วาสนาที่ไร้ใจ
ตอนที่ 4
…หลายวันต่อมา ณ จวนสกุลเว่ย
โคมไฟมงคลประดับตกแต่งให้ที่อยู่อาศัยสว่างรุ่งเรืองดังแสงไฟที่เจิดจ้า ต้นไม้แห่งความสุขและเสริมบารมีวางไว้รายรอบเส้นทางเดินเข้าสู่เรือนหลัก รถม้าของเหล่าขุนนางที่ได้รับเชิญมาร่วมงานเลี้ยงฉลองทยอยเคลื่อนออกไปหลังส่งเ้านายที่ประตูใหญ่จวนท่านแม่ทัพเว่ย
“ลี่เอ๋อร์” เว่ยฮูหยินเอ่ยเรียกหยวนซูลี่ให้ขยับกายเข้ามานั่งข้างตน ซึ่งนางได้เว้นที่ว่างระหว่างตัวเองกับบุตรชายให้ว่าที่ลูกสะใภ้โดยเฉพาะ ทำให้บุตรชายของนางที่นั่งเก้าอี้ตัวถัดไปทำเสียงฮึดฮัดไม่พอใจใส่เว่ยฮูหยิน แต่นางก็ไม่ได้สนใจบุตรชายเลย
“วันนี้ลี่เอ๋อร์ของแม่งดงามมาก เช่นนั้นหรือไม่หยางเอ๋อร์” เว่ยฮูหยินชมความสวยของหยวนซูลี่และหันไปพยักพเยิดกับบุตรชายตัวเอง
คุณหนูใหญ่สวมใส่อาภรณ์สีชมพูอ่อน ขับผิวที่ขาวอยู่แล้วให้ยิ่งเปล่งปลั่งขึ้น แต่งหน้าอ่อนๆ เผยผิวหน้าเนียนใส ดวงตากลมโต และทาปากจิ้มลิ้มด้วยสีแดงระเรื่อ ซึ่งทุกคนต่างใช้สายตาแฝงชื่นชมมองมายังนางั้แ่เยื้องย่างผ่านประตูใหญ่จวนแม่ทัพแล้ว
แต่…
เห็นจะมีเพียงผู้เดียวที่ไม่ได้คิดเช่นนั้น
“ปกติขอรับ” เว่ยตงหยางตอบมารดาของเขาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เขาเลือกที่จะใช้คำตอบกลางๆ ออกไป ถึงแม้คนที่นั่งข้างๆ มารดาของเขาจะงดงามจริงๆ แต่เว่ยตงหยางไม่มีทางชมหยวนซูลี่ให้นางได้ใจเด็ดขาด
หยวนซูลี่ได้ยินที่เว่ยตงหยางบอกว่าวันนี้นางแต่งตัวปกติหาได้มีสิ่งใดพิเศษ จึงได้แต่ยิ้มแห้งมองบนให้กับคนตาไม่ถึงแถมยังปากแข็ง แล้วหันกลับมาคุยกับเว่ยฮูหยินต่อ
วันนี้เป็ฤกษ์ดีหลังฮ่องเต้พระราชทานจวนแห่งใหม่แก่แม่ทัพใหญ่ สกุลเว่ยจึงจัดงานขึ้นจวนใหม่โดยใช้โอกาสนี้ปรองดองมิตรสหาย เชิญชวนขุนนางทั้งในและนอกราชสำนักมากินดื่มสังสรรค์ในจวนของตน สกุลหยวนก็เป็หนึ่งในนั้น ด้วยเพราะสนิทสนมกันมาั้แ่รุ่นปู่ของหยวนซูลี่ แต่ก่อนผู้าุโทั้งสองของเว่ยและหยวนเคยร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมา อีกทั้งแม่ทัพเว่ยและราชครูหยวนก็เป็สหายใกล้ชิดกันอีก
“ลี่เอ๋อร์งดงามเพียงแค่วันนี้หรือเ้าคะ” นางเอ่ยล้อเล่นกับมารดาของเว่ยตงหยางไปพร้อมท่าทีแสนงอน เพราะท่านเป็สหายกับมารดาของนาง หยวนซูลี่เลยสนิทสนมกับท่านเหมือนท่านเป็แม่คนที่สองมาั้แ่เด็ก จึงพูดเล่นและออดอ้อนท่านเช่นนี้เสมอ
