มื้อนี้สิ้นสุดลงก่อนจะดื่มจนเมามาย กับเ้าภาพที่เลี้ยงมื้อนี้ทำให้คนกลุ่มนี้ยังไม่ขาดกาลเทศะถึงขั้นเรียกร้องดื่มเต็มที่ เมื่อดื่มพอกรึ่มๆ ก็พากันขอตัวกลับอย่างมีความสุข
“เสี่ยวเว่ยเอ๊ย เื่นี้…อาก็ยังรู้สึกไม่สบายใจอยู่ดี…เธออย่าคิดมากเลยนะ…” หลิวเหว่ยหมินดื่มจนหนักหัวไปหมด เอาแต่ฉุดแขนเว่ยตงพูดเจื้อยแจ้วไม่หยุด
“เกรงใจกันเกินไปแล้ว เป็เื่ที่ผมควรทำอยู่แล้วครับ” เว่ยตงดึงแขนตัวเองออกอย่างแเี ก่อนจะเป็ฝ่ายจับแขนหลิวเหว่ยหมินเอาไว้ ประคองพาเขาเดินไปยังรถที่จอดเทียบรออยู่ครู่หนึ่งแล้ว
“…หลังจากนี้ถ้ามีเื่อะไรก็บอกอา ถ้าทำได้…อาจะไม่ปฏิเสธเด็ดขาด”
“ครับ” เปิดประตูจับอีกคนยัดเข้าไป และปิดประตูรถตามอย่างไม่รอช้า
พอส่งคนกลับไปได้ เว่ยตงก็ยืนจุดบุหรี่อยู่ริมถนน สูบบุหรี่ไปปล่อยให้ลมปะทะหน้าให้หายสร่างเมาไปด้วย ความอับชื้นและอากาศที่ร้อนอบอ้าวทำให้เขาต้องขมวดคิ้ว
สภาพอากาศทางใต้อับชื้นไม่แห้งแล้งอย่างทางเหนือ ฤดูร้อนร้อนมากเป็ทุนเดิม เหงื่อออกนิดหน่อยก็รู้สึกเหนียวไปทั้งตัว รู้สึกแย่เกินจะรับไหว
เพิ่งสูบบุหรี่ไปได้สองที มือถือในกระเป๋ากางเกงก็แผดเสียงดัง เขาสอดมือล้วงออกมากดรับโดยไม่ดูชื่อผู้โทรเข้า “ฮัลโหล”
“เ้าน้องชาย นายอยู่ไหน”
……
เว่ยตงทิ้งก้นบุหรี่ในมือ ก่อนจะขับรถกลับโรงแรมเล็กๆ ที่มีไว้พักพิงชั่วคราว
“ทำไมมานอนที่นี่ได้ล่ะ” หญิงสาวสวมชุดสั่งตัดจากแบรนด์ไฮเอนด์อย่างชาแนลสุดประณีต ใบหน้าแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางอ่อนๆ ขับให้บุคลิกดูนุ่มนวลอ่อนโยน มีรอยย่นจางๆ ตรงบริเวณหางตาที่เป็หลักฐานเพียงพอจะพิสูจน์ได้ว่านี่เป็ผู้หญิงที่ยิ้มเก่งคนหนึ่ง
“สะดวกดี” เว่ยตงลุกเดินไปยืนริมหน้าต่าง ควักบุหรี่จากกระเป๋ามาจุดไฟ พลางยืนสูบอยู่ลำพังอย่างไม่คิดจะสนใจว่าในห้องยังมีอีกหนึ่งชีวิต
เอ่ยตอบคำถามจากคนด้านหลังโดยไม่หันกลับไปมอง
“ฉันก็ลืมไปซะได้ว่านายมันไม่เคยเลือก” หญิงสาวหัวเราะวางกระเป๋าในมือลง พร้อมหย่อนสะโพกนั่งบนเก้าอี้ที่ดูไม่ค่อยสะอาดนักอย่างไม่ถือสา “ยายสี่ตัดสินใจจะเปิดโรงงานที่นี่ และให้นายช่วยเป็ผู้คุม มีความเห็นอะไรไหม ถ้ามีนายก็ไปหาเธอเอง ถ้าไม่มีฉันจะได้กลับไปให้คำตอบเธอ”
