หลังจากที่ผู้เฒ่าเฉินเข้ามาเขาก็ตรงไปที่เด็กหนุ่มอายุสิบสี่ห้าปีผู้อยู่บนพื้นหลังจากเห็นอาการบาดเจ็บเขาก็ส่ายหัว “เลือดไหลไม่หยุดคนแก่อย่างข้าก็ไม่อาจทำอะไรได้” แม้ว่าครั้งหนึ่งเขาจะเคยเป็นหมอที่สถาบันแพทย์หลวงเขาก็ไม่เคยเห็นสิ่งนี้มาก่อนหากสามารถหยุดเลือดได้ บาดแผลของเขาก็สามารถรักษาได้ ตอนนี้เขาทำได้แค่ถอนหายใจ
ชายร่างสูงคุกเข่าลงไปพร้อมหันไปที่ผู้เฒ่าเฉิน“ท่านผู้เฒ่าเฉินได้โปรด ท่านต้องช่วยนายน้อยของข้าให้รอด”หากมีอะไรเกิดขึ้นกับนายน้อย เขาก็คงไม่อาจมีชีวิตอยู่อีกต่อไป
“ไม่ใช่ว่าข้าไม่ช่วยจำต้องห้ามเลือดไว้ให้ได้ ไม่อย่างนั้นก็จะช่วยไว้ไม่ได้”
“ท่านผู้เฒ่าเฉินท่านห้ามเลือดให้นายน้อยของข้าไม่ได้หรือ”
ผู้เฒ่าเฉินถอนหายใจ“หากข้ามีวิธีช่วยข้าคงจะทำไปเสียตั้งนานแล้วเจ้าพานายน้อยของเจ้ากลับไปเตรียมงานศพเสียเถิด” เด็กหนุ่มเช่นนี้เขาทนมองไม่ได้เลย แต่ว่าเขาทำอะไรไม่ได้เสียแล้ว
เฉียวซีมุงดูอยู่ครู่หนึ่งเดิมทีนางคิดว่าผู้เฒ่าเฉินจะรักษาเขาได้ แต่นางไม่คาดคิดว่าอดีตย่วนพ่าน[1]แห่งสถาบันแพทย์หลวงที่เขาเล่าลือกันผู้นี้จะช่วยเขาไม่ได้เห็นหนุ่มผู้นั้นหากเป็นยุคปัจจุบันก็ยังคงเป็นแค่เด็ก
หากเป็นนางเมื่อก่อน บางทีอาจจะเมินเฉยไม่สนใจ แต่นางในตอนนี้ยากจนมาก ไม่มีเงินออมเลยแม้แต่น้อยดังนั้นนางจึงต้องระมัดระวังในการใช้จ่ายเงินให้มาก
เมื่อพิจารณาจากเสื้อผ้าของเด็กผู้ชายคนนั้นดูท่าจะร่ำรวยหรือสูงศักดิ์พอสมควรหากนางช่วยเขา เงินก็จะไม่ไหลเข้ามาหรอกหรือ
เฮ้อ วันที่ไม่มีเงินต้องทำงานไปทีละขั้นตอนนี้ขอเพียงหาเงินได้ จะยากดีมีจนเช่นไรนางก็ช่วยในสายตาของเธอคนเหล่านั้นไม่ใช่ผู้บาดเจ็บ แต่เป็นเงิน
“ให้ข้าลองดูเถิด” เมื่อทุกคนหมดหวังเสียงใสๆ ดังน้ำพุก็ดังขึ้น เมื่อทุกคนได้ยินเสียงพวกเขาก็หันหน้าไปมองตามเสียงและเห็นเด็กหญิงตัวเล็กๆ แบกตะกร้า สวมเสื้อป่านยืนอยู่ตรงนั้น
ผู้เฒ่าเฉินมองเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆแล้วคิ้วของเขาก็ขมวดโดยไม่รู้ตัว เขากล่าวอย่างจริงจัง “แม่หนูน้อยนี่เป็นเรื่องความเป็นความตาย เจ้าอย่ามายุ่งวุ่นวายจะดีกว่า”
คำพูดของผู้เฒ่าเฉินเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาเฉียวซีมองตรงไปที่เขาด้วยสายตาที่มีจิตวิญญาณ“เมื่อครู่ท่านกล่าวว่าในตอนนี้แม้แต่ท่านก็ทำอะไรไม่ได้แล้วถึงกระทั่งบอกให้เขากลับไปเตรียมงานศพ ยามนี้หากมีวิธีเหตุใดจึงไม่ลองทำดูอย่างน้อยก็จำต้องรักษาม้าตายอย่างม้าเป็น[2]แต่ที่แย่ที่สุดก็คือสิ่งที่ท่านเพิ่งพูดไปเมื่อครู่”
