สบันงายืนหลบแดดอยู่ข้างต้นลีลาวดีสูงใหญ่สองสามต้นที่ปลูกไว้ด้านข้างห่างจากตัวอาคารเพียงเมตรเศษ ลำต้นสูงตอนนี้เริ่มผลัดใบเล็กน้อยแต่ใบเขียวยังคงหนาทึบ มีดอกขาวนวลห้ากลีบเบ่งบานจนทั่วลำต้น...เงาที่ทอดยาวพาดลงบนพื้นซีเมนต์ในยามบ่ายคล้อย ที่แดดยังคงจัดจ้าระอุ...แดดวันนี้ทอแสงสีแดงเพลิง ร้อนแรงไม่แพ้อารมณ์เดือดพล่านของหญิงสาวคนเมื่อครู่...ที่ตอนนี้กำลังเข้าไปเกาะแขนเข้มขาลอยู่ในมุมลับตาคนด้านข้างทางเดินหน้าห้องน้ำ
เมื่อสบันงามองเห็นคนทั้งคู่ เธอก็รีบเดินเลี่ยงจากจุดเดิมไปยืนแนบตัวอาคารที่เป็กระจกใส ในจุดที่เธอคิดว่าอับสายตาจากคนข้างในสุด
เอาแก้มแนบไปที่กระจกหวังจะได้ยินเสียงการสนทนาของคนทั้งคู่บ้าง
แม้ว่าเสียงที่เล็ดลอดออกมาจะเบา จนเธอแทบหาประเด็นในการสนทนา ของคนคู่นั้นไม่เจอ...แต่เสียงที่อยู่ภายในมันกลับดังจนไม่อาจจะปิดบังเพื่อนร่วมงานของไคริกาที่กำลังแอบมายืนจดๆจ้องๆอยู่ไม่ห่างกันนัก
“ขาลทำอย่างนี้ไม่ถูก...คุณควงมันมาออกนอกหน้า” ไคริกาเอามือสองข้างเข้าทุบตีชายหนุ่มตรงหน้า
“เธอเป็เลขาฯผมนะครับ...ถ้าผมไม่พาเลขาฯมาทำงาน...แล้วคุณจะให้ผมเอาใครมาทำ” เขาตอบเสียงเรียบเฉย
“แต่ริไม่ชอบขี้หน้ามัน...ขาลไม่รู้หรือไง...ว่าลับหลัง...มันน่ะร้ายกาจพอตัว”
“คุณใช้วาจาให้สุภาพกว่านี้นะริ...ให้เกียรติเลขาฯผมหน่อย”
ไคริกาตวัดหางตาคมกริบมองหน้าชายหนุ่มเขม็ง “ทำไมริต้องให้เกียรติมัน”
“ถ้าอย่างนั้นคุณก็ต้องให้เกียรติผมบ้าง”
เข้มขาลดึงมือของหญิงสาวที่รั้งแขนเสื้อของเขาอยู่
“คุณต้องมีสติให้มากกว่านี้นะริ...ผมกับคุณมิ้นท์...เราไม่ได้เป็อะไรกันแล้วคุณก็ไม่มีสิทธิ์จะมาทำเป็เ้าเข้าเ้าของผมแบบนี้”
“หมายความว่ายังไง...ทำไมริจะไม่มีสิทธิ์ในตัวคุณ” เสียงเธอเพิ่มระดับเดซิเบลขึ้นจนน่ากลัว
“ขาลพูดเหมือนจะไม่รับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น”
เข้มขาลหน้าเครียด ยืนนิ่งอยู่กับที่...ตาคู่ที่คมเข้มตอนนี้แฝงความโกรธไว้ภายใน เขากัดฟันกรอด ริมฝีปากเม้มเข้าหากันจนหุบสนิท มันช่างเป็ใบหน้าที่ดุดันยิ่งนัก...จนผู้ที่แอบดูอยู่ด้านนอกต้องรีบถอยกรูดออกจากตรงนั้น แล้วเปลี่ยนใจกลับไปยืนรอเ้านายที่ข้างรถดีกว่า
เข้มขาลยังคงไม่โต้ตอบอะไร...ความนิ่งเฉยของเขามันยิ่งทำให้ไคริกาอึดอัดจนอารมณ์ที่ร้อนรุ่ม อาการเต้นเร่าๆของเธอเปลี่ยนเป็ นางเอกเ้าน้ำตาในทันที
