่าของเส้นเืัเล็ก โดยเส้นชีพจรั์นั้นจะยิ่งมีความยาวมากขึ้นและคดเคี้ยวมากขึ้น เกือบจะเท่ากับเส้นชีพจรทั้งหมดมัดรวมกันเลยก็ว่าได้
ดังนั้น หลงเฉินจึงรู้ดีว่าระดับขั้นของขอบเขตชีพจรันั้นเป็สิ่งที่ฝึกฝนได้ยากมากั้แ่ต้นจนจบ และยังเป็เหตุผลว่าเหตุใดในยุทธภพจึงมียอดฝีมือที่บรรลุขอบเขตชีพจรัขั้นเก้าอยู่เพียงหยิบมือเท่านั้น
ความแตกต่างอย่างที่สุดระหว่างหลงเฉินและผู้ที่บรรลุขอบเขตชีพจรัขั้นเจ็ด คือปริมาณปราณที่จำเป็ต้องใช้ในการตัดผ่านเส้นชีพจรมนุษย์ั ซึ่งมากกว่าปราณที่มีในขอบเขตชีพจรัขั้นหกถึง 10 เท่า ดังนั้น ความแข็งแกร่งของไป๋ซื่อจีเมื่อเทียบกันในเื่ของปราณแล้ว ยังเหนือกว่าหลงเฉินราว 20-30 เท่าเลยทีเดียว
“แต่ถึงอย่างนั้น...”
แสงเป็ประกายลุกโชนอยู่ในดวงตาของหลงเฉินขณะที่เขาคิดในใจ
“ในเมื่อไป๋ซื่อจีเป็ลูกชายของไป๋จ้านสง ข้าก็ต้องแข็งแกร่งกว่าเขาให้ได้ และด้วยวิธีนี้ ข้าก็จะทำให้ผู้หญิงคนนั้นยอมรับในตัวข้าได้อย่างสมบูรณ์ นางจะได้รู้ว่าใครกันแน่ที่ไร้ค่าและไม่ได้เื่ได้ราว!”
แม้เขาจะพูดเช่นนี้ออกมา แต่ในหัวใจของเขากลับรู้สึกหนักอึ้ง เพราะอย่างน้อยในตอนนี้ เขาก็ไม่รู้จะทำเช่นไรกับผนึกัในมือ และหากเขาใช้เวลากว่า 10 วันหมกมุ่นอยู่กับมัน ก็อาจเป็ไปได้ว่าเขาคงต้องทำเช่นนั้นต่อไปตลอดชีวิตที่เหลือ
“นักรบั ... คืออะไรกันแน่? ท่านพ่อบอกว่ามันคือตำนานที่สูญหาย ข้าเคยได้ยินเื่น่าเหลือเชื่อเกี่ยวกับสัตว์อสูรเร้นลับที่ฝึกฝนวิชาต่อสู้และอาวุธอะไรเทือกนั้น แต่ไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับนักรบัเลย ...”
“อย่างไรก็ตาม ท่านพ่อและหลิงซีเคยบอกว่า ในโลกอันกว้างใหญ่นามว่าทวีปัอุทิศแห่งนี้ ว่ากันว่าเผ่าพันธ์ุมนุษย์นั้นสืบสายเืจากัโบราณศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้น นักรบัจะต้องเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับัในตำนานจากสมัยโบราณ!”
ระหว่างการประชุมตระกูล หลิงซีสูญเสียพลังไปมากในการโจมตี ดังนั้น หลังจากเวลาผ่านไป 3 วัน นางก็ยังไม่ตื่นขึ้น หลงเฉินเป็กังวลเล็กน้อย เขาคิดในใจ ‘...อย่าบอกนะว่านางจะจากไปดื้อ ๆ แบบนี้ แต่การโจมตีครั้งนั้นคงเผาผลาญพลังของนางไปมากจริง ๆ นางช่วยชีวิตข้าไว้ถึง 2 ครั้งแล้ว ถือว่าเป็ผู้มีบุญคุณต่อข้า อย่างไรก็ตาม ข้าก็ลั่นวาจาไปแล้วว่าข้าจะปกป้องนาง…’
เขามองผนึกัในมืออีกครั้ง
“ท่านพ่อ้าเพียงให้ข้าได้คัมภีร์ลับเล่มนี้มา แต่ไม่ได้บอกว่าข้าจะพบความลับในคัมภีร์นี้ได้อย่างไร มันยังคงขึ้นอยู่กับความพยายามของข้าอยู่ดี แต่หากมีหลิงซีอยู่ตรงนี้ด้วยคงจะดีไม่น้อย ตัวตนของนางนั้นลึกลับยิ่งนัก นางคงมีเื้ัที่ยิ่งใหญ่ ทั้งประสบการณ์และความรู้ก็มากมาย ข้าคิดว่านางจะต้องช่วยข้าหาคำตอบให้กับคำถามนี้ได้แน่ ๆ”
หลงเฉินถอนหายใจ เขานอนลงบนเตียงและใช้ผนึกัปิดหน้า
“อะไรกันนี่?”
