แผนของราชครูซือเชาความจริงแล้วไม่ได้มีอะไรซับซ้อนมันเป็นแผนที่เงียบง่าย สังหารพวกมันให้หมดโดยที่พวกมันยังไม่ได้ตั้งตัว ลอบจู่โจมด้วยกำลังทุกอย่างที่มี ขอเพียงจัดการกับฮ่องเต้กับสังหารตงฟางหรงลงได้ทุกอย่างก็จะจบลง เมื่อพวกที่สนับสนุนฮ่องเต้มาถึงก็จะพบมาว่าทุกอย่างได้สายเกินไปแล้วทว่าแผนการทุกอย่างก็ต้องพังทลายไปเมื่อ‘พวกมัน’เข้ามายุ่งเกี่ยวอีกครั้ง เหมือนอย่างครั้งที่แล้วทุกอย่างพังไม่เป็นท่า...........“หมู่บ้านน้ำตกสวรรค์” ซือเชอพูดด้วยความอำมหิตเบื้อหน้าของมันยืนไว้ด้วยบุคคลสามคน ตงฟางเฉียน ตงฟางโม่หลาง และ หลี่เยว์เอ๋อร์ สามอัจฉริยะรุ่นเยาว์แห่งหมู่บ้านน้ำตกสวรรค์ ตงาฟางโม่หลางมองสีหน้าเป็นกังวนของตรงฟางหรงก็ยิ้มออกมา“ท่านอาสบายใจเถอะ ทางฝั่งฮ่องเต้พวกเราได้แบ่งกำลังไปช่วยเหลือแล้ว หากไม่มีอะไรผิดพลาดอีกไม่นานก็คงจะมาสมทบกับพวกเรา” เมื่อได้ฟังตงฟางหรงก็มีสีหน้าดีขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ยังมีสีหน้าซีดขาวเพราะอาการบาดเจ็บจาการถูกลอบทำร้ายอยู่
“พวกเจ้ามาที่นี่ได้อย่าไงร?” ตงฟางหรงถามด้วยท่าทีสังสัย ตัวมันไม่ได้ยังไม่ได้ขอความช่วยเหลือไปทางหมู่บ้าน“เป็นตงฟางฮู- เอ่อ..เป็นมารดาของตงฟางเว่ยเมิ่งที่บอกกับท่านผู้นำหมู่บ้านเรื่องเหตุร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นกับท่าน ท่านผู้นำหมู่บ้านเลยส่งพวกข้ามา”“ผู้อาวุโสท่านพักรักษาอาการบาดเจ็บก่อนเถอะ หากปล่อยไว้มีแต่จะทำให้ลำบากกว่าเดิมเปล่าๆ ไม่ต้องห่วงพวกข้าจะคอยคุ้มกันพวกท่านเอง” หลี่เยว์เอ๋อร์ส่งเม็ดยาโอสถให้ตงฟางหรง“ขอบคุณแม่นางมาก” ตงฟางจวินอิ๋งรีบขอบคุณและไปรับยาจากหลี่เยว์เอ๋อร์แทนบิดาที่บาดเจ็บ“จะว่าไปมันนานแค่ไหนแล้วแล้วนะที่พวกเราไม่ได้สู้พร้อมกันน่ะ?” ตงฟางเฉียนพูดฃึ้นยิ้มๆ พลางเหลือบมองไปทางซือเชา“ครั้งสุดท้ายก็เป็นตอนศึกปรมาจารย์รุ่นที่สาม” ตงฟางโม่หลางให้คำตอบ“ครั้งแรกเลยนะเนี่ยที่ได้สู้กับคนในระดับปรมาจารย์ที่ไม่ใช่คนในหมู่บ้าน” ตงฟางเฉียนยิ้ม กล่าวอย่างร่าเริง“...................” หลี่เยว์เอ๋อร์ไม่พูดอะไร แต่พุ่งไปเลย