ผู้เฒ่าเฉินใช้ชีวิตมาเกินครึ่งชีวิตไม่เคยพบเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่มีลักษณะเช่นนี้มาก่อน มองไปที่เด็กหญิงตัวเล็กๆด้วยความตกตะลึง อายุยังน้อยแต่กลับไม่มีความตื่นตระหนกเมื่ออยู่ในสถานการณ์วุ่นวายเช่นนี้ ช่างกล้าหาญยิ่งนัก“เรื่องนี้เจ้าจงถามท่านนั้นเถิด”เขาเป็นเพียงผู้ที่ถูกเชิญมาให้รักษาอาการบาดเจ็บ ไม่ใช่ผู้ที่จะตัดสินใจ
“ท่านอาผู้นี้อย่างไรเสียนายน้อยของท่านก็เป็นเช่นนี้แล้ว ท่านอยากจะลองยาของข้าดูไหมอย่างน้อยก็ยังมีโอกาสมิใช่หรือ” เฉียวซียิ้มให้ชายร่างสูง
ชายร่างสูงตอบตกลงโดยไม่ลังเลอย่างที่แม่หนูผู้นี้กล่าว หากไม่ลองดูก็ไม่มีโอกาสเลยสักนิด หากลองดูอาจจะสามารถช่วยนายน้อยเอาไว้ได้และเขาจะได้ไม่ต้องชดใช้ด้วยชีวิต “เจ้าลองดูเถิด”
เฉียวซีเดินเข้าไปหาเด็กชาย นั่งยองๆและตรวจดูบาดแผลก่อนจะทำการรักษา นำผงยาห้ามเลือดในตะกร้าออกมาและค่อยๆโรยผงยาห้ามเลือดลงที่บาดแผล เพียงครู่เดียว เลือดสดๆ ที่ไหลรินออกมานั้นก็จับตัวแข็งอย่างรวดเร็วจนน่าอัศจรรย์และไม่ไหลออกมาอีก ฉากนี้ทำให้ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นตกใจเป็นอย่างยิ่ง
ผู้เฒ่าเฉินเห็นดังนั้นจึงรู้สึกตกใจไม่น้อยสายตาที่ใช้มองเด็กสาวเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดจากนั้นจึงขอให้ทุกคนช่วยพาชายหนุ่มผู้นี้ไปยังสถานพยาบาลเพื่อรับการรักษา
เฉียวซียังติดตามเหล่าแพทย์ทั้งหมดไปที่เหรินจี้ถังที่นั่นสามตัวอักษรนี้สามารถเห็นได้ชัดเจนเป็นพิเศษ
หลังจากนั้นประมาณครึ่งชั่วยามผู้เฒ่าเฉินและแพทย์คนอื่นๆก็เดินออกมาจากห้องโถงด้านใน และพวกเขาก็เห็นเด็กหญิงตัวเล็กๆ รออยู่ใกล้โถยา
ชายร่างสูงรีบก้าวเข้าไปข้างหน้าและถามขึ้น“ท่านผู้เฒ่าเฉิน นายน้อยของข้าเป็นอย่างไรบ้าง”
“ไม่ได้ร้ายแรงอะไรแล้ว รักษาดีๆสักระยะก็หายแล้ว”
หลังจากฟังผู้เฒ่าเฉินแล้วหัวใจที่แขวนอยู่สูงของชายร่างใหญ่ก็ตกลงกลับไปที่ท้องของเขาเขายังหันไปที่เฉียวซีแล้วประสานมือคำนับ “ขอบคุณแม่นางมากที่ยื่นมือเข้ามาช่วย”
เฉียวซีมองไปที่ชายร่างใหญ่และพูดอย่างตรงไปตรงมา“ข้าไม่ได้ช่วยเขาด้วยจิตใจที่ดีอะไร ข้ามาที่เมืองเพื่อขายสมุนไพรและข้าก็บังเอิญเจอเข้าพอดีเพียงเท่านั้น”
