ตอนที่ 31 ต่างคนต่างคิด
ทว่าตระกูลฮั่วหาได้รู้ข้อเท็จจริงเหล่านี้ไม่
ครั้นเมื่อหัวหน้าตระกูลฮั่ว ฮั่วซี ได้ยินข่าวว่าเจ้าโง่แซ่หลี่ที่อยู่สุดซอยตะวันออกของตรอกเอ้อร์จิ่งโกว กลั่นสุราได้รสชาติดีกว่าสุรารุ่ยลู่ เขาจึงเรียกฮั่วชวนหมิงมา หมายจะให้ไปสืบว่ามันเกิดเรื่องอันใดขึ้น แต่กลับคาดไม่ถึงเลยว่าเขาจะได้รู้ข่าวอื่นจากฮั่วชวนหมิง
ฮั่วชวนหมิงเล่าให้ฮั่วซีฟังอย่างละเอียดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในศาลาว่าการเมื่อหลายวันก่อน แน่นอนว่าเขายังไม่รู้ว่ามีอีกคดีหนึ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ เป็นคดีที่หลี่เฉินตงฟ้องร้องว่าหลี่เฉินอันบุกเข้าไปทำร้ายคนในจวนหลี่
อีกทั้งใต้เท้าหลิวยังได้กำชับกับไช่หยูถางว่าไม่ให้เอ่ยถึงเรื่องที่หลี่เฉินอันอาจมีความสัมพันธ์บางอย่างกับหอลี่จิ้ง ทำให้ฮั่วชวนหมิงผู้ที่ทำอะไรอย่างระมัดระวังตัวเสมอมา ยังตัดสินได้ผิดพลาด
“ท่านลุง แท้จริงแล้วนี่ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ! ”
“แม้นว่ากวงหลิงซ่านของพวกเราจะยึดครองตลาดส่วนใหญ่ ทว่าในตลาดของชนชั้นสูงยังถูกรุ่ยลู่ควบคุมอย่างมั่นคง ! ”
“ในเมื่อเจ้าหลี่เฉินอันกลั่นสุราออกมาได้รสชาติดีกว่าสุรารุ่ยลู่……” เขาลูบเคราสั้นและหรี่ตาลงเล็กน้อย “แต่ตราบใดที่เฉิงกั๋วกงกลับมาจากเมืองกวงหลิง หลี่เฉินอันก็จะหมดสิ้นความหมายต่อจวนจงหลีอย่างแน่นอน ! ”
“นอกจากนี้ หลานยังเคยเห็นจงหลีชิวหยางหัวเราะให้กับรายงานนี้ตอนอยู่ในศาลาว่าการ เขากล่าวว่านั่นเป็นเพียงความซุกซนของคุณหนูสาม ทั้งยังกล่าวอีกด้วยว่าจากสถานะของจวนจงหลีแล้ว คุณหนูสามจะตบแต่งกับบุรุษเยี่ยงนั้นได้เยี่ยงไร ! ”
“ดังนั้น หลานจึงมั่นใจว่าแม้นคุณหนูสามแห่งจวนจงหลีจะเกิดความสนใจในตัวเจ้าโง่ผู้นั้น แต่มันก็คงเป็นเพียงความรู้สึกแค่ชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น และเมื่อจวนจงหลีไม่สนใจในตัวเขาอีกต่อไป……เมื่อนั้น ตระกูลฮั่วของเราก็จะบีบเขาให้แหลกคามือก็ย่อมได้ ! ”
“และเมื่อถึงครานั้น สูตรสุราของเขาก็จะตกมาอยู่ในมือตระกูลฮั่วของเราได้อย่างง่ายดายไม่ใช่หรือ ? ”
“หากสุราของเขารสชาติดีสมดังคำเล่าลือจริง ตระกูลฮั่วของเราก็จะสามารถเอาชนะตระกูลชวี กลายเป็นพ่อค้าสุรารายใหญ่ที่สุดแห่งแคว้นหนิงที่ครอบครองตลาดสุราทั้งหมด ! ”