ร่างของนางเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วอีกทั้งยังมีละอองน้ำแข็งรอบตัว นี่คือลมปราณเฉพาะตัวของหลี่เยว์เอ๋อร์ กระบี่ถูกฟันจากล่างขึ้นบนในแนวฉียงความเย็นเฉียบไหลตามกระบี่ไป ซือเชาเหลือบตามอง อย่างน่าตกใจมันใช้มือขวาเปล่าๆพุ่งอ้ารับกระบี่ที่เย็นเฉียบเสียงกระหึมดังขึ้นเมื่อมือขวาเข้าปะทะกับกระบี่ ฉากที่เห็นชั่งน่าเหลือเชื่อ ปลายนิ้วทั้งห้าของราชครูแห่งแคว้นชิงจับคมกระบี่ไว้ได้ หลี่เยว์เอ๋อร์หรี่ตากระบี่นี่ของนางไม่ใช้ธรรมดาขอเพียงฟันหรือสัมผัสสิ่งใดสิ่งย่อมกลายเป็นน้ำแข็ง ทว่ามือขวาของราชครูคนนี้กลับไม่เป็นอะไรเลยซักนิด“สมเป็นคนในชนชั้นระดับปรมาจารย์” หลี่เยว์เอ๋อร์ชื่นชมด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“เจ้าเองก็ไม่เลว กระบี่นี้ของเจ้าหากไม่ใช่ข้าต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับเก้าไม่ตายก็ต้องเจ็บหนัก ช่างน่าเสียดาย...” ราชครูซือเชาชื่อชมก่อน “ช่างน่าเสียดายที่อัจฉริยะเช่นเจ้าดันมาหาเรื่องตายแบบนี้” และพูดต่อให้จบประโยคด้วยน้ำเสียงอำมหิต“นั้นต้องดูว่าท่านมีคุณสมบัติที่จะพูดเช่นนั้นหรือไม่” หลี่เยว์เอ๋อร์แค่นเสียงเย็นชา กระบี่ที่อยู่มือราชครูซือเชาเริ่มทรงอำนาจมากขึ้น จนมือของซือเชาสั่นเบาๆ ซือเชาหรี่ตาลงมือซ้ายกำหมัดต่อยไปยังศีรษะของนางทว่ายังไม่ทันที่หมัดจะปล่อยออกมา มันพลันรู้สึกเหมือนมีสายลมพลัดผ่านใบหน้าพร้อมๆกับความอันตรายที่ผุดขึ้นมาในจิตใจ เป็นตงฟางเฉียนที่พุ่งมาราวกับสายลม กระบี่พุ่งแทงไปที่ดวงตาของซือเชาอย่างรวดเร็ว!ซือเชาดวงตาวาวโรจน์เปลี่ยนทิศทางหมัดไปเข้าปะทะกับกระบี่ที่แทงเข้ามา เสียงสนั่นดังอีกครั้งเมื่อกระบี่และหมัดเข้าปะกัน กระบี่ไม่สามารถสร้างบาดแผลให้กับหมัดได้เลยแม้แต้น้อย กระบี่ของตงฟางเฉียนสะท้านเบาๆในที่ขณะที่หมัดของซือเชากลับสงบนิ่งไม่ไหวติง เมื่อรู้ว่าการโจมตีไม่เป็นผล หลี่เยว์เอ๋อร์และตงฟางเฉียนเกร็งพลังส่วนหนึ่งใช้ฝ่ามือฝาดไปที่ร่างของซือเชาคนละข้าง ราชครูซือเชามีสีหน้าเรียบเฉยแต่ร่างของมันกับคล้ายกับมีพลังมหาศาลระเบิดออก นี่คือ ‘พลังฟ้าดิน’ ที่มีเพียงผู้อยู่ในขอบเขตปรมาจารย์เท่านั้นที่ใช้ได้ พลังฟ้าดินที่ระเบิดจากตัวซือเชากระแทกสองในสามอัจฉริยะลอยไปไกล“อัก!” หลีเยว์เอ๋อร์และตงฟางเฉียนกระอักเลือดออกมาราชครูแห่งแคว้นชิง ยืนเงียบๆมั่นคง สายตากวาดมองทุกคนเหมือนเหยีดหยามทุกสิ่ง
