ตอนที่ 2 คัมภีร์ครอบจักรวาล
ถงเชียนมองจี้ซิวผิงที่ยืนอยู่ไกลๆ เห็นแค่เพียงชายหนุ่มมีสีหน้าที่ไม่อาจจะทำใจให้เชื่อได้ลง เขาคงคิดไม่ถึงว่าความปรารถนาในปีนั้นจะถูกคนแปรเปลี่ยนให้เป็เจตนาที่ชั่วร้ายโสมม แม้แต่นางเองที่เพิ่งจะทะลุมิติมาก็เถอะ ยังอดหนาวเหน็บหัวใจแทนเขาไม่ได้
สีหน้าของจี้ซิวผิงซีดสลับเขียว แต่เพียงไม่นานเขาก็สงบลง ยามที่ถูกถงเชียนผลักออก เขายังคิดอยู่ว่านางคงไม่อยากให้ตนเองเข้าไปยุ่งด้วย แต่พอมาตอนนี้เขาไม่อาจอดทนอดกลั้นได้อีกต่อไป “เดิมทีข้าเคารพที่พวกท่านเป็บิดามารดาของเชียนเอ๋อร์ ถึงได้ยอมอดทนมาโดยตลอด ทว่าแม้แต่ความบริสุทธิ์ของลูกสาวตน พวกท่านยังกล้าสาดโคลน ช่างอำมหิตเสียจริงๆ ไม่คู่ควรที่จะเป็บิดามารดาคนเลยด้วยซ้ำ แม้บ้านข้าจะยากจนข้นแค้น แต่ก็มิอาจทนกับคนชั่วช้าอย่างพวกท่าน หากยังก่อความวุ่นวายอยู่อีก คงต้องไปพบทางการเสียแล้ว!”
พอบิดามารดาของถงเชียนเห็นเขามีท่าทางที่เด็ดขาดเช่นนี้ ก็รู้ได้เลยว่าพวกตนยั่วโมโหจี้ซิวผิงเข้าแล้ว จึงไม่กล้าพูดจาพล่อยๆ อีก ถ้าหากเขาไปแจ้งทางการจริงๆ ก็จบเห่กันพอดี
ถงเชียนเห็นพวกเขาแสดงอาการร้อนตัว ก็รู้ได้ในทันทีเลยว่าเกิดอะไรขึ้น
พวกเขาจะไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการฟ้องร้องเลยสักนิด สิ่งเดียวที่พอทำได้ก็คืออาศัยคำวิพากษ์วิจารณ์ของผู้คนทั้งหลาย ขอเพียงทุกคนสนใจพวกเขา คำพูดที่ดูไร้เหตุผลย่อมกลายเป็มีเหตุผล ต่อให้เวลานั้นจี้ซิวผิงไปฟ้องทางการ พวกเขาก็คงพานางหนีไปไหนต่อไหนแล้ว แค่ก่อความวุ่นวายต่ออีกสักนิด ต่อให้จี้ซิวผิงจะมีอีกสักสิบปากก็คงพูดอย่างชัดเจนไม่ได้
ดีดลูกคิดสมปรารถนา[1]ได้ยอดเยี่ยม ทว่าน่าเสียดาย ที่มาเจอนางเข้า!
“ท่านพ่อท่านแม่ เชียนเอ๋อร์มีเื่หนึ่งที่ยังไม่เข้าใจ” ถงเชียนเอ่ยเสียงดังฟังชัด จงใจทำให้ทุกคนได้ยินทั่วกัน “ตอนแรกที่พวกท่านขายข้า เป็เพราะต้องรวบรวมเงินให้พี่ใหญ่แต่งงาน แล้วตอนนี้ยังพูดจาเหลวไหลตลอดอีกว่าพี่ซิวผิงที่เลี้ยงดูข้ามาจนเติบใหญ่นั้น พยายามลักพาตัวข้าไปขาย เชียนเอ๋อร์จึงอยากเอ่ยถาม เป็ไปได้หรือไม่ว่าพี่รองขาดเงินแต่งภรรยาอีกแล้ว?”