หลงเฉินััได้ว่าเมื่อเขาเอาผนึกัวางบนหัว เขาก็รู้สึกได้ว่าหยกัลึกลับที่อยู่ในห้วงจิตของเขา ซึ่งก่อนหน้านี้แน่นิ่งไร้การเคลื่อนไหว กลับสั่นขึ้นมาอย่างกะทันหัน โดยที่ไม่มีการเคลื่อนไหวอย่างอื่น
ในตอนนั้นมีเสียงเล็ก ๆ ดังขึ้นข้างหูของหลงเฉิน ต้นเสียงนั้นอ่อนแรงอย่างมาก
“ดูเหมือนจะมีม่านพลังบางอย่างในคัมภีร์ลับนั่นนะ...”
เสียงนั้นคือหลิงซี ในตอนนี้กระบี่หลิงซีมีขนาดเท่าต่างหูหมุด จึงทำให้หลงเฉินยังคงได้ยินเสียง ไม่ว่าเสียงนั้นจะอ่อนแรงเพียงใด
เมื่อได้ยินเสียงของหลิงซี ความวิตกกังวลของหลงเฉินใน่หลายวันมานี้จึงลดน้อยลง แต่เสียงของนางยังคงอ่อนแรง เขารู้ว่าหลิงซียังไม่ฟื้นตัวดี ดังนั้นเขาจึงถามขึ้นด้วยน้ำเสียงร้อนรน
“เสี่ยวซี ตอนนี้เ้าเป็อย่างไรบ้าง? ทุกอย่างเป็ความผิดของข้าเอง ข้าสาบานว่าจะไม่เกิดเื่แบบนี้ขึ้นอีกในวันข้างหน้า ทุกครั้งที่เ้าใช้พลังโจมตี เ้าก็อ่อนแอลงไปมาก...”
“ไม่เป็ไรหรอก...” หลิงซีเอ่ยขึ้น
หลงเฉินรู้สึกซาบซึ้งใจ แต่แล้วเขาก็กัดฟันพูด
“เ้าหมายความว่าอย่างไรที่ว่า ‘ไม่เป็ไร’? หากข้าถูกฆ่าตายเพราะความบ้าระห่ำ เช่นนั้นข้าก็สมควรตาย แต่หากเ้าตายเพราะข้า ข้า ... หลงเฉิน จะโทษตัวเองไปตลอดชีวิต และข้าเองก็ต้องตายเช่นกัน!”
“บอกข้ามาสิ ว่าตอนนี้สถานการณ์ของเ้าเป็อย่างไรบ้าง”
หลงเฉินรู้สึกโกรธเล็กน้อย แต่หลิงซีกลับนิ่งเงียบไป กระทั่งนางพูดตอบอย่างว่าง่าย
“กายเนื้อของข้าหายไปแล้ว ตอนนี้รอบตัวข้ามืดสนิท จิตของข้ายังคงอยู่ได้เพราะพลังิญญา ทุกครั้งที่ข้าใช้พลัง พลังิญญาของข้าจะลดลงเล็กน้อย ครั้งสุดท้ายที่ใจข้าเกิดสับสนและหวาดกลัว ข้าเลยสั่งให้กระบี่หลิงซีบินมาไกลมาก ๆ จนพลังิญญาของข้าใกล้จะถึงจุดสิ้นสุดแล้ว และข้ายังปรากฏตัวออกมาถึง 2 ครั้ง หากไม่มียาที่สามารถรักษาเยียวยาและยืดอายุพลังิญญาของข้าได้ ข้าเกรงว่าจะ...”