ชายร่างสูงอึ้งไปเล็กน้อยความเฉลียวฉลาดที่แสดงออกมาจากดวงตาของเขาไม่อาจรอดพ้นสายตาของเฉียวซีได้นางเอ่ยอย่างมีชั้นเชิงเชื่อว่าเขาจะสามารถเข้าใจความหมายที่อยู่นอกเหนือจากคำพูดเหล่านั้นได้
เมื่อได้ยินสิ่งที่เฉียวซีพูดชายร่างสูงก็ยกยิ้มบนใบหน้าของเขาทันทีที่แท้ก็เพื่อทรัพย์สินเงินทอง เช่นนี้ก็จัดการง่ายแล้วขอเพียงไม่มีลับลมคมในเป็นพอ “แม่นาง โปรดรับสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยเถิด”หลังจากพูดจบ เขาก็หยิบแผ่นเงินห้าแผ่นออกมาจากแขนเสื้อแล้วยื่นให้เฉียวซี
เฉียวซีรับแผ่นเงินเหล่านั้นมาโดยไม่ลังเลทั้งยังไม่นับและไม่หันไปมอง ทำเพียงรับมันมาเท่านั้น “ขอบคุณท่านอามากสิ่งนี้ข้ามอบให้ท่าน” นางยื่นถุงกระดาษใบเล็กให้ชายร่างใหญ่ในเมื่อเขาให้มามากมายถึงเพียงนั้น นี่จึงถือเป็นของขวัญขอบคุณ
“แม่นาง นี่คือ...” ชายร่างสูงสงสัย
“ผงยาห้ามเลือดเป็นสิ่งที่ใช้กับนายน้อยของท่านเมื่อครู่”
“ขอบคุณแม่นางมาก ขอบคุณจริงๆ”นี่เป็นของดีจริงๆ เขาไม่ขอรับไว้ไม่ได้แล้ว
จนกระทั่งพวกเขาสนทนากันเสร็จผู้เฒ่าเฉินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม แต่ใครๆ ก็รู้ว่าบรรดาคนของสถานพยาบาลใหญ่ๆมักจะเร็วกว่าเขาก้าวหนึ่งเสมอ
“แม่นางข้าเป็นหมอของโรงยาต๋าซิ่ง”
“แม่นาง ข้าคือ...”
ใบหน้ายิ้มแย้มดั่งดอกเบญจมาศโน้มเข้ามาหน้าเฉียวซีและเอาแต่แนะนำตัวกันจ้าละหวั่น เฉียวซีฟังจนรู้สึกหูตาลายไปหมดในหูของนางมีเสียววิ้งๆ ดังขึ้นแล้ว และนางจำไม่ได้เลยว่าใครเป็นใคร
“เสียงดังอะไรกัน ยาสมุนไพรของแม่หนูผู้นี้ข้าเหมาหมดแล้ว”ผู้เฒ่าเฉินพุ่งเข้ามาจนเคราแทบปลิว กล้าขุดขุมทรัพย์ในโรงยาของเขาหรือ
คำพูดของผู้เฒ่าเฉินทำให้หมอผู้ที่กำลังโหวกเหวกโวยวายอยู่นั้นหุบปากไปพวกเขาเป็นเพียงผู้ที่เปิดโรงยาในหัวเมืองเล็กและหัวเมืองใหญ่ แต่นั่นเทียบกับผู้เฒ่าเฉินท่านนี้ไม่ได้แม้แต่น้อยเวลานี้เขายังมีลูกชายที่ทำงานอยู่ในเมืองหลวงแต่อยู่ที่ไหนของเมืองหลวงกันแน่นั้นพวกเขาไม่อาจรู้ได้ แต่พูดง่ายๆคืออย่าทำให้เขาไม่พอใจก็พอ
ผู้เฒ่าเฉินส่งสายตาแล้วบรรดาลูกศิษย์ในเหรินจี้ถังก็พาผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปอย่างรวดเร็ว
ในที่สุดก็สบายหูลงในเวลาเพียงชั่วครู่แล้วผู้เฒ่าเฉินจึงพินิจพิเคราะห์เฉียวซีด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแต่นั่นกลับไม่ได้ส่งผลอะไรต่อเฉียวซีเลยแม้แต่น้อยดวงตาของนางก็ยังคงสดใสเช่นเดิม
