"เฟิงไป๋อวี้ เจ้าทำแบบนี้หมายความว่าอย่างไร?"
"ผู้น้อยไม่เข้าใจสิ่งที่องค์ชายกล่าวมา"จวินหวงพยายามใจเย็นอย่างที่สุดราวกับว่าคนที่ถูกจับข้อมือจนกระดิกไม่ได้มิใช่ตนเอง มิใช่แม้แต่คนที่ตนเองรู้จัก
ครู่หนึ่งหลังจากนั้น หนานจี๋หานก็รู้ตัวว่าตนเองเสียมารยาทแล้วจึงปล่อยข้อมือของจวินหวง หายใจลึกๆ เฮือกหนึ่งแล้วจึงกล่าวว่า"ในเมื่อเจ้ากับข้ามีพันธสัญญากันแล้ว เช่นนั้นพบกันจะเป็นอันใดไปหรือ? ไยเจ้าต้องหลบหน้าข้าด้วย?"
จวินหวงปิดปากหัวเราะขึ้นเบาๆ ราวกับได้ยินเรื่องขำขันอย่างที่สุดดวงตางดงามเป็นประกายสว่างเจิดจ้า "องค์ชายกล่าวเช่นนี้ผู้น้อยมิอาจรับได้หากผู้น้อยคิดจะหลบเลี่ยงจริงๆ ก็คงไม่มาปรากฏตัวที่นี่แล้ว"
หลังสิ้นวาจานั้น ทั้งสองก็ตกอยู่ในความเงียบงันไปชั่วขณะด้านหนึ่งของพวกเขาเป็นสระน้ำ ปลาจิ๋นหลี่[1] สัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่งส่ายหางริกๆแหวกว่ายอยู่ในสระด้านข้างอย่างเริงร่าต้นหลิวริมทะเลสาบโอนเอนพลิ้วไหวไปตามลมที่โชยเอื่อยทั้งยังโน้มกิ่งก้านลงไปในน้ำเกิดเป็นระลอกคลื่นเล็กๆ ที่อ่อนโยนไม่นานนักในหัวของจวินหวงก็มีความคิดเกิดขึ้น
ยามที่ได้มองบุรุษผู้สุขุมคัมภีรภาพที่อยู่ตรงหน้าหนานจี๋หานรู้สึกวาบหวามในหัวใจอย่างไม่อาจหยุดได้ ความคิดนี้น่ากลัวเกินไปเขาอยากจะลืมแต่ก็ทำไม่ได้ เขาไม่ได้ดื่มเหล้าแท้ๆเหตุใดจึงยังรู้สึกหวั่นไหวกับบุรุษผู้หนึ่งได้อีก?
จวินหวงเป็นผู้เชี่ยวชาญในการอ่านสีหน้าและวาจาของผู้อื่นเป็นที่สุด ไม่นานนางก็รู้สึกถึงสายตาแปลกๆของหนานจี๋หาน ย้อนคิดไปถึงเรื่องราวต่างๆ ในคืนนั้น หัวคิ้วพลันขมวด และค่อยๆถอยหลังมาก้าวหนึ่งอย่างไร้สุ้มเสียงเพื่อรักษาระยะห่างที่ปลอดภัยขณะสนทนากันระหว่างนางกับหนานจี๋หาน
หนานจี๋หานเดินก้าวเข้าไปก้าวหนึ่ง เอ่ยปากจริงจังผิดปกติ"คุณชายไม่คิดจะพิจารณาเงื่อนไขของเปิ่นหวางจริงๆ หรือ? สิ่งที่พวกเขาให้เจ้าข้าก็ให้ได้ ขอเพียงแค่คุณชายยอมช่วยข้าสาวงามในหนานมู่มีเท่าไรข้ายินดียกให้คุณชายทั้งหมดเลย"
"องค์ชายก็ทราบความปรารถนาของผู้น้อยดีอยู่แล้วไยจึงต้องถามซ้ำแล้วซ้ำเล่า? คำตอบของผู้น้อยมีแต่จะทำให้องค์ชายเสียใจหรือขุ่นเคืองใจอีกเท่านั้น"จวินหวงตอบอย่างสุภาพ หลุบตาลงทอดมองไปยังทิวทัศน์ในอุทยานบุปผาหลวง
ฝั่งตรงข้ามมีนางกำนัลในวังหลวงยกสุราเดินไปยังสถานที่จัดงานเลี้ยง กระโปรงสีเหลืองอ่อนของนางพลิ้วไหวบรรยากาศที่เห็นอยู่ในสายตาให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในสระหยกแห่งแดนเทพอยู่หลายส่วน
ตอนนี้ความสนใจของนางอยู่ที่อื่น จึงไม่เห็นหนานจี๋หานที่เข้ามาใกล้และยื่นมือเข้ามาหมายจะจับตัวนาง แต่มือของเขายังไม่ได้สัมผัสถูกตัวจวินหวงก็ถูกหนานสวินคว้ามือเอาไว้ได้เสียก่อน
