AIBO 相棒
บทที่ 7.1 พี่ชาย (1)
ตอนนี้ทุกคนตัดสินใจพักการตรวจสอบไว้ก่อน โดยจะไปทานข้าวกันที่ร้านอาหาร ในระหว่างที่พวกเขาเดินออกจากห้องทดลอง
หยางมี่ก็มาพบรอพวกเขาที่ทางเดินเพื่อขอโทษสำหรับการกระทำของเธอ “พี่นินคะหนูผิดไปแล้ว หนูขอโทษนะคะ” หยางมี่พูด ด้วยใบหน้าที่สำนึกผิด “หนูไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายพี่นิน” เธอพยามแสดงให้เห็นว่าเธอเพียง้าทดสอบไอโบของเขา
เสียงริเวียดังขึ้นมาในหัวของเขา” ถ้าพวกเราแกล้งทำเป็อ่อนแอมากเกินไปยัยเปี๊ยกเปียคู่นี่จับนายไปทำของเล่นแน่ๆ”
เขาหน้าซีด สิ่งที่เธอพูดทำให้เขานึกถึงความทรงจำน่าสยดสยองเมื่อคืนทันที
เขาจ้องมองที่หยางมี่ “เอ่อ...ผมเกือบตายเลยนะครับ...คุณหยางมี่” เขาพูดเสียงอ่อนแรง
หยางมี่พยักหน้าเธอดูละอายใจ “หนูรู้และเข้าใจแล้วค่ะ หนูสัญญาว่าต่อไปจะระมัดระวังมากขึ้นค่ะ
เธอกุมมือของเธอไว้แน่นในขณะที่บิดมือสองของเธอข้างไปมาด้วยความละอายใจ
เขารู้ว่าจำเป็ต้องปล่อยความโกรธและให้อภัยเธอ “ไม่เป็ไรครับคุณหยางมี่เื่แบบนี้อาจเกิดขึ้นได้” เขายิ้มอ่อนให้เธอ
เขาถอนใจรู้สึกเหนื่อยและหมดแรง “ต่อไปต้องระวังตัวตลอดซะแล้ว........”
.............................................................................
ขณะที่พวกเขาทั้งหมดกำลังไปที่ร้านอาหารก็สังเกตเห็นแท่งเหล็กประหลาดที่ใช้ในการต่อสู้กับไคจูที่ผ่านมา
เขาจึงถามขึ้นด้วยความสงสัย “คุณเคนจิครับท่อนเหล็กประหลาดพวกนั้นมันคืออะไรครับ?” เขาหันไปมอง
“อ๋อ..ไอ้พวกนี้คือแกนโลหะกักพลัง เวลาที่ไคจูระดับสามขึ้นไปตาย มันจะปล่อยพลังงานออกมาจำนวนมากเราสามารถสังเคราะและรวบรวมพลังงานไว้ในแท่งเหล่านี้ “
ดร.แดร์ส่ายหัว “พูดตรงๆ ...นี่ยังไม่ใช่วิธีการจัดการ ที่มีประสิทธิภาพที่สุดหรอกนะ แต่ก็ยังดีกว่าปล่อยให้พลังงานพวกนั้นสูญเปล่าปริมาณพลังงานที่ไคจูระดับสามปล่อยออกมาสามารถให้พลังงานทั้งเมืองได้เป็เวลาหลายสิบปี”
เขาเริ่มประมวลผลไม่ทัน “ระดับของพวกกลายพันธุ์? ...คืออะไรครับ? ...ใครช่วยอธิบายหน่อยได้มั๊ยครับ?”
ดร.แดร์นิ่งไปสักครู่ “อืม... เอาเป็ว่าพวกกลายพันธุ์มันกินกันเองจนตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ น่ะซากศพของสิ่งมีชีวิตมันก็กินเข้าไป ส่วนระดับของไคจูกลายพันธุ์นั้นยิ่งเลเวลสูงยิ่งทรงพลังระดับหนึ่งและสองนั้นอ่อนแอ แต่เมื่อพวกมันใหญ่ขึ้นและแข็งแกร่งขึ้น พวกมันก็จะอันตรายมากขึ้น ระดับที่สี่คือระดับสูงสุดที่เราเคยเห็นมาจนถึงตอนนี้ “
“เธอหันไปมองเขาแล้วพูดเสริมอีกนิด “แต่ก็มีทฤษฎีว่าอาจมีระดับห้าอยู่แต่มันต้องใช้พลังงานมหาศาลมากเพื่อการให้ไปถึงระดับนั้นพวกกลายพันธุ์ต้องกินคนที่มี ไอโบระดับสูงเข้าไป” เคนจิส่ายหน้า “ฉันหวังว่าเราจะไม่ต้องเผชิญหน้ากับระดับห้านะ
.............................................................................