“มาๆ แม่นาง นำยาของเจ้ามาให้ข้าดูซิ”ในความเป็นจริงเขาต้องการถามนางว่ายังมีผงยาห้ามเลือดอยู่หรือไม่แต่กังวลว่าจะล่วงเกินนางเกินไป จึงทำได้เพียงเปลี่ยนหัวข้อสนทนาเท่านั้น
“เจ้าค่ะ”เฉียวซีมีหรือจะเดาความคิดของชายชราไม่ออกจะไม่สนใจผงยาห้ามเลือดในมือของนางได้อย่างไร
วางตะกร้าหลังลงบนพื้นสมุนไพรที่อยู่ข้างในถูกเปิดเผยออกมาให้เห็นชัดเจนอย่างไม่ต้องรู้สึกสงสัยอีกต่อไปซึ่งสมุนไพรเหล่านี้ล้วนถูกนางจัดการเรียบร้อยแล้ว
“แม่หนู ยาเหล่านี้ข้าให้เจ้า 5 ตำลึงเงินส่วนผงยาห้ามเลือดของเจ้ายังมีอยู่หรือไม่ เรื่องราคาเรามาตกลงกันได้”
“มีเจ้าค่ะแต่อยู่ข้างใต้สมุนไพรเหล่านี้” เฉียวซีไม่ได้เขินอายหลังจากที่นางหยิบบรรดาสมุนไพรที่อยู่ด้านบนออกแล้วจึงเผยให้เห็นห่อกระดาษและขวดจำนวนหนึ่งด้านล่างและนางจึงแนะนำยาเหล่านั้นให้กับผู้เฒ่าเฉินทีละชนิดๆ“ห่อเหล่านี้คือผงยาห้ามเลือด สรรพคุณนั้นท่านได้เห็นไปแล้วส่วนห่อเหล่านี้คือผงยาลดไข้ ห่อเหล่านี้คือยาแก้ปวดหัว ขวดยาเหล่านี้คือยาแก้ไอออกฤทธิ์ในครึ่งชั่วยาม ประสิทธิผลดีมากทีเดียวหากท่านไม่เชื่อท่านสามารถให้ใครสักคนลองยาได้”
เมื่อผู้เฒ่าเฉินได้ยินเช่นนี้เขารู้สึกเล็กน้อยว่าหญิงสาวผู้นี้คุยโวโอ้อวดเกินไปหรือไม่เหตุใดยาจึงจะออกฤทธิ์ในระยะเวลาอันสั้นถึงเพียงนั้นได้
เฉียวซีเห็นว่าผู้เฒ่าเฉินดูจะไม่เชื่อสักเท่าไรแต่นางก็ไม่ได้ร้อนรน คำพูดหลังจากมีการพิสูจน์แล้วจึงจะมีอำนาจ “ท่านผู้เฒ่าเฉินหากไม่ทดลองยาจะรู้ฤทธิ์ของมันได้อย่างไร”
ผู้เฒ่าเฉินขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าเฉียวซีแน่ใจถึงเพียงนี้ ในใจของเขาก็คิดที่จะลองแต่เขาก็ยังไม่เชื่อว่าจะมีฤทธิ์ผลวิเศษเพียงนั้นได้อย่างไร
“ที่นี่มีคนไข้มากมายมิใช่หรือจะให้พวกเขาใช้ลองดูก็ไม่น่ามีปัญหา พิสูจน์ดูสักนิดไม่น่าเป็นอะไรกระมัง”
เฉียวซีพูดเช่นนั้นผู้เฒ่าเฉินก็อายเกินกว่าจะถอยหนี เขาจึงขยิบตาให้บรรดาลูกศิษย์
ในไม่ช้าลูกศิษย์ก็เลือกผู้ป่วยคนหนึ่งจากบรรดาผู้ป่วยที่มีไข้สูงเป็นเวลาหลายวันมาถ้าเขายังตัวร้อนต่อไปเช่นนี้หัวของเขาคงจะถูกเผาไหม้เป็นแน่
เฉียวซีขอให้ศิษย์ผู้นั้นรินน้ำอุ่นมาให้หนึ่งถ้วยโรยผงยาลงไปในถ้วยเล็กน้อย แล้วใช้ตะเกียบคนเบาๆ และผงยาก็ละลายน้ำอย่างรวดเร็วยกถ้วยยาขึ้นเพื่อบอกให้ชายผู้นั้นดื่มยาลงไป
หลังจากรอครึ่งชั่วยามผู้ป่วยที่มีไข้สูงคนนั้นก็ค่อยๆ ดีขึ้น ใบหน้าของเขาไม่แสดงอาการของการมีไข้สูงแต่อย่างใดและดูมีชีวิตชีวาขึ้นมามาก