แววตาของหนานสวินคมกริบราวกับจะสังหารคนได้หนานจี๋หานเป็นเพียงองค์ชายที่หนักบุ๋นเบาบู๊[2] ไม่เคยเจอสายตาที่เต็มไปด้วยกลิ่นไอสังหารเช่นนี้มาก่อน ก็ตกใจลนลานจนทำพัดในมือหล่นลงไปในบ่อปลาจิ๋นหลี่
เขาไม่ได้เอื้อนเอ่ยแม้แต่คำเดียว แต่กลับเหมือนกล่าวจนสิ้นแล้วนับพันวาจาหนานจี๋หานสะบัดมือสุดแรงให้หลุดออกจากมือหนานสวินมองหนานสวินแวบหนึ่งอย่างตื่นตะลึงสายตาเยียบเย็นกร้านกร้าวของหนานสวินทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวในที่สุดก็มองจวินหวงอีกครั้ง ก่อนจะกัดฟันเดินจากไป
รอจนกระทั่งหนานจี๋หานจากไปแล้วหนานสวินจึงหันมามองจวินหวงที่อยู่ข้างหลัง คิ้วเข้มขึงขมวด แล้วถามขึ้น"ที่แท้แล้วเกิดอะไรขึ้น?"
จวินหวงเหมือนตื่นขึ้นมาจากความฝัน นางจ้องหนานสวินตาปริบๆดวงตาใสกระจ่างดูน่ารักชวนให้ใจสะดุด หนานสวินเอื้อมมือเข้าไปปิดตาของนางเสียก่อนจะหายใจลึกๆ "บอกข้ามา"
ท่าทีเช่นนี้ของหนานสวินทำให้จวินหวงรู้สึกสนุก นางยิ้มอย่างซุกซนรอยยิ้มที่เจิดจ้าภายใต้ดวงตาที่สดใส ให้ความรู้สึกราวกับไม่มีอยู่จริงหนานสวินรู้สึกว่าลมหายใจถูกช่วงชิงไป
"หนานจี๋หานต้องการให้ข้าไปทำงานรับใช้เขาที่แคว้นหนานมู่"
"ทำงานรับใช้? เจ้ารู้จักกับเขาได้อย่างไร?" หนานสวินถามต่อทันที
จวินหวงเบ้ปาก ตอนนี้คิดๆดูแล้วก็รู้สึกว่าการกระทำของหนานจี๋หานช่างน่ารังเกียจจริงๆไม่น่าเชื่อว่าเขาจะทำเรื่องลักพาตัวออกมาได้ "เดิมทีก็ไม่รู้จักแต่วันงานสมรสของฉีเฉิน ไม่รู้ว่าเขาเห็นข้าได้อย่างไรตอนค่ำข้าเมาเลยอยากออกไปเดินเล่น ก็เลยถูกคนที่เขาส่งมาพาตัวไป"
หนานสวินดวงตาเย็นเยียบแข็งกร้าวขึ้นในฉับพลันเขานึกขึ้นมาได้ว่าสองวันก่อนตนเองแอบเข้าไปหาจวินหวงแต่ไม่พบ และช่วงนั้นมีข่าวลือว่ามีผู้พบคราบเลือดปริศนาพอเอาเรื่องทั้งหมดมาเชื่อมโยงกัน เขายิ่งรู้สึกตื่นกลัวเขาเข้าไปจับไหล่ทั้งสองข้างของนางอย่างลนลาน ทำเอาจวินหวงตกใจแทบกระโดดหนี
"เจ้าได้รับบาดเจ็บหรือไม่?" ในดวงตาพญาเหยี่ยวของเขาเผยให้เห็นความห่วงใยอย่างชัดเจนโดยที่แม้แต่ตัวเขาเองก็อาจจะไม่เคยสังเกต แต่จวินหวงกลับเห็นทุกอย่างอย่างชัดเจนในหัวใจคล้ายได้รับการปลอบประโลมอย่างอ่อนโยน ริมฝีปากคลี่ยิ้มออกมาทันที
"ไม่ได้หนักหนา เขามีเจตนาจะดึงข้าไปเป็นพวก จะทำร้ายข้าได้อย่างไร?" จวินหวงตอบเสียงแผ่วเบา เมื่อครู่ดื่มสุราไปเล็กน้อยตอนนี้เริ่มรู้สึกปวดที่ขมับ หน้าอกราวกับมีอาชานับหมื่นควบตะบึงผ่านไป