ฮั่วซีได้ยินเช่นนั้น แม้นในใจจะรู้สึกตื่นเต้น ทว่าเขาหาได้แสดงออกทางสีหน้าไม่
เขายังคงขมวดคิ้วเอ่ยถามเช่นเดิม “ทว่าตระกูลหลี่เป็นถึงตระกูลนักวิชาการที่มีเจ็ดจิ้นซื่อและสามทั่นฮวาเชียวนะ ! ”
“หากเรือนใหญ่และเรือนรองของตระกูลหลี่ยื่นมือเข้ามาปกป้องเขา……แม้นตอนนี้ไป่หยางจะเป็นจานซื่อแห่งจวนจานซื่อ แต่หลี่เหวินโฮ่วจากเรือนรองของตระกูลหลี่ผู้นั้น ก็ได้ดำรงตำแหน่งรองเสนาบดีกรมคลังเชียวนะ”
“หากหลี่เหวินโฮ่วออกหน้าแทนเจ้าโง่ผู้นั้น เยี่ยงนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ไป่หยางจะมีความขัดแย้งกับหลี่เหวินโฮ่ว เพราะเรื่องที่องค์รัชทายาทจะเสด็จนำทัพเป็นการส่วนตัวได้ถูกเอ่ยในกำหนดการเดินทางแล้ว”
ฮั่วชวนหมิงได้ยินเช่นนั้น เขาก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “แต่หลานกลับคิดว่าหลี่เหวินโฮ่วไม่มีทางปกป้องเจ้าเด็กผู้นั้นแน่นอน ! ”
“เพราะเหตุใดเล่า ? ”
“เพราะองค์รัชทายาทต้องการเสด็จด้วยพระองค์เอง ในฐานะรองเสนาบดีกรมคลัง เขาจะต้องคอยดูแลเสบียงของทหารแนวหน้า ทว่าหลายปีมานี้ แคว้นหนิงของเราเก็บเกี่ยวธัญพืชได้ไม่ค่อยดีนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อปีที่แล้ว เกิดอุทกภัยขึ้นทั้งทางเหนือและทางใต้ของแม่น้ำ แม้นปีที่แล้วจะเก็บเกี่ยวได้ผลผลิตเป็นจำนวนมาก แต่ราษฎรหลายครัวเรือนยังขาดแคลนเสบียง ! ”
“ดังนั้น ไป่หยางได้ส่งจดหมายมาบอกให้หลานไปสั่งให้พ่อค้าธัญพืชในเมืองกวงหลิงรับซื้อธัญพืชเป็นจำนวนมาก เมื่อกองทัพเคลื่อนกำลังพล หากเสบียงจากแนวหลังตามกองทัพไม่ทัน ในยามนั้น ไป่หยางก็จะส่งเสบียงไปให้องค์รัชทายาท……นับว่าเป็นการหยิบยื่นฟืนให้ท่ามกลางหิมะ ถือเป็นการให้ความช่วยเหลือองค์รัชทายาทในยามคับขัน และเขาจะต้องกลายเป็นที่โปรดปรานขององค์รัชทายาทอย่างแน่นอน ! ”
“ระยะนี้ หลานคิดว่าหลี่เหวินโฮ่วคงไม่มีเวลาไปใส่ใจเรื่องอื่น และเมื่อองค์รัชทายาทได้รับชัยชนะแล้ว แม้ไป่หยางจะมีความดีความชอบ แต่ก็ยังต้องมุมานะบากบั่นต่อไป แต่หากพวกเราได้สูตรสุรากลั่นนั้นมา คราวนี้ต่อให้หลี่เหวินโฮ่วอยากจะปกป้องหลี่เฉินอันก็คงต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนเสียก่อน ! ”
ฮั่วซียกแก้วชาขึ้นมา เขาเดินวนไปวนมาอยู่ในห้องหนังสืออยู่หลายหน “เช่นนั้นเจ้าจงไปจัดการเรื่องนี้เถิด”