ณ หนึ่งในห้องของวังหลวง เสี่ยวซุนบ่าวรับใช้ส่วนตัวของเว่ยเมิ่งกวาดมองทุกคนในห้อง ตอนนี้เหล่าคนของสถานศึกษาและพวกองค์รักษ์พวกฮ่องเต้ ยอดฝีมือระดับเก้าอย่างจี้หานและซูเหยียน ต่างตัวแข็งค้างจากวิชาพิสดารของเสี่ยวซุนกันหมดทุกคน เสี่ยวซุนโคลงหัวไปมา เดินไปทางเหล่าคนของสถานศึกษาที่ตัวแข็ง เสี่ยวซุนหยุดยืนอยู่หน้านักศึกษาผู้โชคร้ายคนหนึ่ง ร่างของนักศึกษาสั่นเทาอย่งรุนแรง แต่ก็ไม่สามารถขยับตัวได้ ดวงตาของมันกลอกกลิ้งไปมาด้วยความกลัวสีหน้าของบ่าวรับใช้เรียบเฉย เสี่ยวซุนใช้ดรรชนีแตะไปที่หน้าผากของนักศึกษาผู้โชคร้าย ร่างของมันสั่นสะท้านอย่างรุนแรง โลหิตค่อยๆไหลจากหน้าผาก ดรรชนีเมื่อครู่ดับชีวิตของนักศึกษาไปอย่างง่ายดายร่างของมันค่อยๆล้มลง เสี่ยวซุนหันไปยังร่างต่อไป และอีกครั้งดรรชนีของบ่าวรับใช้ดับชีวิตของเหล่าคนจากสถานศึกษาไปคนแล้วคนเหล่า พวกมันแม้หวาดกลัวแต่ก็ไม่สามารถที่จะกรีดร้องหรือหลับตาหลีกหนีได้เลยในที่สุด คนของสถานศึกษาก็ล้มตายกันไปจนเกือบหมด เหลือเพียงซูเหยียนและองค์ชายรอง เสี่ยวซุนกลับมาอยู่ที่หน้าขององค์ชายรอง สีหน้าขององค์รองเรียบเฉยไม่แสดงถึงความกลัวแม้แต่น้อย“ข้าพเจ้าไม่มีสิทธิ์สังหารท่าน” เสี่ยวซุนกล่าวองค์ชายรองก่อนเดินไปหาซูเหยียน“................” สีหน้าขององค์ชายรองไร้อารมณ์ซูเหยียนที่รับรู้ได้ว่าเสี่ยวซุนกำลังเดินมาร่างกายก็ยิ่งสั่นอย่างงรุนแรง เส้นเลือดปูดโปนตามร่างกายคล้ายพยายามออกแรงให้หลุดพ้นจากวิชาพิสดารนี่‘ขยับ! ขยับสิวะ!!’ ซูเหยียนกรีดร้องเมื่อเห็นว่าร่างของเสี่ยวซุนกำลังมาถึง ดวงตาของเสี่ยวซุนเส้นเลือดขึ้นเป็นสายๆ มันกัดฟันใช้วิชาลับที่ต้องที่จ่ายด้วยราคามหาศาล เสี่ยวซุนเลิกคิ้วเมื่อสัมผัสได้ว่าร่างตรงหน้าคล้ายหลุดจากวิชา‘ตรึงวิญญาณ’ตน อีกทั้งยังมีพลังเพิ่มขึ้นมากซูเหยียนร่างกายขยายใหญ่โตกว่าเดิมหลายเท่าดวงตาแสดงถึงความบ้าคลั่งมันตั้งท่าเตรียมโจมตี แต่ไม่ได้โจมตีไปที่เสี่ยวซุน