เว่ยตงหันกลับมาอย่างเนิบช้า “เปิดโรงงานเหรอ เกี่ยวอะไรกับผมล่ะ”
เว่ยชิงฉู่นวดขมับ “น้องชาย นายอายุไม่น้อยแล้วนะ คราวหลังก่อนจะพ่นคำหน้าไม่อายแบบนี้ ก็ช่วยนับนิ้วดูก่อนว่าปีนี้นายอายุเท่าไรแล้ว”
เว่ยตงแค่นยิ้มเย็น “ผมยังไม่แก่ ไม่ป่วยเป็โรคอัลไซเมอร์”
“ก็แค่โตกว่าเดิมนิดหน่อย” เว่ยชิงฉู่อยากจะตอบกลับเหลือเกินว่าหมอนี่ไม่ใช่แก่ แต่ยังไม่โตต่างหาก! มีแค่เด็กน้อยเท่านั้นที่จะพูดจาแบบนี้ได้
เว่ยตงยื่นนิ้วดีดขี้เถ้าปลายบุหรี่ “พี่รองล่ะ”
“ไหนว่าความจำยังดีอยู่ไง ยังจะให้ฉันเตือนนายอีกเหรอว่าเขาตัดความสัมพันธ์กับตระกูลเว่ยไปั้แ่ยี่สิบกว่าปีก่อนแล้ว” เว่ยชิงฉู่สะบัดมือ
“งั้นพรุ่งนี้ผมจะทำด้วย” แค่ประโยคเดียวก็ตัดความสัมพันธ์สลัดทุกอย่างนี้ให้หลุดพ้นจากตัวได้ ใครจะไม่ทำบ้างล่ะ ก็ต้องทำอยู่แล้วสิ
“นายคิดจะยั่วโมโหพ่อให้ลงไปนอนในหลุมศพที่เพิ่งเตรียมเสร็จอย่างนั้นเหรอ” เ้าเด็กเอาแต่ใจนี่! ตั้งกี่ปีแล้วก็ยังใช้ชีวิตน่าตบเหมือนเดิม!
เว่ยตงปริปาก “เขาควรพักผ่อนตั้งนานแล้ว ถ้าจะไปก็ไม่มีใครห้าม”
เว่ยชิงฉู่ยักไหล่ “งั้นนายก็ไปสิ ตามสบายเลย เขาพักฉันก็หลุดพ้นสักที”
พูดจบ เว่ยชิงฉู่ก็ลุกขึ้นยืน พร้อมทั้งคว้ากระเป๋าบนเตียง “ฉันเอาข่าวมาบอกนายแล้ว นายมีคำถามอะไรก็ไปหายายสี่เอง ต่อจากนี้ฉันมีวันหยุดสองเดือน ฉันจะกลับฝรั่งเศสกับพี่เขยของนายสักระยะ”
เว่ยตงกำลังจะหันกลับไป แต่หางตาชำเลืองเห็นร่างคุ้นเคยที่ยืนอยู่ริมทาง จึงเพิกเฉยต่อคำพูดของเว่ยชิงฉู่ไปโดยปริยาย
เว่ยชิงฉู่ก็ไม่ได้คาดหวังว่าเ้าน้องเล็กไม่รู้ความคนนี้จะหันกลับมาบอกลาพร้อมกำชับให้เธอเดินทางกลับอย่างปลอดภัยอะไรทำนองนั้น เห็นเขากำลังมองออกไปนอกหน้าต่างนิ่งเหมือนพวกถ้ำมอง ก็ไม่ได้สนใจอะไร
“ไปแล้วนะ” โบกมือลาและเดินออกจากห้องทันที
สายตาเว่ยตงจรดอยู่ใต้ตึกไม่ไกลอย่างมีเลศนัย
นายกเทศมนตรีหนุ่มมาโผล่อยู่ในที่อับคนกลางดึก ฉุดกระชากลากถูกับผู้หญิงสองคน…
นักข่าวการเมืองไม่ออกมาหาข่าวตอนกลางคืนบ้างเหรอ