“หากทำสำเร็จ ข้าจะถือว่าเจ้าได้ทำความดีความชอบเพื่อตระกูล ! แล้วลุงใหญ่จะเขียนจดหมายไปหาไป่หยาง เพราะตำแหน่งจือฝู่ของเมืองกวงหลิง……เจ้าหลิวจั๋วผู้นั้นช่างขัดหูขัดตายิ่งนัก ! ”
ฮั่วชวนหมิงลุกขึ้นแล้วกล่าวด้วยความยินดี “เพื่อให้จวนฮั่วของเราก้าวหน้าไปอีกก้าว หลานจะทำอย่างเต็มที่ขอรับ ! ”
“แล้วร้านสุราของเจ้าหลี่เฉินอันจะเปิดกิจการเมื่อใด ? ”
“เห็นว่าจะเริ่มเปิดกิจการวันพรุ่งนี้”
“อ้อ เช่นนั้นวันพรุ่งนี้ก็ส่งคนไปซื้อสุราจากร้านของเขากลับมา ข้าจะลองชิมดูว่าสมดั่งคำร่ำลือหรือไม่ ! ”
หากเจ้าเด็กผู้นั้นสามารถกลั่นสุราออกมาได้รสชาติดีกว่าสุรารุ่ยลู่จริง……ดวงตาของฮั่วซีหรี่ลงช้า ๆ จากนั้นรอยยิ้มชั่วร้ายได้ปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขา
……
ผู้ที่ให้ความสนใจกับร้านสุราเล็ก ๆ แห่งนั้นในตรอกเอ้อร์จิ่งโกวอย่างใกล้ชิดยังมีจงหลีรั่วสุ่ยอีกคน เพราะท้ายที่สุดแล้ว บุรุษหนุ่มผู้นั้นก็กระตุ้นความสนใจในตัวนางอย่างมาก
โดยเฉพาะเมื่อนางได้อ่านบทประพันธ์เชิญร่ำสุราบทนั้นไป
“คุณหนูเจ้าคะ คุณหนู ! ”
ภายในคฤหาสน์ดอกท้อ มีสาวใช้คนหนึ่งวิ่งเข้ามาที่สวนด้านหลัง สาวใช้คนนั้นวิ่งมายืนหอบหายใจอยู่ตรงหน้าจงหลีรั่วสุ่ย
“มีอะไรหรือ ? ”
“เรียนคุณหนู เขาสามารถกลั่นสุราออกมาได้จริง ๆ เจ้าค่ะ ! ”
“……หลี่เฉินอันน่ะหรือ ? ”
“เจ้าค่ะ บ่าวได้ยินมาว่าเมื่อวานกลิ่นหอมของสุราลอยอบอวลไปทั่วทั้งตรอกเอ้อร์จิ่งโกว และยามนี้เกรงว่าคงจะหอมไปทั่วทั้งเมืองแล้วเจ้าค่ะ ! ”
จงหลีรั่วสุ่ยชำเลืองมองไปยังหนิงฉู่ฉู่ที่มีสีหน้าตกตะลึงไม่แพ้กัน จากนั้นนางก็หันไปพูดกับสาวใช้ว่า “ร้านสุราของเขาเปิดกิจการแล้วหรือ ? ”
“ยังเจ้าค่ะ เมื่อวานคุณชายเฉิงไปที่นั่นเมื่อยามพลบค่ำ เห็นบอกว่าประตูร้านสุรายังคงปิดอยู่ เขาบอกว่าแค่กลิ่นหอมของสุราก็เกรงว่าจะหอมกว่าสุรารุ่ยลู่ของเมืองหลวงเสียอีก เดาว่าวันนี้คงจะเปิดกิจการแล้วเจ้าค่ะ”
“……หอมกว่าสุรารุ่ยลู่อีกหรือ ? ” หนิงฉู่ฉู่ถามด้วยสีหน้าที่ยากจะเชื่อ
รุ่ยลู่เป็นถึงเครื่องบรรณาการหลวงเชียวนะ ทั่วทั้งแคว้นหนิงนี้คงไม่อาจหาสุราที่ดีกว่านี้ได้แล้ว !
เฉิงเจ๋อผู้นั้นหลงใหลในการดื่มสุรา และด้วยสถานะของจวนเฉิงกั๋วกง สุราที่เขามักดื่มเป็นประจำก็คือสุรารุ่ยลู่ หากนี่เป็นคำชื่นชมจากเขา นั่นก็หมายความว่ามันมีโอกาสเป็นจริงสูงมาก !