หนานสวินฟังจวินหวงกล่าวเช่นนี้ก็ค่อยคลายความกังวลใจตอนนี้เพิ่งจะเห็นว่าตนเองกับจวินหวงอยู่ใกล้ชิดกันมากราวกับว่าเสียงลมหายใจของจวินหวงอยู่ที่ข้างหู จึงรีบปล่อยมืออย่างลนลานใบหน้าเห่อร้อนแดงขึ้น จวินหวงก็รู้สึกกระอักกระอ่วน ไม่กล้าสบตาหนานสวินเบนหน้าไปมองทางอื่น
ทั้งสองคนอยู่ในความเงียบไปชั่วระยะเวลาหนึ่งในอากาศราวกับจะมีเพียงความอึดอัดหลงเหลืออยู่เท่านั้น เวลาผ่านไปนานพอดูก็มีสตรีงดงามอ่อนช้อยนางหนึ่งเดินเข้ามา นางแต่งกายแบบนางรำชุดไหมปักดิ้นคลุมด้วยแพรโปร่งสีขาวทำให้นางดูนุ่มนวลราวกับเทพธิดาใบหน้าขาวเกลี้ยงเกลาแม้ไม่ถึงกับงามล่มบ้านล่มเมืองกลับชวนให้รู้สึกสบายตาอย่างน่าประหลาดเพียงแต่ว่าสตรีเช่นนี้ไม่นานผู้คนก็ลืมเลือน
"หวางเหย่ องค์ฮ่องเต้กำลังรอพบท่านอยู่" สตรีผู้นั้นค่อยๆเอ่ยวาจา ความอบอุ่นอ่อนโยนในแววตาของนางทำให้จวินหวงรู้สึกกินน้ำส้ม[3]ขึ้นมาเล็กน้อยนางเบ้ปากมองไปที่หนานสวิน อยากจะเห็นว่าหนานสวินจะปฏิกิริยาอย่างไรบ้าง
ท่าทางการแสดงออกของหนานสวินเฉยชาราวกับน้ำแข็ง เขาเพียงพยักหน้า"แม่นางโปรดล่วงหน้าไปกราบทูลก่อน ว่าข้าจะไปเดี๋ยวนี้"
สตรีผู้นั้นพยักหน้า สะบัดแขนเสื้อเบาๆ แล้วเดินจากไปตอนที่หนานสวินหันกลับมามองจวินหวง ก็เห็นนางหรี่ตามอง มุมปากยกยิ้มอย่างมีเลศนัย"ไม่คิดว่าหวางเหย่จะมีดวงเรื่องสตรีเช่นนี้"
หนานสวินทำหน้าลำบาก "นี่เจ้ากล่าวอันใด..."
"ใต้ฝ่าพระบาทกำลังตามหาท่านอยู่ ท่านก็รีบไปเถอะ"จวินหวงไม่ฟังคำพูดประโยคหลังของหนานสวินสักนิด เพียงแค่เตือนขึ้นเสียงเรียบๆ
ความในใจนับหมื่นพันวาจาของเขาต้องถูกเก็บกลับไปด้วยคำพูดง่ายๆเพียงประโยคเดียวของจวินหวง หากยังยืนกรานจะพูดก็คงจะแปลกเกินไปหนานสวินเป็นเพียงแม่ทัพทื่อๆ คนหนึ่ง ไหนเลยจะมีความคิดละเอียดลออปานนั้นได้ผ่านไปครู่หนึ่งเขาก็พยักหน้า "งั้นข้าไปก่อนล่ะเจ้าก็รีบกลับจวนเฉินอ๋องเร็วหน่อย ตอนนี้เขายังคุ้มครองเจ้าได้อยู่"พูดจบก็หมุนกายกลับไป แต่ดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงหันศีรษะกลับมา"เจ้าวางใจได้ เรื่องหนานจี๋หานมอบให้ข้าจัดการเถอะ"
จวินหวงยืนมองเงาร่างของหนานสวินที่ค่อยๆ ห่างออกไปหัวใจของนางมีความรู้สึกนับร้อยที่ไม่อาจอธิบายได้ ไม่ขมไม่หวานแต่ให้ความรู้สึกชุ่มชื่นในหัวใจ และนางก็ปล่อยให้ความรู้สึกนี้เติบโตขึ้นเรื่อยๆ
ผ่านไปชั่วครู่ก็มีนางกํานัลเดินเข้ามา ถามขึ้นด้วยความนบนอบ"ขอเรียนถาม ท่านใช่คุณชายเฟิงหรือไม่เจ้าคะ"
จวินหวงนิ่งงันไปชั่วครู่ถึงพยักหน้า รอให้นางกำนัลพูดต่อ
"เช่นนั้นก็ถูกคนแล้ว รัชทายาทสั่งให้บ่าวมาตามคุณชายบอกให้ท่านรีบไปโดยเร็วเจ้าค่ะ"
"อื้อ" จวินหวงพยักหน้า แล้วเดินตามหลังนางกำนัลผู้นั้นไป