ทันทีที่พูดประโยคนี้ออกไป แม้จะดูเหมือนเป็แค่การคาดคะเน แต่ก็ทำให้ผู้คนตกอกใกันเสียแล้ว นึกไม่ถึงว่าจะมีเื่เช่นนี้ด้วย
“พวกท่านเป็บิดามารดาที่ไม่มีเมตตาธรรม ก็อย่าโทษที่ลูกสาวอย่างข้าไม่กตัญญู อย่างไรก็ตาม ข้า...ข้ามิอาจอกตัญญูปล่อยให้พวกท่านใส่ร้ายพี่ซิวผิงของข้าได้”
ถงเชียนพูดไปน้ำตาก็เริ่มไหลพรั่งพรูออกมา ร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างเ็ปปานจะขาดใจ นางให้ยาแรงกับผู้คนที่กำลังมองดูอย่างสนุกสนาน
จี้ซิวผิงไม่รู้ความคิดของถงเชียน พอเห็นนางร้องไห้เสียใจเช่นนั้น ก็ไม่สนสิ่งใดทั้งสิ้น รีบวิ่งไปโอบนางเข้ามาไว้ในอ้อมแขนของตัวเอง ความปวดใจเขียนติดอยู่บนใบหน้าหมดแล้ว
คนทั้งหลายได้พิจารณาใหม่อีกครั้ง ไหนเลยจะไม่เข้าใจ จึงพากันก้าวมาข้างหน้าแล้วเริ่มด่าทอประณาม
“พวกเ้าดูสิ ช่างน่าเ็ปใจเสียเหลือเกิน”
“จริงด้วยๆ พวกเ้าเป็พ่อแม่ประสาอะไร เพื่อลูกชายแล้วถึงกับขายลูกสาววัยเยาว์ของตัวเองได้?”
“ขายให้คนอื่นไปแล้ว ยังหน้าด้านมาขอทวงคืนถึงบ้านคนอื่นอีก ช่างกำเริบเสิบสานเสียจริงๆ”
……
ผู้คนยิ่งพูดก็ยิ่งรุนแรง จนกระทั่งทนไม่ไหวพากันยกมือขึ้นมา
สิ่งที่ถงเชียนกล่าวมานั้นเป็ความจริงทุกประการ ทำเอาบิดามารดาของนางหาคำพูดมาโต้แย้งไม่ได้อยู่พักใหญ่ รีบหนีไปด้วยความเศร้าหมอง
เมื่อเห็นพวกเขาจากไปไกลแล้ว ถงเชียนจึงคลายความตึงเครียดทั้งหมดลงอย่างแท้จริง แต่จู่ๆ ก็เริ่มกลับมาปวดหัวอีกครั้ง นางเนื้อตัวอ่อนยวบไร้สิ้นเรี่ยวแรง หน้ามืดตาลาย ล้มลงหมดสติไป ในห้วงแห่งความเลือนรางนั้นเอง คล้ายกับเห็นว่าใบหน้าของจี้ซิวผิงนั้นเคลื่อนเข้ามาใกล้แล้วคว้าตนเองไว้ได้ทัน
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด ระหว่างที่ถงเชียนสลบไสลอยู่นั้น จู่ๆ หูก็ได้ยินเสียงเครื่องยนต์บางอย่างดังขึ้น
“เปิดการใช้งานคัมภีร์ครอบจักรวาล ภารกิจตอกหน้าพ่อแม่ประหลาดสำเร็จไปหนึ่งขั้น ได้รับค่าทางสังคม 10 แต้ม สามารถอ่านคัมภีร์สามหน้าแรกได้ตามที่้า”
คัมภีร์ครอบจักรวาล? มันคืออะไร?
ทันใดนั้นเอง ก็มีตำราโบราณล้ำค่าเล่มหนาปรากฏขึ้น ดูเลอค่ายิ่งนัก
ราวกับเมื่อครู่ได้ยินว่า...นางสามารถเปิดดูสามหน้าแรกได้?