หลังมื้ออาหารขณะที่พวกเขากำลังเดินทางกลับที่พัก ดร.แดร์ขอให้นินมาพบเธออีกครั้งที่ห้องแล็บของเธอในวันพรุ่งนี้
เคนจิขอตัวไปลาดตระเวน ส่วนหยางมี่เหมือนจะโดนทำโทษอะไรสักอย่างเธอบอกว่าต้องไปพบผู้การ
เขากลับถึงไปโรงแรมก็โยนตัวเองลงบนเตียงทันที
“โอยย....ชีวิตแค่โดนทำร้าย.....คุณริเวียครับออกมาคุยกันดีกว่าครับ คิดถึง ฮะ ฮะ”
หุ่นยนต์สีเงินค่อยๆ ปรากฏกายออกมา “นี่นาย....ชั้นอยู่กับนายทั้งวัน คิดถึงบ้าบออะไรของนายห๊ะ?” เธอพูดเสียงกระแทก
เขาหัวเราะเบาๆ กับการตอบสนองของเธอแล้วพูดขึ้น “คุณริเวียครับ สอนผมต่อสู้ได้มั๊ยครับ?” เธอถามด้วยเสียงที่แปลกใจ “อะไรนะ? ..นายจะทำอะไรนะ?” เขาลุกขึ้นนั่งบนเตียง “แหมม...ไม่เห็นต้องแซวขนาดนั้นก็ได้ ผมก็อายเป็นะครับ ฮะ ฮะ”
เขาพูดเขินๆ “ผมอยากฝึกไว้ป้องกันตัวเองครับ จากข้อมูลที่พวกเราได้มา ถ้าร่างต้นแบบผมตาย คุณริเวียก็ต้องตายด้วย ดังนั้นถ้าผมป้องกันตัวเองได้ก็เท่ากับผมปกป้องคุณริเวียได้ด้วยไงครับ” พูดจบเขาก็ยิ้มให้เธอ
หุ่นยนต์สาวท้าวสะเอว “แล้วจะฝึกอะไรยังไง? นายไม่มีพลังธาตุนี่นาจะฝึกวิชาดาบเหรอ?” พูดจบเธอก็เสกดาบออกมาสองเล่ม
เธอกวัดแกว่งดาบคู่นั้นไปมาอย่างชำนาญ เขามองดูทักษะด้านดาบของเธอด้วยความประทับใจแล้วพูดขึ้น
“ถ้านึกถึงสิ่งที่หลวงปู่เคยบอกไว้ ผมน่าเรียนจะรู้วิชาดาบของคุณริเวียผ่านทางความทรงจำได้ ถ้าจะให้ผมเข้าไปทบทวนซะหน่อยละก็น่าจะดีนะครับ.....................เอ๋” ?? เขาตาเบิกโพลงด้วยความใ
ดาบคู่ในมือริเวียเสียบเข้ากับผนังหัวเตียง เฉียดหูทั้งของของเขาไปไม่ถึงสองมิล เธอพูดเสียงสั่นๆ ด้วยความโกรธ
“อะไรนะ? .....ความทรงจำ.....ของใครนะ?” ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้คุยอะไรกันต่อ จู่ๆ ก็มีเสียงดังก้องไปทั่วถนน
ทันใดนั้นเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นมา เสียงเคนจิดังมาจากปลายสาย “เฮ้ย...นินเรากำลังมีปัญหา
ไคจูระดับ 3 สองตัวกำลังโจมตีพวกเรา มันมากันสองทิศทาง หยางมี่กำลังไปแล้ว นายไปกับชั้นที่อีกด้านหนึ่งนะ”
เขาใรีบตอบเขา “ได้ครับคุณเคนจิ” เขาวางสายแล้วพุ่งออกจากห้องทันที “คุณริเวียครับไปช่วยพวกเขากัน” เขาพูดพร้อมอธิบายสถานการณ์ “คุณริเวีย คุณต้องระวังไม่้าให้ใครรู้เกี่ยวกับความสามารถของคุณนะครับ” เขาหันมาย้ำกับเธอ
ตอนนี้ไคจูระดับสามสองตัว พุ่งเข้าหาเกาะรัตนโกสินทร์เกือบจะพร้อมๆ กัน ความวุ่นวายโกลาหลปะทุขึ้นรอบตัวพวกเขา