ตอนที่งานเลี้ยงสิ้นสุด โคมไฟดวงแรกได้ถูกจุดขึ้นผู้ที่ทำหน้าที่จุดโคมไฟได้จุดโคมทุกดวงในวัง มองดูจากไกลๆดูเป็นความฟู่ฟ่าและฟุ่มเฟือยที่มองเห็นมาแต่ไกลหนานสวินยืนอยู่เพียงลำพังนอกตำหนัก ขุนนางชั้นสูงเข้ามาทักทายเขาเขาก็เพียงแค่พยักหน้าเล็กน้อย ไม่มีกล่าวเกินหนึ่งประโยคท่าทางเย็นชาปฏิเสธผู้คนให้อยู่ห่างๆ
สายตาของเขาทอดมองไปยังคนที่ยืนอยู่ด้านล่างของบันไดหินใบหน้าของจวินหวงมีรอยยิ้มบางๆ แขวนอยู่นางเดินตามฉีเฉินที่เข้าไปทักทายกับคนอื่นๆมือที่อยู่ภายใต้แขนเสื้อหลวมกำหมัดแน่น เขาคิดว่าสตรีเช่นจวินหวงใสบริสุทธิ์อยู่เหนือราคีคาวไม่ควรจะเข้าไปเกลือกกลั้วกับบุคคลที่มีอำนาจและอิทธิพลเหล่านั้นนางควรจะมีชีวิตอยู่อย่างสุขสบายไร้กังวล แต่...เหตุใดเขาจะไม่รู้ถึงความทุกข์ระทมในใจของจวินหวงเล่า
รอจนคนเหล่านั้นไปกันหมดแล้ว เขาถึงเห็นหนานจี๋หานที่ถูกคนรุมล้อมก็แค่องค์ชายแคว้นเล็กๆ จำเป็นต้องไปสอพลอด้วยหรือ หนานสวินยิ้มหยันในใจเขารู้สึกอายแทนเมื่อเห็นคนเหล่านั่นยกยอหนานจี๋หานราวกับจะเทิดทูนให้ไปถึงฟ้า
ขุนนางใหญ่ทุกคนล้วนประจบประแจงเก่งเป็นเลิศ ไม่เพียงแต่กับฮ่องเต้และองค์ชายตอนนี้ยังมีองค์ชายแคว้นหนานมู่อีกพระองค์พวกเขาทำเช่นนี้เพื่อแสดงตนให้เป็นที่รู้จัก และแสดงถึงคุณค่าของตนเองแต่ก็ไม่รู้ว่าพวกเขามีแผนการอะไรอยู่กันแน่ และได้เหลือทางถอยอะไรให้กับตนเองบ้าง
หนานสวินมองดูอยู่เงียบๆ ไม่ได้เข้าไปให้หนานจี๋หานเดินผ่านหน้าตนเองไปก่อน รอจนเหลือเพียงแค่เขากับประตูวังแล้วเขาถึงยิ้มออกมาแล้วเดินตามไป
มืดเป็นที่อำพรางตัวอย่างดี วันนี้หนานจี๋หานไม่ได้พาคนรับใช้ติดตามมาด้วยหนานสวินเป็นผู้มีทักษะยุทธ์เป็นเลิศหนานจี๋หานจึงไม่รู้ว่าหนานสวินอยู่ห่างจากเขาเพียงไม่กี่ก้าว และไม่คาดคิดว่าหนานสวินผู้องอาจสง่างามจะแอบสะกดรอยตามตนเองมาราวกับวิญญาณผีเช่นนี้
เมืองหลวงในยามราตรีมีลมกระโชกแรงตอนที่หนานจี๋หานออกมาเขาสวมเพียงชุดบางๆ ตอนนี้จึงรู้สึกหนาวขึ้นมาเขาหดคอลงกระชับเสื้อผ้าให้แน่นหนาเร่งฝีเท้าและใช้เส้นทางลัดเพื่อให้ถึงที่พักเร็วขึ้นแต่นั่นยิ่งเป็นโอกาสในการลงมือของหนานสวิน
ท่ามกลางความมืด หนานสวินเดินออกมาช้าๆเท้าของเขาคงจะเหยียบกับกิ่งไม้บนพื้น จึงเกิดเสียงดังแกรบหนานจี๋หานตกใจหันกลับมามองด้วยความหวาดกลัวก็เห็นหนานสวินยืนตระหง่านอยู่ภายใต้แสงจันทร์ที่ทอทาบลงมา
เขาอยู่ในชุดแพรต่วนสีขาวทั้งตัว ปักลายซับซ้อนเพิ่มความงดงามหรูหราอวัยวะทั้งห้าบนใบหน้าคมสันราวกับหยกแกะสลักขึ้นมาดวงตาพญาเหยี่ยวเย็นเยียบราวกับเหมันต์ ริมฝีปากบางแสยะยิ้มเย็นชาน่าขนลุก
หนานจี๋หานเกิดความกลัวขึ้นมาในใจ กลืนน้ำลายเอื้อก ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นเสียงตะกุกตะกัก"จะ… เจ้าจะทำอะไร?"