ถงเชียนยื่นมือไปเปิดมันออก ขณะนั้นเองก็มีแสงสว่างเปล่งประกายเจิดจ้า ก่อนที่จะจางหายไปในทันที
ถึงแม้ว่าจะไม่ใหญ่นัก แต่มันก็สามารถเลื่อนปัดได้เหมือนโทรศัพท์มือถือ
หลังจากที่ได้อ่านทั้งสามหน้าอย่างละเอียดแล้ว ถงเชียนจึงพบว่าสิ่งที่เขียนอยู่ข้างในนั้นล้วนเป็เื่ราวทั้งสิ้น ทำนองเดียวกับพวกนวนิยายยุคปัจจุบัน แต่เมื่ออ่านดูคราวๆ ค่อนข้างครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็เื่ การทหาร การเมือง สิ่งประหลาดมหัศจรรย์และความรักล้วนมีบันทึกไว้ทั้งหมด ราวกับเคยเกิดขึ้นมาแล้วอย่างไรอย่างนั้น
ถงเชียนกำลังเคลิบเคลิ้มหลงใหล ทันใดนั้นเอง ก็รู้สึกตัวสะดุ้งตื่นขึ้น
สิ่งที่ปรากฏสู่สายตาก็คือใบหน้าหล่อเหลาไม่ธรรมดาสามัญของจี้ซิวผิง เขาไม่พูดอะไรเลยสักนิด แต่กลับใช้สายตาหยั่งเชิงนาง
ควรเอ่ยปากอย่างไรดี? จี้ซิวผิงคิดในใจ หลังจากที่ถงเชียนฟื้นขึ้นมาในคราวก่อน เหตุใดเขาจึงรู้สึกว่านางไม่เหมือนกับในอดีตเลยเล่า เขาเองก็บอกไม่ได้ว่าเพราะอะไรถึงมีความรู้สึกเช่นนี้ ก็แค่...มีลางสังหรณ์แปลกๆ
ถงเชียนเห็นท่าทางไม่สบอารมณ์อย่างน่ารักของเขา ก็อดหัวเราะขึ้นมาไม่ได้
เมื่อมองกิริยาท่าทางที่ปราดเปรื่อง หล่อเหลาไม่เป็สองรองใครของพี่ชาย จู่ๆ นางก็นึกถึงถงเชียนคนก่อนที่จงใจก่อเื่ไร้สาระ จนทำให้จี้ซิวผิงสอบตำแหน่งขุนนางไม่ผ่าน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเื่แต่งงานซึ่งทำให้สิ้นเปลืองทรัพย์สมบัติเดิม “น่าเสียดายจริงๆ ไม่รู้ว่านางคิดอย่างไร?”
“อะไร...คิดอย่างไรรึ?” พอได้ยินคำพูดของถงเชียน จี้ซิวผิงก็ถามอย่างร้อนตัว
“เอ๊ะ?” เห็นได้ชัดว่าถงเชียนชะงักไปสักพัก จึงค่อยๆ ได้สติกลับมา นี่นางเผลอพูดความรู้สึกในใจออกมาเสียได้
“ฮ่าๆ เอ่อ ข้าหมายถึง...” หางตาเหลือบเห็นจี้ซิวผิงมีท่าทางประหม่า ถงเชียนยิ้มมุมปากทันที ขยับเข้าไปใกล้อย่างรวดเร็ว ถือโอกาสจ่อปลายจมูกใกล้กับปลายจมูกจี้ซิวผิง “เื่ที่เกิดขึ้นนี้ ท่านคงจะไม่ได้ ไม่้าข้าแล้วหรอกนะ พี่ซิวผิง”
พี่ซิวผิง
คำเรียกขานที่แฝงด้วยความนุ่มนวลและอ่อนโยน ไหนจะกลิ่นหอมจางๆ จากร่างของหญิงสาวที่มาปะทะใบหน้า จี้ซิวผิงรีบถอยห่างออกไปไกล ใบหูแดงก่ำไปหมดแล้ว
“พี่ซิวผิง” ถงเชียนไม่มีทางปล่อยเขาไปแน่นอน “ท่านยังไม่ตอบข้าเลย”
“้าสิ ข้าย่อม้าอยู่แล้ว” เมื่อสิ้นเสียง จี้ซิวผิงก็รู้สึกว่าคำพูดของเขาฟังดู ‘สองแง่สองง่าม’ อยู่เล็กน้อย จึงรีบพูดเสริมอย่างกระอึกกระอักว่า “ข้าหมายถึง ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็มิอาจทิ้งเ้าได้ ใช่ ความหมายนี้แหละ”
ถงเชียนเห็นเขาหูแดงจนใกล้จะเืออกแล้ว ก็อดส่งเสียงหัวเราะออกมาไม่ได้
จี้ซิวผิงเห็นอย่างนี้ ยิ่งรู้สึกอายมากขึ้น หันไปเกาหัวยิกๆ อย่างเอียงอาย
แต่แล้วรอยยิ้มในดวงตาถงเชียนก็หยุดชะงักไป
แขนเสื้อของจี้ซิวผิงขาดชำรุดเสียจนไม่เป็ชิ้นดี ทว่าเขายังคงสวมมันอยู่ พอย้อนกลับมาดูตัวเอง ที่เสื้อผ้าอยู่ครบสมบูรณ์ แม้แต่รอยเย็บปะสักนิดก็ไม่มี
ราวกับมีสิ่งมากระทบหัวใจ ถงเชียนมองจี้ซิวผิงตรงๆ แล้วตัดสินใจ
ในเมื่อตอนนี้ข้าข้ามภพมาแล้ว ข้าก็จะไม่ยอมให้ท่านต้องลำบากเช่นนี้อีก!