เสียงโวยวายและเสียงกรีดร้องดังไปทั่วอากาศในขณะเ้าหน้าที่ของอิลลูมินาติเตรียมพร้อมที่จะปกป้องฐานที่มั่นของพวกเขา เขาสามารถเห็นความกลัวได้จากสายตาของคนพวกนั้น ขณะที่พวกเขากำลังรีบไปหาเคนจิ เขามองดู หยางมี่ใช้ไอโบพลังน้ำแข็งของเธอต่อสู้กับไคจูได้อย่างสูสี หยางมี่กำลังต่อสู้กับเ้าไคจูด้วยไอโบของเธอนักรบเกราะโบราณระดมหมัดและเท้าใส่เ้าสัตว์ประหลาดอย่างแรง หอกสีเงินของเขาเปล่งประกายด้วยแสงสีฟ้าสดใสขณะที่เขาปล่อยคลื่นน้ำแข็งออกมาโจมตี
เ้าสัตว์ร้ายคำรามด้วยความเ็ปขณะที่ะเิน้ำแข็งกระแทกแผ่นหลังของมันๆ ล้มลงกับพื้น หยางมี่ยืนตระหง่าน ดวงตาของเธอหรี่ลงขณะที่เธอเตรียมที่จะโจมตีครั้งสุดท้าย “เป็ไอศกรีมไปซะ” เสียงของเธอดังขึ้น แต่ในขณะที่เธอกำลังจะโจมตี มันก็ส่งเสียงคำราม ฉับพลันหอกสีเงินของจูล่งทะลวงร่างของมันพร้อมกับะเิพลังงานออกมาทิ้งเกล็ดน้ำแข็งไว้มากมายเื้ั กลุ่มควันสีม่วงที่ลอยอยู่เป็สัญญาณว่ามันสิ้นชีพแล้ว หยางมี่ถอนหายใจด้วยความโล่งอกและหันไปหาคนอื่นๆ ด้วยรอยยิ้มแห่งชัยชนะบนใบหน้าของเธอ “เสร็จไปหนึ่งหล่ะ” เธอพูดขณะโพส์ท่าชัยชนะ
อีกด้านหนึ่งเคนจิพยายามต่อสู้กับไคจูอีกตัวด้วยเครื่องบินของเขา การโจมตีจากฝูงบินซีโร่ดูจะไม่ค่อยได้ผลนัก
ปืนและะเิไม่สามารถทำลายเกราะอันแข็งแกร่งของสัตว์ประหลาดตัวนี้ได้
เขากำลังพยายามอย่างหนักที่หยุดมันเขาสบถขึ้นมา “โธ่เว้ย.....ไอ้ตัวนี้มันเกราะหนาเป็บ้า”
นินมองจากระยะไกลเห็นสถานการณ์ของเคนจิดูไม่สู้ดีนักเขาขอให้ริเวียแอบไปช่วยเคนจิ หุ่นยนต์สาวสีเงินปรากฏตัวออกมาเธอเดินมุ่งหน้าไปสู่การต่อสู้ที่รุนแรงเบื้องหน้า ท่ามกลางฉากหลังที่เต็มไปด้วยควันปืนและสะเก็ดะเิ เธอหันหน้ามาหาเขาแล้วพูดขึ้น “จัดไป” เธอพุ่งผ่านเงามืดพยายามเข้าใกล้ไคจูให้ได้มากที่สุดโดยที่ไม่ถูกตรวจจับ สัตว์ประหลาดกำลังมุ่งเน้นการโจมตีไปที่เครื่องบินของเคนจิ และเธอก็หวังว่าจะใช้มันให้เป็ประโยชน์ ทันใดนั้นก็มีเสียงดังขึ้น “แอบๆ นะครับ แอบๆ” นินส่งเสียงตามสายมา เธอถอนใจเบาๆ
ในที่สุดเธอก็เข้าใกล้พอ เธอสูดลมหายใจเข้าลึกค่อยๆ เคลื่อนตัวไปที่มันเธอหวังว่าจะจัดการเ้าสัตว์ประหลาดตัวนี้โดยไม่ให้มันตั้งตัวและสังหารก่อนที่มันจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น “ว๊องๆๆ ...ว๊องๆๆ” อย่างแ่เบา
เธอเรียกหอกสีเงินมาหกเล่มเตรียมโจมตี อาวุธของเธอพร้อมแล้ว
จู่ๆ ชายแปลกหน้าคนหนึ่งที่ยืนอยู่บนป้อมปืนก็แสดงตัวออกมา เขาเรียกพลังของปรอทออกมาเขาควบคุมความลื่นไหลขององค์ประกอบและปลดปล่อยการโจมตีที่ทรงพลังใส่เ้าไคจูที่อยู่ตรงหน้าเธอ มันโดนลูกเหล็กกลมๆ จำนวนมหาศาลระดมพุ่งใส่อย่างรวดเร็วและรุนแรงดูคล้ายฝนปรอทกำลังโหมกระหน่ำใส่มัน
