สองวันต่อมาเป็นวันเกิดของเย่ฝูหรง แน่นอนว่ามีการจัดงานเลี้ยงแบบโต๊ะยาวหลายโต๊ะชาวบ้านพากันตกตะลึง และกล่าวว่าพวกเขาได้คบค้ากับคหบดีก่อนเริ่มงานมีรถม้าที่หรูหราสองสามคันมาเยือนทั้งยังมีสาวใช้และหมัวมัวตามมาเป็นขบวน ช่างเป็นงานเลี้ยงที่ยิ่งใหญ่อลังการเสียจริง
แน่นอนว่าในบรรดาแขกเหล่านั้นย่อมมีคนในสกุลหวังรวมอยู่ด้วยเดิมทีพวกเขาก็เป็นผู้ที่สนับสนุนเย่จื้อเหอให้ไปสอบขุนนางที่เมืองหลวงแม้ว่าในตอนนี้จะยังสอบไม่ผ่านแต่สกุลหวังก็ถือว่าเย่จื้อเหอเป็นว่าที่ลูกเขยไปแล้ว ด้วยเหตุนี้ ทุกเทศกาลสำคัญสกุลเย่จึงมักมีเงาของพวกเขาปรากฏให้เห็นเสมอ ครั้นเป็นวันเกิดของเย่ฝูหรงพวกเขาก็ย่อมต้องมาเข้าร่วมด้วยอย่างแน่นอน
บุตรสาวของสกุลหวังนามว่าหวังเจินเจินร่างอ้วนท้วน สวมเสื้อผ้าอาภรณ์ที่ทำจากผ้าไหมชั้นดีหรูหราและงดงามประดับด้วยเครื่องทองและเงินระยิบระยับ สร้อยคอไข่มุกที่คอและแหวนหยกมรกตที่นิ้ว ล้วนบ่งบอกถึงความมั่งคั่งของครอบครัวนาง
ความหรูหราอลังการที่ส่องประกายระยิบระยับนั้นทำให้ผู้คนตาพร่ากันถ้วนหน้านอกจากหวังเจินเจินแล้ว ยังมีรถม้าอีกคันหนึ่งที่หรูหราไม่แพ้กันนั่นก็คือเซี่ยซางจวี๋ซึ่งพักอาศัยอยู่ชั่วคราวที่บ้านสกุลเผยนั่นเอง
เซี่ยซางจวี๋ผู้นี้ได้รับการทะนุถนอมมาตั้งแต่เล็กบรรดาสาวใช้และหมัวมัวที่ติดตามมาส่วนใหญ่เป็นคนของนาง คอยบริการน้ำชา พัดลมเช็ดเหงื่อ และดูแลทุกสิ่งอย่างรอบคอบ
นางมิได้มาเพียงผู้เดียวด้วยลูกอ้อนสารพัด สุดท้ายเผยรุ่นจือก็ต้องตามมาด้วย
“พี่รุ่นจือ ท่านช่างดีกับข้าเหลือเกิน~” เซี่ยซางจวี๋ดูมีความสุขยิ่งนักที่ได้รู้จักสหายใหม่ และได้เห็นทิวทัศน์ที่ต่างจากในคฤหาสน์
เดิมทีสกุลเผยไม่เห็นด้วยที่นางจะมายังหมู่บ้านเถียนซินที่นี่เป็นเพียงชนบททุรกันดาร มีอันใดน่าเที่ยวชมกันเล่าทว่าเซี่ยซางจวี๋กลับเอาแต่ซบลงอ้อนทำให้หัวใจของผู้คนอ่อนยวบเมื่อเห็นใบหน้าราวตุ๊กตาหยกตัวน้อยน่ารักต้องเศร้าหมอง!
อีกทั้งเมื่อมีคนมากมายติดตามมาย่อมไม่เหมาะที่จะรั้งนางไว้ตลอดเวลาจึงอนุญาตให้นางออกมาเที่ยวเล่นได้สองสามครั้งเป็นการพิเศษ
ส่วนเผยรุ่นจือนั้นเป็นผู้ที่ต้องจำใจตามมาอีกฝ่ายเป็นแขกผู้มาเยือน บิดากับป้าของเขาก็ออกปากแล้วจึงต้องทำหน้าที่เจ้าบ้านและทำหน้าที่เป็นองครักษ์พิทักษ์บุปผางามในการเดินทางครั้งนี้
เมื่อเผยรุ่นจือได้มาแล้วเผยฉางสี่จะทนอยู่เฉยได้อย่างไร? ครั้งนี้ฮูหยินรองมิอาจหาข้ออ้างใดมาขัดขวางได้อีกเพราะหากไม่ให้มานางก็จะพังห้องเสีย!