“พี่ซิวผิง” ถงเชียนลงจากเตียง แล้วเดินมาตรงหน้าเขา “พวกเราเข้าเมืองกันเถอะ”
หากอยากมีชีวิตที่ดี คงต้องคิดวิธีหาเงินเสียก่อน ที่นี้เป็หมู่บ้าน มีโอกาสน้อยมาก ถ้าเป็ในเมืองน่าจะมีโอกาสมากกว่า
จี้ซิวผิงยังไม่ได้สติกลับมาจากอาการเขินอายเมื่อสักครู่ จึงหลบเลี่ยงสายตาของถงเชียน
“พี่ซิวผิง ได้หรือไม่?”
เสียงนี้ทำให้จี้ซิวผิงกลับมาสู่โลกปัจจุบัน แล้วหวนกลับมานึกถึงคำที่นางเพิ่งพูด แม้เขาจะรู้ดีว่าอาจเป็เพียงการกระทำที่ไร้สาระของนาง แต่เมื่อเผชิญหน้ากับดวงตาที่ใสกระจ่างคู่นั้นของนาง เขาก็ยังคงพูดคำปฏิเสธออกมาไม่ได้ เพียงพยักหน้ารับปากอย่างทึ่มทื่อ
ถงเชียนรู้ดีว่าที่เขาลังเลเมื่อสักครู่นั้นเป็เพราะอะไร ในความทรงจำเดิม ถงเชียนคนก่อนเป็ผีดูดเืโดยแท้ รู้ทั้งรู้ว่าครอบครัวฐานะไม่ดี แต่นางก็ยังอยากจะได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ หากไม่ได้ก็พาลเอะอะโวยวาย จี้ซิวผิงจึงทำได้เพียงพยายามอย่างถึงที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ เว้นเสียแต่ว่าเขาจะจนปัญญาจริงๆ
“อย่างนั้นเ้ารอตรงนี่” จี้ซิวผิงเอ่ย “ข้าจะไปยืมรถวัวจากป้าหลิน”
“อือ ได้เ้าค่ะ” ถงเชียนยิ้มหวานให้เขา รอยยิ้มนี่ทำเอาจี้ซิวผิงเกือบจะสะดุดขอบประตูล้ม
หัวใจของจี้ซิวผิงค่อยสงบลงในตอนที่ไปขอยืมรถวัวจากป้าหลิน
“ซิวผิง เ้าจะยืมรถวัวไปทำอันใดรึ?” ป้าหลินยิ้มพรางเอ่ยถาม
“อ้อ” จี้ซิวผิงตอบ “เชียนเอ๋อร์อยากเข้าเมืองน่ะขอรับ ข้าเลยจะไปเป็เพื่อนนาง”
สีหน้าป้าหลินครึ้มลงทันที แม้ต่อหน้าจะไม่ได้เอ่ยสิ่งใด แต่หลังจากจี้ซิวผิงไปนั้น นางถึงได้บ่นออกมา “เพื่อนังเด็กถงเชียนนั้นอีกแล้ว ไม่รู้ว่านางกรอกอะไรให้ซิวผิง เด็กใสซื่อคนนี้ถึงได้หลงนางหัวปักหัวปำ จนยอมเปลืองเงินเอาอกเอาใจ!”
.
.
.
[1] ดีดลูกคิดสมปรารถนา หมายถึง การคิดคำนวณทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองได้รับผลประโยชน์มากที่สุด