แต่ละหยดน้ำตาที่ร่วงพรูอยู่บนอกเสื้อของชายหนุ่มมันกลับไม่ช่วยให้อารมณ์เดือดภายในของเขาอ่อนลง...เขาบีบต้นแขนเธอ และผละเธอออกจากอกกว้าง
“ผมว่าเราค่อยคุยกันวันหลังนะริ...ผมมีงานค้างอยู่อีกเยอะ”
เขาพูดจบก็เดินหันหลังกลับออกมาจากทางเดินแคบๆ โผล่หน้ามาก็เห็นสองสาวที่ยืนแอบฟังอยู่ด้านข้าง ออกอาการใจนวิ่งไปยังเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์แทบไม่ถูก...แต่เขาใช้แค่หางตาตวัดเป็การส่งสัญญาณก่อนจะเดินก้าวเท้ายาวๆมายังรถของตัวเอง
ตลอดระยะทางที่ขับรถกลับบริษัท...ไม่มีแม้แต่เสียงเพลงเหมือนขามา...ไม่มีแม้คำพูดใดออกจากปากชายหนุ่มบรรยากาศภายในรถมันช่างอึดอัดยิ่งนัก
สบันงาจึงได้แต่ทำหน้านิ่งและภาวนาให้ถึงบริษัทโดยเร็ว...
แต่เมื่อกลับเข้ามายังบริษัทั้แ่ชายหนุ่มย่างกรายผ่านโต๊ะทำงานแต่ละโต๊ะ แววตาคมกริบยังปราดมองพนักงานแต่ละคนเหมือนจะฆ่าให้ตาย...
ความเคร่งเครียดจากเข้มขาล ยังส่งผลไปถึงบรรยากาศภายในที่ทำงานทำให้ตอนนี้แต่ละคนนั่งอยู่โต๊ะทำงานของตัวเอง ไม่กระดิกกระเดี้ยวไปไหน ยกเว้นก็แต่...พรฤดี
ความอยากรู้อยากเห็น มันมีอำนาจมากกว่าการเกรงกลัวใดๆ...ดังนั้นเสียงเจื้อยแจ้วของเพื่อนร่วมงานรุ่นพี่จึงดังทันทีเมื่อหลังของเข้มขาลผ่านเข้าไปยังประตูห้องทำงานส่วนตัว
“มีอะไรคะน้องมิ้นท์...เกิดอะไรคะ...ทำไมคุณเข้มขาลถึงได้...”
สบันงาวางแฟ้มเอกสารทั้งกองลงบนโต๊ะ...นั่งลงบนเก้าอี้แล้วเอนหลังก่อนจะส่ายหัวเป็การตอบว่าเธอเองก็ไม่รู้เื่
พรฤดียังคงยืนกอดอกคอยท่า...ทำสายตาเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แล้วก็หันกลับไปโดยง่าย ผิดวิสัยคนชอบสอดรู้สอดเห็น
แต่ในตอนนี้ สบันงาไม่ได้นึกสนใจท่าทางใดๆของพรฤดี...เธอไม่รู้หรอกว่าอีกสักพักเื่ของเธอกับเข้มขาล จะถูกใส่สีตีไข่กระจายข่าวจนหามูลความจริงไม่ได้แม้แต่น้อย...เป็เพราะการนิ่งเฉยของเธอนั่นแหละที่ทำให้พรฤดีไปขยายความเื่ราวเป็ฉากๆ
เธอกลับไปคิดแต่เื่ของผู้ชายชื่อเข้มขาล...คนที่พรฤดีคาบข่าวมาบอกว่าเขาเป็ผู้ชายเพอร์เฟคที่ยังไม่มีสาวใดตีตราจองแต่ทำไมวันนี้ถึงมีไคริกาออกมาเต้นแร้งเต้นกา ตีตรวนว่าเป็เ้าของเขาซะงั้น...นึกแล้วมันก็ขัดกับเื่ราวของผู้กระจายข่าวสิ้นดี...