เรื่องก็เป็นเช่นนี้ขบวนรถม้าจึงอลังการยิ่งนัก คนในสกุลเย่มีความสุขล้นปรี่จนไม่อาจหุบยิ้ม
การได้รู้จักผู้สูงศักดิ์ย่อมเป็นเรื่องดีมิใช่หรือ?ย่าเฒ่ายิ้มกว้างราวกับดอกเบญจมาศที่กำลังบานสะพรั่งช่างสดใสยิ่งนัก
ด้วยงานที่นายท่านหวังแนะนำเย่เจียอวี้และเย่เจียซุ่นจึงได้รับเงินเพิ่มขึ้นไม่น้อยประกอบกับของขวัญที่ได้รับมามากมาย ทำให้ฐานะทางบ้านไม่ได้ขัดสนอีกแล้วและมีเงินเหลือพอสำหรับจัดงานเลี้ยงฉลอง
งานเลี้ยงฉลองในครั้งนี้มิได้จัดขึ้นเพียงเพื่อฉลองวันคล้ายวันเกิดของเย่ฝูหรงเท่านั้นแต่ยังเป็นสัญญาณว่าสกุลของพวกเขามีบุตรสาวที่ดีเยี่ยม เย่ฝูหรงโตเป็นสาวแล้วย่อมต้องมีการหมั้นหมาย การเลือกคู่ครองควรทำตั้งแต่เนิ่นๆสิ่งสำคัญคือต้องให้ผู้คนล่วงรู้ว่าสกุลของพวกเขามีบุตรสาวผู้งดงามนัก!
“ทุกท่านนั่งเถิด” เถาอวิ๋นสวมชุดใหม่นางมีความสุขยิ่งกว่าวันปีใหม่เสียอีก นางกล่าวเชิญชวนว่า “ที่นี่เป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆของพวกเรา ท่านอย่าได้รังเกียจเลยนะเจ้าคะ”
เซี่ยซางจวี๋กะพริบตาแล้วกล่าวว่า“ฝูหรงเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตข้าทั้งยังมอบกระต่ายน้อยน่ารักให้ข้าด้วย~”
ดูสิว่าแม่นางผู้นี้น่ารักเพียงใดไม่เพียงแต่โตมางดงามเท่านั้น ยังใจดีอีกด้วยเพียงกระต่ายน้อยตัวหนึ่งก็ทำให้นางยิ้มแย้มสดใสแล้ว!
ย่าเฒ่ายิ่งมองดูก็ถูกใจนางยิ่งชื่นชมหลานสาวของตนที่ช่างรู้จักเอาชนะใจคนบุคคลเช่นนี้ย่อมเหมาะสมที่จะเป็นสหายสนิทหน้าห้องหอไม่ใช่หรือ?นางให้เย่ฝูหรงดูแลแขกเป็นอย่างดีส่วนตนเองก็ไปจัดเตรียมอาหารเลิศรส
เผยฉางสี่ที่มาด้วยกันนั้นเมื่อเห็นเย่จื้อเหอก็มีสีหน้ามืดครึ้มนางไม่รู้ว่าคนในสกุลเย่มีความสัมพันธ์กับเย่ชิงชิงอย่างไรและไม่รู้ด้วยว่าพวกเขาเคยมีเรื่องขึ้นโรงขึ้นศาลกันมาก่อนนางรู้เพียงแค่ว่าคราวก่อนที่ดื่มเหล้าแล้วเจอเขา นางก็โดนมารดาตำหนิจนหูชา และถูกกักบริเวณด้วย!
“ข้าไม่อยู่ที่นี่แล้ว ข้าจะไปเรือนชิงชิง” เผยฉางสี่ยืนขึ้นแล้วจะเดินจากไป
เซี่ยซางจวี๋แสดงสีหน้าประหลาดใจรั้งนางไว้พลางกล่าวว่า “เจ้าจะไปไหนกันข้าจะแนะนำฝูหรงให้เจ้ารู้จัก นางเย็บปักถักร้อยเก่งนัก!”