มันต่อยลงพื้นด้วยกำลังมหาศาลพื้นห้องระเบิดกระจายออก เสี่ยวซุนเหมือนจะงุนงงในการกระทำของมันแต่พริบตาก็รู้แล้วว่ามันคิดจะทำอะไรซูเหยียนอาซัยแรงระเบิดรีบกระโดดออกหลบหนี เสี่ยวซุนแค่นเสียงกำลังพุ่งตามไปแต่ก็มีเสียงห้ามไว้ก่อน“ไม่ต้องตามไป”“ขอรับ คุณหนู”เป็นตงฟางเสวี่ยฟางที่ปรากฏตัวออกมา เสี่ยวซุนรีบเปลี่ยนจากบ่าวรับใช้สีหน้าไร้อารมณ์เป็นบ่าวรับใช้ยิ้มง่ายอารมณ์ดีอย่างรวดเร็ว“คุณหนูจะไปสมทบกับพวกคุณเลยหรือไม่ขอรับ?”“ไม่ละ เจ้าล่วงหน้าไปก่อนเลย อ่อ ระหว่างทางเก็บกวาดพวกลูกกระจ๊อกไปด้วยละ” เสวี่ยฟางโบกมือไล่บ่าวรับใช้ของน้องชาย เสี่ยวซุนประสานมือรับคำสั่ง กระโจนออกไปทิศทางจวนสกุลตงฟางแห่งแคว้นชิงอย่างรวดเร็ว“เอาละ” เสวี่ยฟางหันมามองพวกฮ่องเต้ที่เริ่มขยับตัวได้แล้ว องค์ชายรองที่รับรู้ว่าเริ่มขยับได้นัยน์ตาสว่างวาบ พุ่งเข้าหาพวกฮ่องเต้ทันทีตอนนี้มันสนใจแต่เพียงการชำระแค้นให้มารดาเท่านั้น ทว่าความปราถนาของมันยังไม่ถึงฝั่งฝันก็ถูกดับไปซะ“นี่ๆ เจ้าอย่ามาทำอะไรว่าที่ตัวทำเงินทำทองให้กับข้าสิ” เสียงของเสวี่ยฟางดังที่ข้างหูขององค์ชายรอง นางพุ่งมาอย่างรวดเร็วใช้ฝ่ามือจับหัวขององค์ชายรองกระแทกพื้นอย่างรุนแรงตูม!เสียงพื้นแตกกระจาย มือของนางฝั่งหัวขององค์ชายรองไว้ในพื้น ร่างของมันนอนนิ่งสนิทยากที่จะบอกว่าตายหรือสลบ.....“อะแฮ่ม เอาละท่านตัวเงินตัวทอง..เอ้ย! ท่านฮ่องเต้ ข้าเองก็เข้าใจนะว่าท่านเนี่ย มีความสัมพันธ์อันดีกับหมู่บ้านของข้า แต่จะให้‘สตรีอ่อนแอ’เช่นข้าเนี่ยมาทำงานเสี่ยงอันตรายเช่นนี้มันก็คงไม่ดีนัก ดังนั้นข้าก็เลยคิดว่าเราควรจะมีค่าน้ำร้อนน้ำชาซักเล็กน้อยเพื่อที่จะสบายใจกันทั้งสองฝ่ายเป็นไง?” เสวี่ยฟางฉีกยิ้มไปทางฮ่องเต้ ฮ่องเต้ชิงหลงเทียนมอง‘สตรีอ่อนแอ’ตรงหน้าที่ฝั่งหัวบุตรชายของเขาไว้ในพื้น ด้วยสีหน้าที่ไม่รู้ว่าหัวเราะหรือร้องไห้ดี ข้าไม่ติดใจหรอกนะที่เจ้าจะเรียกค่าตอบแทน แต่ที่ข้าติดใจก็ชื่อที่เจ้าเรียกข้าตอนแรกต่างหากความหมายก็ฟังดูดีแต่ทำไมค้วข้าถึงกระตุกแปลกๆก็ไม่รู้.........“แฮ่ก แฮ่ก! บักซบ! อ๊ากก!” ซูเหยียนที่ฝืนใช้วิชาลับออกมาหนีกลับมาที่สถานศึกษา มันคำรามอย่างเจ็บปวด ทันใดนั้นเบื้องหลังของมันก็มีร่างๆหนึ่งปรากฏขึ้น“เกิดอะไรขึ้น?”