หลงเฉินรู้สึกราวกับถูกฟ้าผ่า เขาเกือบะโออกมา
“แล้วทำไมเ้าถึงไม่บอกข้าก่อนหน้านี้!?”
หลิงซีรู้สึกผิด นางสะอื้น
“เ้าจะมาโกรธข้าทำไมกัน? นี่ข้าเพิ่งตื่นเองนะ ก่อนหน้านี้เ้ากำลังจะตาย แล้วข้าจะมีเวลาบอกเ้าได้อย่างไรกันล่ะ...”
หลงเฉินใจเย็นลง เขาเงียบไปพักหนึ่ง
“เสี่ยวซี ขอบใจเ้ามากนะ แต่ในฐานะที่ข้าเป็ชาย ข้าจะไม่ยอมให้เ้าต้องเจอกับสถานการณ์เช่นนั้นอีก ส่วนเื่ยาที่เ้าพูดถึง ข้าจะออกไปตามหามาให้เ้าเดี๋ยวนี้ล่ะ!”
หลิงซีเกือบจะเอาชีวิตนางเข้าแลกเพื่อช่วยเขาไว้ แม้ว่าหลงเฉินจะไม่บอกนางว่าเขาซาบซึ้งใจเพียงใด แต่ในใจของเขา เขาถือว่าหลิงซีเป็คนสำคัญคนหนึ่งที่เขายอมชดใช้ด้วยชีวิตของตนเอง
หลงเฉินเก็บผนึกัไว้ในแขนเสื้อ และออกไปข้างนอก เขาไม่คุ้นเคยกับยาที่ผู้ฝึกวิชาใช้กัน แต่มีคนคนหนึ่งในตระกูลหยางที่เขาสนิทใจด้วย ซึ่งก็คือหยางหลิงชิง ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจไปหานาง
“ยาที่ใช้บำรุงิญญาหาไม่ได้ง่าย ๆ หรอกนะ และมันก็มีค่ามาก หลงเฉิน ข้าเป็ภาระให้เ้ารึเปล่า?”
“เ้าพูดจาไร้สาระอะไรกัน!? เ้าช่วยชีวิตข้าไว้นะ เพราะฉะนั้นข้าก็ต้องพยายามช่วยชีวิตเ้าเหมือนกันสิ ตัวถ่วงอะไรกัน สมองเ้ามีแต่ขี้เลื่อยรึ?”
แม้ว่าคำพูดของหลงเฉินจะร้ายกาจ แต่ก็แฝงไปด้วยความเป็ห่วงซึ่งทำให้หลิงซีรู้สึกซาบซึ้งใจ เมื่อมองไปที่ใบหน้าแน่วแน่ของเด็กหนุ่ม จิตใจของหลิงซีก็คิดถึงอะไรหลายอย่าง
“โอ จริงสิ เ้าบอกว่ามีม่านพลังอยู่ในผนึกัสินะ? เ้าทำลายมันได้หรือเปล่า?”
เป็เพราะหลิงซี เขาจึงหลงลืมเื่ที่สำคัญที่สุดไป และเมื่อนึกขึ้นได้ หลงเฉินจึงถามด้วยความคาดหวัง
“พลังิญญาของข้าในตอนนี้ยังไม่พอให้ข้ามองเห็นมันได้ชัดเจนนัก อย่างไรก็ตาม หากข้าได้ยาบำรุงิญญามาละก็ ข้าคิดว่าข้าสามารถลองดูได้”
หลงเฉินปลื้มปีติและเอ่ยขึ้น
“ยอดไปเลย อย่างที่ข้าคิดไว้ เ้าน่ะเป็คนที่พึ่งพาได้จริง ๆ หากเ้ามีร่างกาย ข้าจะจูบเ้าเป็การให้รางวัล!”
หลังจากที่พูดจบ หลงเฉินก็หัวเราะเสียงดัง
“เชอะ ฝันไปเถอะ! คางคกอัปลักษณ์อย่างเ้าอยากจะลิ้มรสเนื้อหงส์งั้นหรือ อย่างไรก็ตาม หากเ้า้าจะทำลายม่านพลัง เ้าต้องใช้มากกว่ายานะ ข้าน่ะ กินจุมาก เพราะฉะนั้น หากเ้าอยากให้ข้าทำอะไรให้เ้าอีกในวันข้างหน้า ก็ง่ายมาก ... เ้าต้องหายาให้ข้ากิน!”