เมื่อเห็นว่าแนวโน้มของอาการดีขึ้นผู้เฒ่าเฉินก็พูดไม่ออก เขาแทบจะเคารพบูชาเฉียวซีดุจเทพเจ้าแม่หนูผู้นี้เพิ่งจะมีอายุได้ไม่เท่าไรคิดไม่ถึงเลยว่าจะมีความรู้เกี่ยวกับศาสตร์ด้านยามากมายถึงเพียงนี้ ยาเหล่านี้น่าอัศจรรย์จริงๆแล้วเขาจึงพานางไปยังห้องด้านหลังเพื่อปรึกษาหารือในทันที
“แม่หนูยาของเจ้าเหล่านี้มีตำราการใช้หรือไม่”
เฉียวซีรู้ว่าเขาหมายความว่าอย่างไรแต่นางก็ไม่ได้เซ่อซ่าจะไปขายตำราการใช้ได้อย่างไรและนางก็ไม่ได้อยากให้คนรู้ว่านางมีความสามารถทางการแพทย์ “ท่านผู้เฒ่าเฉินขออภัยเป็นอย่างยิ่ง ยาเหล่านี้ข้าไม่ได้ทำเอง มีท่านอาจารย์เป็นคนทำเขาไม่ชอบออกหน้าออกตา จึงให้ข้าเป็นผู้นำมาขาย”เฉียวซีกระพริบตาและมองไปที่ผู้เฒ่าเฉินด้วยท่าทางที่บอกว่าไม่ใช่ข้า
แท้ที่จริงแล้วไม่ใช่นางทำแต่อาจารย์ของนางเป็นผู้ทำท่านอาจารย์ของนางผู้นั้นจะต้องเป็นปรมาจารย์มากฝีมือผู้ละทางโลกแน่ๆท่านเหล่านั้นมักจะมีนิสัยพิเศษไม่เหมือนคนปกติ ไม่แปลกเลยการที่ให้แม่หนูผู้นี้เป็นผู้นำยาออกมาขายก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ช่างเถอะๆไม่จำเป็นต้องนึกถึงตำราการใช้แล้ว ซื้อยาได้ก็พอแล้ว “แม่หนู เจ้าให้ราคามาเถิด”
เฉียวซีส่ายหน้า “ท่านเป็นผู้ให้ราคาจะดีกว่า”
ผู้เฒ่าเฉินไม่คิดอะไรให้มากเกินไปแล้วเขาพูดออกมาตรงๆ “ยาของเจ้ามีฤทธิ์ที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง ราคาของมันต้องไม่ใช่น้อยๆเป็นแน่ เช่นนั้น ผงยาห้ามเลือดข้าให้ห่อละ 3 ตำลึงเงิน ผงยาลดไข้ข้าให้ห่อละ 2 ตำลึงเงินผงยาแก้ปวดหัวข้าให้ห่อละ 1 ตำลึงเงินส่วนน้ำยาแก้ไอเหล่านั้น ข้าให้เจ้าขวดละ 5 ตำลึงเช่นนี้เจ้าคิดเช่นไร”
สำหรับเฉียวซีผู้ขาดแคลนเงินในตอนนี้ราคานี้ถือว่าสูงอยู่แล้ว อย่างไรเสียเดิมก็จะใช้เพื่อช่วยชีวิตคนถ้าราคาสูงเกินไปคนยากจนจะไม่สามารถจ่ายได้อย่างแน่นอนเช่นนั้นยานี้จะใช้รักษาคนได้อย่างไร ในเมืองเล็กสามารถขายได้ราคาเช่นนี้ผู้เฒ่าเฉินผู้นี้ใจดีไม่น้อยทีเดียว
“ถือตามที่ท่านผู้เฒ่าเฉินกล่าวได้เลยเจ้าค่ะ”เฉียวซีตอบพร้อมรอยยิ้ม
บรรดาลูกศิษย์ตรวจนับยาอย่างรวดเร็วเถ้าแก่ของโรงยานำใบรายการมามอบให้ผู้เฒ่าเฉินตรวจสอบ ผู้เฒ่าเฉินโบกมือให้เขา“มอบเงินให้ไปเลยเสีย แม่หนูผู้นี้ไว้ใจได้”
[1]ย่วนพ่าน (院判)คือตำแหน่งข้าราชการระดับสูงในสถาบันแพทย์หลวง
[2]รักษาม้าตายอย่างม้าเป็นหมายถึงรักษาต่อไปให้ถึงที่สุดแม้จะคิดว่าไร้หนทางแล้วก็ตาม