เคนจิอุทานออกมา “แทวอน นายมาถึงเมื่อไหร่เนี่ย?” ชายคนนั้นหันมาหาเคนจิ “ว่าไงพี่ชาย.....ดูกำลังลำบากอยู่นะ”
เขาหัวเราะออกมา “ฮะ ฮะ ฮะ ไคจู ระดับสามนี่มันกระจอกมากเลยนะเคนจิ” ชายที่ถูกเรียกว่าแทวอนเป็หนุ่มหน้าสวยแบบฉบับไอดอลหนุ่มเกาหลีเขาตัวสูงผิวขาวราวน้ำนม ผมทรงหน้าม้าหลากสีสัน แทวอนขยับตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยทำให้เห็นไอโบที่ยืนอยู่ข้างๆ เขา ไอโบนั้นคือ ชอ–นยอควีชิน เธอใส่ชุดโซบก (ฮันบกสีขาวไว้ทุกข์) ผมดำตรงปล่อยผมยาวจรดปลายเท้า ใบหน้ามีแต่รอยเย็บแผลเต็มไปหมด สีหน้าเปี่ยมไปด้วยแรงอาฆาตและความโศกเศร้า แทวอนยิ้มเยาะเ้าไคจูแล้วเขาก็หันหลังให้มัน ชอ–นยอควีชิน สะบัดแขนที่เต็มไปด้วยรอยแผลของมัน มีหอกสีเงินคล้ายกับของริเวียออกมาหกเล่ม ลอยเป็วงอยู่เรอบแขนทั้งซ้ายและขวาข้างละสามเล่ม มันซัดหอกไปที่ไคจู ทันทีที่หอกกระทบร่างเกราะที่หนาและแข็งแกร่งจนเคนจิยิงไม่เข้านั้น
ก็แตกกระจายเป็ชิ้นๆ พลังทำลายล้างของชอ–นยอควีชินน่ากลัวซะยิ่งกว่าไคจูเสียอีก
ริเวียที่เห็นทุกอย่าง เธอใมากที่เห็นพลังไอโบของแทวอน เธอจำได้อย่างไม่มีวันลืมเลยว่านั่นเป็พลังของใคร
“รีสแห่งพากานอส บุตรแห่งคิงรามอส” .............พี่ชายของเธอนี่เอง ทันใดนั้นเสียงนินดังขึ้นมาอย่างร้อนรน
“คุณริเวียครับ ไหนว่าจะแอบบบบไงครับ? เธอยตอบเสียงเย็น “...................นั่นไม่ใช่ฉัน”
นินมาถึงก็เห็นเคนจิคุยกับชายแปลกหน้าอยู่ เขาจึงรีบเดินเข้าไปหาเคนจิแล้วถามขึ้นด้วยความเป็ห่วง
“คุณเคนจิปลอดภัยดีรึเปล่าครับ?” เขาหยิบบุหรี่ขึ้นมาสูบ “ไม่เป็ไรก็ต้องขอบคุณหมอนี่หล่ะนะ....นี่แทวอนไอโบพูดได้ที่เคยเล่าให้นายฟังไง เคนจิหันไปหาหนุ่มหน้าตี๋แล้วแนะนำให้รู้จัก “แทวอนนี่นินนะคนใหม่ของเรา”
แทวอนยิ้มอย่างมีเลศนัย “คนใหม่ที่มาไม่ทันแม้แต่จะเข้าร่วมการต่อสู้เนี่ยนะ? เขาเอามือไปลูบที่หัวไอโบของเขาด้วยความรัก
นินมองไปที่แทวอนและไอโบของเขาพลางคิดในใจกับตัวเอง “โอ้โห ไอ้หมอนี่มันมีความทรงจำอะไรของมันวะ? แม่งถึงได้มี
ไอโบหน้าตาสยองขวัญขนาดนี้?”
............................................................................
ั้แ่วันที่ได้เจอแทวอนและไอโบพี่ชายของเธอ ริเวียก็ดูซึมไปอย่างเห็นได้ชัด เขาเริ่มเป็ห่วงเธอเขาจึงถามเธอขึ้นในระหว่างการฝึกซ้อมหนึ่ง “คุณริเวียครับ ผมไม่ได้ตั้งใจจะสอดรู้สอดเห็นหรอกนะครับ แต่คุณเหมือนมีอะไรในใจ?”