กล่าวพลางก็หยิบถุงผ้าเล็กๆที่เย่ฝูหรงมอบให้ ซึ่งปักรูปกระต่ายสีขาวบริสุทธิ์ออกมา
เผยฉางสี่ชำเลืองมองเย่ฝูหรงนางเป็นคนที่เกลียดแล้วพาลเกลียดทุกสิ่งของคนนั้นไปด้วยพี่ชายของแม่นางผู้นั้นไม่ใช่คนดีนางก็รู้สึกว่าน้องก็คงไม่ได้ดีไปกว่าพี่เท่าไรนักทว่าอิ๋งเอ๋อร์กลับเอาแต่กล่าวสรรเสริญเย่ฝูหรง เผยฉางสี่จึงเกิดความลังเล
“แม่นางเผยรังเกียจข้าหรือเจ้าคะ?” เย่ฝูหรงมองนางตาละห้อย
เผยฉางสี่เม้มปากแต่สุดท้ายก็มิได้เดินจากไปอย่างขุ่นเคือง นางกล่าวว่า“ข้าเป็นคนแยกแยะบุญคุณความแค้น มิรังแกผู้ใดที่ไม่เกี่ยวข้องกันข้าเพียงไม่อยากเห็นพี่ชายของเจ้าเท่านั้น”
“พี่ชายของข้าหรือเจ้าคะ?” เย่ฝูหรงงุนงงมองหน้าเถาอวิ๋น ต่างคนต่างไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
พวกนางยังมิได้เอ่ยปากถามเลยหวังเจินเจินผู้รู้สึกว่าตนถูกทอดทิ้งและถูกเหยียดหยามก็เริ่มสร้างเรื่องเป็นคนแรก นางจับประเด็นประโยคนั้นไว้แล้วกล่าวว่า“หมายความว่าอย่างไรกัน? จื้อเหอของข้าทำอันใดท่านหรือ?!”
เผยฉางสี่และเซี่ยซางจวี๋เหลือบมองนางเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้เอ่ยปากอันใดสิ่งที่พวกนางรำคาญที่สุดคือคุณหนูจากบ้านเศรษฐีใหม่เช่นนี้ ไม่ว่าจะงานเลี้ยงใดๆก็ชอบเข้ามาวุ่นวาย ยามพูดคุยก็ชอบอวดอ้างความร่ำรวย
นางตู้กำลังช่วยจัดงานเลี้ยงอยู่เห็นสถานการณ์เช่นนั้นก็รีบแทรกตัวเข้ามาจากนั้นก็ยิ้มแล้วกล่าวว่า“เข้าใจผิดแล้วเจ้าค่ะ แขกผู้มีเกียรติทุกท่านโปรดนั่งเถิดลองชิมฝีมือชาวบ้านของพวกเราดูเจ้าค่ะ”
แขกผู้มาในวันนี้ล้วนเป็นผู้สูงศักดิ์การจะทำให้ใครขุ่นเคืองใจย่อมมิใช่เรื่องฉลาด พวกเขาพยายามเอาอกเอาใจกันแทบไม่ทัน!
พวกนางเชิญคนในหมู่บ้านผู้เชี่ยวชาญการทำอาหารมาหลายคนเกรงว่าแขกผู้สูงศักดิ์เหล่านี้จะไม่คุ้นเคยกับรสชาติจึงกัดฟันยอมควักเงินไปจ้างพ่อครัวใหญ่จากในเมืองมานอกจากพวกเขาและบรรดาสาวใช้กับหมัวมัวแล้วยังมีครอบครัวที่คุ้นเคยกันในหมู่บ้านอีกเพียงไม่กี่ครอบครัวเท่านั้น
แค่นี้ก็แทบจะเต็มทั้งห้าโต๊ะแล้วเผยฉางสี่นั่งลงอย่างไม่เต็มใจ ทั้งยังกระซิบกระซาบกับเผยรุ่นจือว่า“ดูเหมือนว่าคนในบ้านนี้จะมนุษยสัมพันธ์ไม่ค่อยดีเท่าใดนักคราวก่อนชิงชิงจัดงานวันเกิด วันนั้นคึกคักกว่านี้มากนัก!”
“อย่าพูดมาก” เผยรุ่นจือส่ายหน้า แม้เขาจะไม่อยากมาแต่ในเมื่อมานั่งอยู่ที่นี่แล้ว จะพูดสิ่งเหล่านี้ให้ได้อันใดขึ้นมา