“สำหรับแม่ ลี่เอ๋อร์งดงามทุกวัน” เว่ยฮูหยินบอกและบิดแก้มหยอกเย้านางเบาๆ
“ท่านแม่เ้าคะ ว่าแต่สวนต้นอิงฮวาที่บอกเป็รูปร่างคล้ายงูเลื้อยอยู่ที่ใดหรือเ้าคะ ลี่เอ๋อร์อยากชมเป็บุญตาสักหน”
“จริงสิ แม่ก็ลืมว่าเคยสัญญาจะพาไปดู แต่จะทำเช่นไรล่ะลี่เอ๋อร์ ตอนนี้ไป๋ฮูหยินกำลังเดินเข้ามาทักทายด้วย คุณชายรองที่พอจะไหว้วานให้พาไปก็กำลังสนทนากับสหายของเขาอยู่ทางฝั่งนู้น เช่นนั้น… หยางเอ๋อร์ช่วยพาลี่เอ๋อร์ไปดูแทนจะได้หรือไม่” เว่ยฮูหยินเอ่ยขอโทษหยวนซูลี่และหันไปบอกเว่ยตงหยางที่กำลังสนทนาอยู่กับหยวนถิงถิง ให้พาบุตรสาวของสหายรักไปดูต้นอิงฮวา
หยวนถิงถิงกับมารดาของนางก็นั่งรถม้ามากับท่านราชครูและหยวนซูลี่ด้วย สองคนนั้นถือวิสาสะว่ามากับท่านพ่อของนาง เลยเข้ามานั่งร่วมโต๊ะกับพวกหยวนซูลี่ หยวนถิงถิงนั่งลงข้างๆ เว่ยตงหยางแล้วชวนเขาคุยจนถูกเว่ยฮูหยินขัดจังหวะให้พาหยวนซูลี่ไปเดินชมจวนแห่งใหม่
นอกจากคุณหนูใหญ่แล้ว ก็มีมารดาของเว่ยตงหยางนี่แหละที่มองการเสแสร้งของคุณหนูรองสกุลหยวนออก
ต้นอิงฮวาสูงใหญ่แต่ลำต้นกลับคดเคี้ยวราวงูเลื้อยเกี่ยวพันรอบๆ เปลือกไม้ หยวนซูลี่ยืนมองความแปลกประหลาดที่งดงามด้วยดวงตาเป็ประกาย มหัศจรรย์ดังคำที่เว่ยฮูหยินเอ่ยจริงๆ สุขใจไม่น้อยที่ได้เป็หนึ่งในคนที่เห็นต้นไม้ในตำนานของเมืองฮวาถิง
“หากให้ชาวบ้านสามารถเข้าชมได้แต่ต้องเก็บค่าดูก็คงได้เงินไม่น้อย ท่านว่าความคิดข้าเข้าท่าหรือไม่”
“ไม่! พิลึกมากกว่า” เว่ยตงหยางไม่สนใจข้อเสนอและติดจะเอือมระอาในความคิดของหยวนซูลี่มากกว่า
หยวนซูลี่จึงได้แต่ยิ้มแห้งและรู้สึกผิดที่พูดอะไรเหมือนคนไร้ความคิดออกไปเช่นนั้น นางหวังแค่ให้เขาได้ผ่อนคลายอารมณ์เหมือนตอนเด็กๆ ซึ่งเวลาที่อยู่ด้วยกันนางมักจะหาเื่ไร้สาระมาพูดเป็ตุเป็ตะให้เขาเอ็นดู แต่ตอนนี้มันกลับไม่เป็เช่นนั้นแล้วสิ
ดวงตากลมหันมองตามแผ่นหลังของคู่หมั้นที่เดินหนีตัวเองเข้าไปในเรือนหลังใหญ่ แต่ก่อนเว่ยตงหยางไม่ใจร้ายกับนางเช่นนี้ เขาดูแลเอาใจใส่หยวนซูลี่อย่างกับนางเป็องค์หญิง ไม่ว่าจะบอกอะไรเขาไป เขาก็ชอบใจและเห็นดีเห็นงามด้วย แต่ทุกอย่างก็ค่อยๆ เปลี่ยนไปั้แ่มีหยวนถิงถิงเข้ามา สายตาของเว่ยตงหยางที่มองมาทางหยวนซูลี่มันเปลี่ยนไป จากที่เคยมองมาด้วยสายตาอ่อนโยน อบอุ่น เปลี่ยนเป็สายตาที่เ็า แข็งกร้าว ทำอย่างกับหยวนซูลี่เป็นางมารอย่างไรอย่างนั้น