“เป็น...ไพ่ตายของตัวบักซบตงฟางหรง!” ซูเหยียนพูดอย่างยากลำบาก ร่างเงาถามต่อ“พวกมันจะส่งผลถึงแผนการหรือไม่?”“ไม่! ศัตรูที่เผชิญเป็นเพียงยอดพิสดารฝีมือระดับเก้าเท่านั้น! หากมีพวกมันที่แข็งแกร่งก็คงส่งมาช่วยชิงหลงเทียนไปแล้ว ไม่ต้องสนอะไรแล้วพวกเจ้าส่งปรมารย์กลับที่วังไปหนึ่งคนนอกจากฮ่องเต้แล้ว ที่เหลือสังหารให้หมด! ที่เหลือก็ให้ไปรวมตัวกันที่สกุลตงฟางซะ”“ได้” ร่างเงาพยักหน้าแล้วหายไป“ท่านอาจารย์อา ช่วยด้วย!!” เป็นจูหยวนที่ครั้งหนึ่งเคยไปปรากฏตัวที่จวนสกุลตงฟางในงานหมั่น ตอนนี้ร่างของมันชุ่มด้วยโลหิต วิ่งอย่างทุลักทุเลมาทางซูเหยียน“ทะ ท่านอาจารย์อา! มะ มีคนโจมตีพวกเรา- อัก!..ท่าน” จูหยวยตกตะลึง ซูเหยียนชักกระบี่ฟันลำคอมันโดยไม่ท่านรู้ตัว ร่างของจูหยวนค่อยๆล้มลง ดวงตาที่เบิกกว้างจ้องมองไปที่ซูเหยียนด้วยความไม่เข้าใจ“หึหึ” เสียงหัวเราะน่าขนลุกจากมาจากทางที่จูหยวนวิ่งมาซูเหยียนประสานมือทั้งๆที่เจ็บปวด “ซูเหยียนคารวะผู้อาวุโสเงามรณะหนึ่งในสิบปรมาจารย์แห่งลัทธิมารเปลี่ยนฟ้า” ร่างใรเงามืดๆค่อยเดินออกมา เป็นร่างของบุรุษคนหนึ่งใส่ชุดสีดำทั้งตัวและหากมองไปที่ใบหน้าก็จะเห็นได้ว่าคนๆนี้กำลังสวมใส่...หน้ากากหนังมนุษย์อยู่!“เป็นไรอย่างไรบ้างเล่าซูเหยียน? การที่ได้เห็นคนของสถานศึกษาตายไปต่อหน้าแบบนี้”“เรียนผู้อาวุโส พวกมันเป็นเพียงทางผ่านให้ข้าพเจ้าไปที่ๆสูงกว่านี้เท่านั้นขอรับ” “หึหึ เอาเถิด” ปรมาจารย์เงามรณะหัวเราะอย่างน่าขนลุก มันเรียกให้ซูเหยียนตามมา ซูเหยียนกัดฟันจากความาเจ็บปวดเดินตามไป ร่างของปรมาจารย์เงามรณะเดินไปทิศทางของจวนสกุลตงฟาง แสงไฟยามค่ำคืนส่องให้เห็นหยกสีแดงรูปลักษณ์หยดน้ำแขวนไว้ทีเอว หากเว่ยเมิ่งอยู่ที่นี่คงจะบอกได้ว่าหยกก้อนนี้มีรูปลักษณ์เหมือนของพี่สาวลึกลับที่มันเคยเจอในอดีตและขององค์หญิงลู่ลี่จากแคว้นลู่ไม่มีผิด!