"แค่มาสั่งสอนเจ้าเสียหน่อย" หลังจากกล่าวจบหนานสวินก็เดินเข้ามาใกล้ แล้วพุ่งหมัดเข้าไปที่ใบหน้าหล่อเหลาของหนานจี๋หานทันทีจนหนานจี๋หานร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด
หมัดนั้นนับว่ารุนแรงมาก ปรารถนาเดียวของเขาคือทำให้หนานจี๋หานร่วงลงไปกองที่พื้นดวงตาของเขาเย็นเยียบราวกับถูกย้อมด้วยแสงจันทร์ชวนให้คนรู้สึกสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุมหนานจี๋หานไม่มีโอกาสพูดแม้เพียงประโยคเดียวเขานอนกุมดวงตาข้างที่ถูกหนานสวินปล่อยหมัดชกเข้ามาพลางร้องโอดโอยอย่างหมดท่าหมดศักดิ์ศรี
คนทุกคนย่อมมีสิ่งที่ตนเองหวาดกลัวไม่ต้องสงสัยว่าสิ่งที่หนานจี๋หานหวาดกลัวมากที่สุดในเวลานี้ก็คือเทพสงครามไร้พ่ายนามว่าหนานสวินผู้นี้นี่เอง
องครักษ์ลาดตระเวนยามกลางคืนผ่านมาได้ยินเสียงร้องของหนานจี๋หานจึงเดินเข้าไปทางที่มีเสียงร้องโอดโอยดังลั่นออกมาหนานสวินหูไวได้ยินเสียงเท้าคนเดินสบายๆ เข้ามา ก็ปล่อยคอเสื้อของหนานจี๋หานจ้องเขาด้วยสายตาเย็นเยียบอีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะหายไปในความมืด
กว่าองครักษ์ลาดตระเวนจอมขี้เกียจเหล่านั้นจะมาถึงหนานสวินก็หายไปไม่เหลือร่องรอยแล้วเห็นเพียงหนานจี๋หานเอามือปิดตาข้างหนึ่งยืนอยู่ที่นั่นกำลังยืนมองไปในทิศทางที่หนานสวินหายตัวไป แววตาของเขาเย็นยะเยือกดูน่ากลัว
หนานจี๋หานคิดอยู่ในใจด้วยความเคียดแค้น สักวันเขาจะต้องเหยียบหนานสวินไว้ใต้ฝ่าเท้าให้ได้ดูซิว่าเขาจะแสดงอำนาจบารมีอะไรได้อีก
องครักษ์จำผู้ที่ยืนอยู่ในตรอกเล็กๆ ได้ ก็ขมวดคิ้วแล้วถามขึ้น"เกิดอะไรขึ้นหรือพ่ะย่ะค่ะ องค์ชาย?"
หนานจี๋หานถลึงตากระฟัดกระเฟียดใส่บุรุษผู้นั้น แล้วกล่าวอย่างหงุดหงิด"ข้าแค่หกล้ม ไม่จำเป็นต้องทำเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนั้น"กล่าวจบก็ปัดฝุ่นบนบนร่างกายตนเอง สูดลมหายใจลึกๆ เฮือกหนึ่ง กำหมัดแน่นแล้วเดินไป
..........................................................................................................
[1] ปลาจิ๋นหลี่ คือปลาคาร์ปแฟนซี
[2] หนักบุ๋นเบาบู๊ หมายถึง เก่งด้านวิชาการ ไม่ชำนาญด้านการต่อสู้
[3] กินน้ำส้ม หมายถึง หึงหวง