“อ้าว ลี่เอ๋อร์ เห็นต้นอิงฮวาแล้วหรือไม่ แล้วหยางเอ๋อร์อยู่ที่ไหนเสียแล้วล่ะ” เว่ยฮูหยินท้วง และมองหาเว่ยตงหยางที่น่าจะเดินมากับบุตรสาวของสหายรัก แต่ก็ไม่เจอ เลยถามคนที่เดินกลับมาหน้ามุ่ยว่าบุตรชายตัวเองหายไปไหน
“ท่านพี่เว่ยบอกว่าจะสนทนาเื่โจรูเากับคุณชายเนี่ยเ้าค่ะ เลยให้ลี่เอ๋อร์กลับมาหาท่านแม่ก่อน” หยวนซูลี่ปรับสีหน้าและตอบผู้าุโออกไปด้วยเสียงเจื้อยแจ้ว ไร้ซึ่งความขุ่นเคืองจากความเสียใจและโมโหในการกระทำของเว่ยตงหยางที่ทำกับนางเมื่อครู่
“ใช้ไม่ได้เลย ทั้งๆ ที่บอกไปแล้วว่าวันนี้ให้สนใจและดูแลแค่ลี่เอ๋อร์คนเดียวก็พอ แต่ก็ยังจะใส่ใจเื่ตามจับโจรนั่นอยู่อีก”
มารดาของเว่ยตงหยางบ่นบุตรชายเสียงเบา นางอุตส่าห์ย้ำแล้วย้ำอีกว่าต้องเอาใจใส่หยวนซูลี่ให้มากกว่านี้ แต่บุตรชายตัวดีของนางก็ยังทำเมิน แบบนี้ใช้ได้ที่ไหนกัน
และในขณะนั้นเอง
อยู่ๆ ประตูจวนแม่ทัพก็เปิดอ้าออกพร้อมขบวนขันทีจากพระราชวังหลั่งไหลเข้ามาด้านใน
“เว่ยตงหยางรับพระราชโองการ”
เ้าของนามรีบคุกเข่าก้มหน้าอย่างนอบน้อมหลังขันทีาุโคลี่แผ่นกระดาษในมือออกอ่าน
“น้อมรับพระราชโองการพ่ะย่ะค่ะ” มือหนาเอื้อมรับม้วนพระราชโองการจากฮ่องเต้
ไม่มีเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมาจากปากของเขาหลังจากนั้น ขบวนขันทีเคลื่อนกลับวัง
พรึ่บ
เว่ยตงหยางหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในเรือนของตนเองทันที ท่ามกลางสายตาของแขกที่มาในงาน เขาไม่สนใจอะไรทั้งนั้น อยู่ๆ ก็ได้รับพระราชโองการเช่นนี้
‘สมรสพระราชทานระหว่างเขากับหยวนซูลี่’ เช่นนั้นหรือ เขาแทบจะะเิอารมณ์โมโหท่ามกลางแขกในจวน แต่ก็ต้องยับยั้งมันเอาไว้ให้ได้เลยเลือกที่จะเดินหนีออกมาแทน
สตรีน่ารำคาญนั่นได้คืบจะเอาศอก เห็นเขาเฉยกับงานหมั้น ก็เร่งรัดเขาด้วยการไปทูลขอฮ่องเต้ให้ประทานงานแต่งมา ครั้งนี้เขาไม่มีทางยินยอมแน่นอน เขาจะทำให้คนหน้าด้านได้เห็นผลลัพธ์จากการที่นางตามจับตามตื๊อเขา มันเป็อย่างไร เขาจะทำให้หยวนซูลี่เสียใจกับผลของการกระทำของตัวนางเอง!
เว่ยตงหยางหมายมาดเอาไว้ในใจ…