เสี่ยวซุนเดินทางมาถึงสกุลตงฟางแล้ว ระหว่างก็ไล่เก็บกวาดคนของสถานศึกษาไปด้วยตามที่คุณหนูบอก“ใช่เวลามากว่าคิดแฮะ” เสี่ยวซุนคิดในใจ“เจ้าเป็นใคร!?” เสียงตวาดลั่นดังขึ้นเป็นตงฟางเจี้ยนหงที่ตะโกนถามเมื่อเห็นว่าผู้มาใหม่เป็นคนที่ไม่คุ้นเคย เสี่ยวซุนเมินคุณชายที่อยู่ตรงหน้าอย่างสิ้นเชิง มันหยุดลงที่หน้าตงฟางหรงก่อนประสานมือก้มหัว “ข้าพเจ้าเสี่ยวซุน เป็นบ่าวรับใช้ของคุณชายตงฟางเว่ยเมิ่งขอรับ”ตงฟางหรงพยักหน้าแต่เมื่อไม่เห็นว่าเสี่ยวซุนไม่ได้นำฮ่องเต้มาด้วยก็ชะงักไป“แล้วฝ่าบาท?...”“ตอนนี้เป็นคุณหนูที่กำลังอารักษ์ขาฮ่องเต้อยู่ขอรับ”ตู้ม!เป็นร่างของตงฟางเฉียนที่ลอยกระเด็นมาทางพวกเขา ตงฟางเฉียนสภาพสะบักสะบอมมีบาดแผลเล็กน้อยตามตัว“คุณชายตงฟางเฉียน?....ท่านกำลังฝึกวิชาตัวเบาแบบใหม่อยู่หรือขอรับ?”“.........เสี่ยวซุนมันเป็นเรื่องปกติที่บ่าวรับใช้จะซึมซับนิสัยของผู้เป็นนายมา........แต่เรื่องบางอย่างเจ้าไม่ต้องไปจำมาจากเสวี่ยฟางก็ได้”“จะจำมาจากคุณชายหรือคุณหนูก็ไม่ต่างกันหรอกขอรับ”“เฮ้ย! หากพวกเจ้ามีเวลาว่างคุยกันขนาดนั้นก็แบ่งมาช่วยทางนี้หน่อยสิโว๊ยย!” เป็นตงฟางโม่หลางที่หลุดมาดคุณชายไปเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้มันกับหลี่เยว์เอ๋อร์ช่วยกันรับมือราชครูซือเชาหลี่เยว์เอ๋อร์เมื่อเห็นว่าพวกตนเริ่มไม่ไหวกันแล้ว ส่งสายตาให้ตงฟางโม่หลาง ตงฟางโม่หลางพยักหน้า มันระเบิดพลังลมปราณของในขั้นสูงสุดใช้ออกด้วยไม้ตาย ‘กระบี่แห่งสวรรค์’ เช่นเดียวกับหลี่เยว์เอ๋อร์ใช้ออกด้วยท่าไม้ตาย ‘เหมันต์พรากวิญญาณ’ สองกระบี่พุ่งไปทางซือเชาที่ตอนนี้ถือกระบี่อยู่เล่มหนึ่ง ดวงตาของมันสว่างวาบ ฟันกระบี่ลงมาในแนวตั้ง แรงปะทะของการโจมตีครั้งนี้รุนแรงจนร่างทั้งสามทั้งหลังกันไปคนละสามสี่ก้าว แต่หลี่เยว์เอ๋อร์กับตงฟางโม่หลางอาศัยแรงปะทะช่วยเสริมโดดถอยกลับไปทางพวกเสี่ยวซุน“ดูเหมือนว่าพวกเราตอนนี้จะยังชนะระดับปรมาจารย์ไม่ได้นะ” ตงฟางโม่หลางพูดขำๆ “แต่อย่างน้อยก็ไม่แพ้” หลี่เยว์เอ๋อร์เสริมซือเชายืนดูพวกมันคุยกันเงียบๆ ตามร่างกายของปรมาจรย์ตอนนี้มีบาดแผลเล็กน้อย.....นี่นับว่าเป็นความอัปยศในระดับชนชั้นปรมาจารย์จริงๆ‘ต้องฆ่าพวกมันก่อนที่พวกมันจะเติบโตไปมากว่านี้!’ ซือเชาคิดด้วยสีหน้าอำมหิตแต่ทว่าในขณะที่จะลงมือนั้นเอง“สารรูปของท่านดูไม่ได้เลยนะศิษย์พี่” เสียงเยาะเย้ยที่คุ้นเคยดังขึ้นมา ซือเชาหันไปมองก็เห็นซูเหยียนยืนอยู่“..........”