เธอพูดขึ้นหลังจากเงียบอยู่พักใหญ่” ..............ฉันกำลังคิด....เื่พี่ชายของฉัน........ฉันไม่รู้ว่าควรจะไปเจอเขามั๊ย?”
เขานึกถึงภาพใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความดีใจของเธอเมื่อครั้งที่เธอเจอเสวนด์ผู้ที่มีเผ่าพันธุ์เดียวกับเธอ
ทำให้เขาคิดว่าเธอคงต้องมีเหตุผลอะไรบางอย่างแน่ๆ “ถ้ามีอะไรอยากจะเล่าผมยินดีรับฟังนะครับ” เขาพูดกับเธอด้วยความเป็ห่วง เธอนิ่งไปพักหนึ่งก่อนเริ่มพูดด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความเศร้า “พี่ชายของฉันทำรัฐปะากับพ่อของเรา เพราะเขาไม่เห็นด้วยกับการปกครองของพ่อ นักรบที่พี่นำมาทำรัฐปะาลงเอยด้วยการฆ่าพ่อแม่ของฉัน” เขานึกถึงความทรงจำที่เคยเห็นขึ้นมาได้ เขาคิดจะถามเธอถึงชายชุดดำในความทรงจำ แต่ดูบรรยากาศแล้วไม่ถามน่าจะดีกว่า เขาถามริเวียว่าเธออยากคุยกับพี่ชายรึเปล่า เธอตอบว่าไม่รู้ “ใช่ ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอยากเจอพี่ชายอีกไหม ฉันแค่ไม่แน่ใจว่าจะทำยังไงดี”
เขารู้สึกผิดที่พูดเื่นี้ขึ้นมา “ผมขอโทษจริงๆ ครับคุณ ริเวีย มันคงยากสำหรับคุณจริงๆ ผมไม่น่าพูดขึ้นมาเลย”
เธอพูดด้วยเสียงเศร้าๆ “ขอบคุณนะฉันแค่้าเวลาคิดทบทวน”
............................................................................
เช้านี้นินมีนัดมาพบดอกเตอร์ด์ที่ห้องทดลอง ระหว่างนั้นก็เจอหลวงปู่โต้งเขาดีใจมากทีท่านปลอดภัย
“หลวงปู่เป็ยังไงบ้างครับ?” เขายกมือไหว้ท่าน “สบายดี ขอบใจมากนะ เราโชคดีที่รอดจากการถูกโจมตี นี่คือคุณสุริยะและน้องตะวัน สองพ่อลูกคู่นี้มีพลังแบบเดียวกับเรา” หลวงปู่พูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแม้จะที่ดูอิดโรยไปบ้าง เขาจำเด็กน้อยคนนี้ได้
นี่คือเด็กที่เขาเจอในวัดราชนัดดากับกลุ่มชาวบ้าน เขาทักทายเด็กน้อย “สวัสดีจ๊ะจำพี่ได้มั๊ย?” เธอไม่ตอบอะไรพยักหน้าหยึกๆ
เขาพยักหน้าเข้าใจ “ผมดีใจที่ทุกคนปลอดภัย และก็ยินดีที่ได้รู้จักคุณสุริยะและน้องตะวันนะครับ”
ระหว่างที่คุยกันก็มีเ้าหน้าที่จากอิลูมินาติมาพาพวกหลวงปู่ไป
ดร.แดร์ เดินมาพอดีเธอเรียกเขา “ทางนี้ วันนี้ชั้นเรียกเธอมาที่นี่เพราะมีข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับโครงการไอโบ ฉันคิดว่าเรามีความคืบหน้าในการหาวิธีค้นหาความสามารถของเธอ” เขาเดินแยกไปกับดอกเตอร์แดร์
เขารู้สึกไม่ค่อยปลอดภัยจากคำพูดของดอกเตอร์แดร์เลย ขณะที่เขาเดินตามเธอไปที่แลบเขาก็ถามเธอขึ้นว่า
พวกนั้นเขาไปไหนกันเหรอครับ?” ดอกเตอร์แดร์ หันไปมองที่คนกลุ่มนั้น “อ๋อ...พวกนั้นช่วยงานในส่วนสังเคราะและเก็บกักพลังงานจากพวกกลายพันธุ์น่ะ” ประตฺห้องแล็บเปิดออก ดอกเตอร์แดร์ ผายมือให้เขา “เชิญ”
............................................................................