“รู้แล้ว รู้แล้วน่า ยัยคนติดยา”
เขาเริ่มพูดคุยเล่น และบรรยากาศก็ไม่ได้ตึงเครียดเหมือนก่อนหน้านี้ ถึงกระนั้น หลงเฉินก็ตระหนักในหัวใจว่าภาระบนไหล่ของเขาจะต้องหนักอึ้งขึ้นอีกในวันข้างหน้า
ไม่เพียงแต่เขาจะต้องแข็งแกร่งขึ้น เขายังต้องเพิ่มปริมาณสมบัติและของล้ำค่าที่ต้องไขว่คว้ามาอีกจำนวนมาก เพราะมีเพียงยาบำรุงิญญาเท่านั้นที่จะช่วยรักษาชีวิตของหลิงซีไว้ได้
“ในเมืองพฤกษาหมอก สถานที่เล็ก ๆ เช่นนี้จะมียาบำรุงิญญาหรือเปล่านะ...”
หลงเฉินยังคงเป็กังวล
เมื่อเดินไปในสนามหญ้าขนาดใหญ่ของตระกูลหยาง ทหารยามและสาวใช้เห็นเขาและต่างยิ้มให้เขา อย่างไรก็ตาม รอยยิ้มนั้นช่างฝืนใจ มันจึงดูน่าเกลียดเสียยิ่งกว่าการร้องไห้เสียอีก
การแสดงฝีมือของหลงเฉินในการประชุมตระกูลทำให้เขามีที่ยืนในตระกูลหยาง ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับพลังที่แข็งแกร่งและนิสัยชั่วร้ายเช่นนี้ หากใครก็ตามกล้ามีเื่กับเขาอีก คนเ่าั้ย่อมถูกลงโทษอย่างแน่นอน
ด้านข้าง หยางอู่เฝ้ามองทหารยามผ่านไปและทำความเคารพอย่างเงียบ ๆ สายตาของเขาค่อย ๆ เคร่งขรึมขึ้น
“สิ่งที่ควรจะเป็ของน้องเยวี่ยเอ๋อร์ถูกเ้าคนใช้ผู้นี้แย่งชิงไป ดูใบหน้าหยิ่งผยองของคนรับใช้อย่างเ้าสิ เ้าจะเหิมเกริมไปได้นานแค่ไหนกันเชียว?”
“ท่านลุงรองฝึกฝนอย่างหนักมาตลอดหลายปี และแม้ว่าเขาจะยังอยู่ในขอบเขตชีพจรัขั้นเจ็ด แต่เขาก็เป็ผู้ที่ดูแลเื่ต่าง ๆ ภายในตระกูล และทำคุณประโยชน์ให้ตระกูลหยางอย่างมาก แต่เ้า คนเสเพลที่ทำลายชื่อเสียงตระกูลหยางั้แ่อายุยังน้อย คิดว่าอยู่ ๆ นกกระจอกจะกลายเป็วิหคเพลิงได้อย่างนั้นหรือ?”
หลงเฉินรู้ว่าหยางอู่มองเขาอยู่ แต่เขาไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวด้วย
หากมีคนรังแกน้องสาวของเขา หลงเฉินก็คงตรงเข้าไปและสู้จนตัวตายเช่นกัน ดังนั้น เขาจึงแน่ใจในสิ่งที่หยางอู่กำลังคิดอยู่
“เสี่ยวซี เ้าเห็นชายที่ซ่อนตัวและมองมาที่ข้าด้วยสายตาที่ขมขื่นนั่นหรือเปล่า?”
“เห็นสิ แต่ข้าไม่คิดว่ามันเป็สายตาที่ขมขื่นนะ”
“เ้านี่ไม่รู้อะไร จริง ๆ แล้ว เขาเป็คนประหลาดที่แอบหลงรักข้ามานาน อย่างไรเสีย พวกเราต่างก็เป็ชาย เขาจึงไม่กล้าบอกข้าตรง ๆ ความรู้สึกที่เขามีให้ข้าน่ะ บริสุทธิ์ผุดผ่องเสียยิ่งกว่าไข่มุกเสียอีก...”
“อี๋ ... น่าขยะแขยงจริง ๆ ! ข้าคลื่นไส้ไปหมดแล้ว!”
************************