“เป็นอะไรศิษย์พี่ ท่านไม่ดีใจที่เห็นข้าหรือ?”“...............”“กับคนที่ฆ่าได้แม้กระทั้งลูกศิษย์หลานศิษย์ของตนเอง...ข้าไม่มีอะไรจะพูดด้วยหรอก” ซือเชาตัดบทด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“หึหึ”พวกเสี่ยวซุนมีสีหน้าจริงจังขึ้น ตอนนี้ในจวนของสกุลตงฟางมีคนชุดดำมากมายปรากฏขึ้น พวกมันสวมชุดเหมือนกันหมดแววตาของวกมันเย็นชา ตอนนั้นเองร่างที่สวมหน้ากากหนังมนุษย์ก็เดินออกมา“เป็นเกียรติจริงที่ได้พบกับราชครูซือเชาแห่งแคว้นชิง” เสียงน่าขนลุกดังออกมาจากในหน้ากาก “.........หนึ่งในสิบปรมาจารย์แห่งลัทธิมารเปลี่ยนฟ้า เงามรณะ”“ลัทธิมารเปลี่ยนฟ้า!” ตงฟางหรงอุทาน มันเคยได้ยินเรื่องนี่มาจากบิดามาก่อน ลัทธิที่มีจุดประสงค์ในการรวบรวมยอดฝีมือระดับสูงของแผ่นดินเพื่อใช้ในการยึดครองแผ่นดิน หากไม่ใช้เพราะหลายสิบปีก่อนพวกฝ่ายธัมมะและอธรรมผนึกกำลังกันเผชิญหน้าพวกกับพวกมัน ไม่แน่ว่าทุกวันนี้แผ่นดินนี้อาจจะกลายเป็นของพวกมันไปแล้ว“ในเมื่อเจ้ารู้จักพวกเราก็ดี วันนี้ข้ามีข้อเสนอสุดวิเศษมาเสนอให้กับเจ้า ซือเชา”“.........................”“เข้าร่วมกับลัทธิมารเปลี่ยนฟ้าซะ!” เงามรณะบอกกับราชครูซือเชา“หากเจ้าเข้าร่วมกับพวกเรา-”“ข้าขอปฏิเสธ”“.....................”“ข้าไม่คิดที่จะเอาตัวไปจมอยู่กับโคลนตมเช่นพวกเจ้า” ซือเชาปฏิเสธอย่างไม่ไยดี“ข้าบอกท่านแล้วผู้อาวุโส ความทระนงตนของมันสูงเสียยิ่งกว่าสวรรค์เสียอีก” ซูเหยียนหันไปเยาะเย้ากับซือเชา“ถ้าหากเจ้าเลือกทางนั้นละก็” เงามรณะหันมองทางพวกเสี่ยวซุน “ฆ่าซือเชาซะหากไม่อยากให้ฮ่องเต้ตาย”ตงฟางหรงมีสีหน้าเปลี่ยนไป เมื่อยิ่งคิดว่าลูกสาวกับฮ่องเต้ตกไปอยู่ในมือพวกมันก็ยิ่งเป็นกังวน กลับกันเสี่ยวซุนกลับมีสีหน้าแปลกๆ มันเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจ“ท่าน..แน่ๆใจว่าจับตัวฮ่องเต้ไปจริงๆ”เงามรณะหัวเราะอย่างน่าขนลุก “อยากให้ข้าตัดนิ้วพวกมันมาให้เจ้าดูมั้ยเล่า-” ยังไม่ทันพูดจบเสียงก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากท้องฟ้า“เฮ้ย! พวกเจ้าทำอะไรกันอยู่? รู้หรือเปล่าว่าเวลาของข้ามันเป็นเงินเป็นทองนะรู้ไหม?” เสียงของเสวี่ยฟางดังขึ้นมาจากท้องฟ้า นางนั่งอยู่บนเหยี่ยวปีกโลหิต โดยที่มีพวกฮ่องเต้ห้อยเกาะอยู่ที่ขาเหยี่ยว...........