“ทูลฝ่าบาท หม่อมฉัน…หม่อมฉันก็แค่ฟังมาอีกทีเพคะ ถึงเยี่ยงไรร้านสุราของเขาก็ยังไม่เปิดประตู สถานการณ์จะเป็นเยี่ยงไรนั้นยังไม่อาจรู้ได้”
จงหลีรั่วสุ่ยเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า “ข้ารู้แล้ว เตรียมรถม้า”
“เจ้าค่ะ ! ” สาวใช้คำนับแล้วหันหลังเดินออกไป
ยามนี้ หนิงฉู่ฉู่ถึงได้หันไปมองจงหลีรั่วสุ่ย “เจ้ายังอยากไปดูอีกหรือ ? ”
“หรือว่าองค์หญิงไม่อยากไปเพคะ ? ”
“ข้ารู้สึกฉงนใจไม่น้อย แต่ข้ากลัวว่าหากเขารู้สถานการณ์ของหอลี่จิ้งแล้ว เขาจะละทิ้งภาระหน้าที่ไว้เบื้องหลังไม่ทำแล้ว”
“แต่เขารู้เรื่องนี้จากปากของชุ่ยฮวาแล้ว ทว่าหม่อมฉันคิดว่าพระองค์อย่าไปดีกว่า”
“เพราะเหตุใด ? ”
“เพราะหม่อมฉันคิดว่าเขาอาจจะมาคิดบัญชีกับองค์หญิงเข้า”
จงหลีรั่วสุ่ยลุกขึ้นยืน นางสวมชุดกระโปรงสีแดงเหมือนดอกท้อที่กำลังเบ่งบาน “ไว้หม่อมฉันจะนำสุราสักไหกลับมาฝากให้องค์หญิงได้ชิมนะเพคะ”
เมื่อมองดูจงหลีรั่วสุ่ยที่จากไปอย่างมีความสุข หนิงฉู่ฉู่ก็แสดงสีหน้าเศร้าใจเล็กน้อย
ทว่าหลังจากนั้นไม่นาน ใบหน้าหยกกลับมามีสีหน้าปกติดังเดิม นางหันไปถามอวี้เหิงที่อยู่ด้านหลังว่า “ถ้าสุราที่เขากลั่นได้มีรสชาติดีขนาดนั้นจริง ข้าก็จะนำกลับไปที่วังหลวงให้เสด็จพ่อได้ลองชิม……หากวังหลวงยกย่องให้สุราของเขากลายเป็นเครื่องบรรณาการ เช่นนั้นสุราของเขาก็จะมีชื่อเสียง ในเมื่อมันมีรสชาติดีกว่ารุ่ยลู่ ย่อมต้องมีรสชาติดีกว่ากวงหลิงซ่านเป็นแน่ เช่นนี้เขาก็จะสามารถทำเงินได้มากมาย……เขาจะนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่หอลี่จิ้งที่เมืองกวงหลิงได้หรือไม่ ? ”
อวี้เหิงโค้งคำนับ นางคิดแล้วจึงกล่าวว่า “ทูลองค์หญิง ร้านค้าของเขาคับแคบเยี่ยงนั้น คงไม่อาจกลั่นสุราออกมาได้มากนัก”
“อีกทั้งตระกูลชวีก็หยั่งรากลึกในเมืองหลวงมานานหลายปีขนาดนี้ เมื่อเทียบกับคุณชายหลี่แล้ว ตระกูลชวีเปรียบเสมือนยักษ์ใหญ่ที่ขวางทางเขาไว้”
“แต่หม่อมฉันกลับคิดว่าหากเขาสามารถเปิดตลาดในเมืองกวงหลิงได้ และสามารถตั้งโรงกลั่นสุราที่สามารถกลั่นสุราได้เพียงพอ เขาก็จะเอาชนะตระกูลฮั่วได้ก่อน……และหนทางนี้ของเขาจะยาวไกลและยิ่งใหญ่มากขึ้นเรื่อย ๆ ”
หนิงฉู่ฉู่เงียบคิดไปครู่หนึ่ง “เป็นข้าที่ร้อนใจไปเอง เพียงแต่ว่า……”
แต่ทันใดนั้นเอง รอยยิ้มแห่งความสุขก็ได้ปรากฏขึ้นบนใบหน้าหยกของนาง นางชำเลืองมองไปยังป่าท้อผืนนั้นพลางเอ่ยว่า “คฤหาสน์ดอกท้อแห่งนี้มีที่ดินกว้างใหญ่หลายพันหมู่ไม่ใช่หรือ ? ”