“...................” พวกลัทธิมารเปลี่ยนฟ้า“เฮ้ยๆ วางลงดีๆสิ นั้นมันตัวเงินตัวทองของข้าเชียวนะ” นางตบไปที่หัวเหยี่ยวเบาๆ เมื่อเห็นว่ามันโยนฮ่องเต้ลงแรงไปหน่อย“ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน แต่ข้าเกลียดที่นางเรียกข้าแบบนั้น” ฮ่องเต้พึมพำกับตนเอง“แม่นางน้อย” เงามรณะตะโกนถามเสวี่ยฟาง“ว่าไงเลเธอร์เฟซ?” “..........เจ้ารอดจากคนของข้ามาได้อย่างไรกัน?”“สงสัยก็เขียนจดหมายไปถามพวกมันดูเซ่” เสวี่ยฟางยักไหล่เงามรณะเงียบขรึม ทันใดนั้นบรรยากาศรอบๆตัวก็ทวีความหนักแน่นขึ้น ความอำมหิตค่อยแผ่กระจายออกมาอย่างน่าขนลุก “นอกจากนังหนูนั้น ที่เหลือสังหารให้หมด” มันจ้องมองไปยังเสวี่ยฟาง “ข้าจะถลกหนังเจ้ามาทำหน้ากากชิ้นใหม่ และสบายใจเถอะเจ้าจะไม่ได้ตายสบายๆ”“แน่จริงเจ้าก็มาต่อยกับน้องชายข้าสิ” นางยืนกอดอกยิ้มให้ในที่เงามรณะกำลังจะระเบิดอารมณ์นั้น ก็มีเงาขนาใหญ่กำลังบดบังแสงจากดวงจันทร์ อันที่จริงมันอาจจะเป็นก้อนเมฆขนาดใหญ่ก็ได้ แต่ไม่รู้ว่าอะไรดลบันดาลให้มันหันไปมองทันทีที่มันมองสิ่งที่บัดบังดวงจันทร์ ร่างกายมันก็แข็งทื่ออีกทั้งยังสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ มือและปากของมันสั่นอย่ารุนแรง ร่างขนาดใหญ่และมีเกล็ดสีขาว หางของมันยาวจนไม่อาจมองเห็นจุดสิ้นสุด อยู่ๆความทรงจำไร้สาระที่มันเคยอ่านบันทึกแปลกๆก็แวบขึ้นมาในหัว ตำนานของพญางูขาวสองตัวแห่งหมื่นขุนเขาแสนพื้นป่าตอนนี้ไม่ใช่แค่ตัวมันคนเดียวที่สั่นสะท้านแต่เป็นทั้งเมืองหลวง! ความกลัวในจิตใจผุดขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ ตอนนี้ผู้คนในเมืองหลวงที่เห็นเพียงหางของมันต่างขดตัวเล็กๆสั่นอยู่กลับที่ ดวงตาของสองพญางูทั้งสองจ้องคนที่อยู่ในจวนสกุลตงฟางราวกับเป็นมดปลวก ตอนนั้นเองเสียงของบุรุษคนหนึ่งก็ดังมาจากบนหัวของหนึ่งในพญางู“ข้ารอท่านอยู่นานแล้วนะ คนโง่เขลา” เว่ยเมิ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