อีกเื่ที่ไม่สำคัญสำหรับเธอ...แต่ดันไปสำคัญกับกิรดา...ก็คือการอ้อนวอนแกมบังคับให้เธอช่วยเป็แม่สื่อจีบเข้มขาลนี่สิ...ปัญหาใหญ่
ขนาดเธอยังไม่ได้ยื่นมือเข้าไปช่วยจีบเข้มขาลให้กิรดายังเกือบโดนวางมวยจากไคริกา...ถ้าหากเธอเป็สะพานให้คนทั้งคู่ จะไม่ทำให้เธอเจ็บตัวฟรีงั้นเหรอ
สบันงาแอบกัดนิ้วตัวเองเมื่อความวุ่นวายเื่ของคนอื่น เข้ามาเวียนวนจนไม่เป็อันทำงาน...นั่งหน้านิ่วเอามือทั้งสองข้างเท้าคาง อย่างคนเซ็งโลก...
โดยไม่ทันสังเกต ถึงสายตาจำนวนหลายคู่ที่กำลังจับจ้องมาที่ตัวเธอพร้อมกับเสียงซุบซิบนินทาเป็ระยะ...แต่เธอก็ไม่คิดจะใส่ใจมันแม้แต่น้อย
เธอเอานิ้วสองนิ้วคลึงไปยังหัวคิ้วหวังจะคลายสมอง...
แล้วความคิดบางอย่างก็โลดแล่นออกมา...ถ้าไม่อยากเป็หนังหน้าไฟให้ใครถ้าอย่างนั้นก็ให้สองสาวนักประชาสัมพันธ์...ได้ต่อกรกันเอง จะไม่ดีกว่าเหรอ...ไหนๆก็ทำงานมาทางสายเดียวกันถ้าคิดจะชอบผู้ชายคนเดียวกัน...ก็จะได้ประลองฝีมือว่าใครจะประชาสัมพันธ์ได้เก่งกว่ากัน
สบันงานึกสนุกกับแผนการในใจตัวเอง...หลับตาแล้วยิ้มกริ่มอยู่อย่างนั้นจนไม่ได้ยินเสียงเรียกของคนที่ยืนอยู่ข้างๆโต๊ะทำงาน
“พี่มิ้นท์...พี่มิ้นท์คะ...ได้ยินน้องแก้มพูดไหมคะ”
ภวังค์ของสบันงาหลุดลอยกลางคัน เมื่อเ้าของเสียงก็คือคนที่อยู่ภายในแผนการในใจ...แหม...มาเร็วกว่าที่คิด...ตัวละครที่หนึ่งของเธอ...
“ว่าไงคะน้องแก้ม...มีอะไรจะปรึกษาพี่รึเปล่าคะ” ผู้พูดแสร้งถามทั้งๆที่รู้อยู่ว่ากิรดาอยากจะคุยกับเธอเื่อะไร
“แหม...พี่มิ้นท์...ก็รู้อยู่แล้วว่าแก้มอยากรู้อะไร...” กิรดาทำเสียงเล็กเสียงน้อยพร้อมกับยืนบิดไปมา...จนสบันงาเองแอบรู้สึกหมั่นไส้ตงิดๆ
สบันงาไม่มีทางรู้เลยว่า...แผนการที่แอบนึกไว้มันจะกลายเป็ปมที่ผูกมัดตัวเอง ให้ต้องไปตกหลุมรักผู้ชายคนนั้นเข้าอย่างจัง...
“เื่ของน้องแก้ม...สบายใจได้เลย...พี่จะช่วยคุยให้” เธออมยิ้มที่มุมปากอย่างผู้หวังดี
“แล้วของที่เราคุยกันไว้เมื่อเช้า...น้องแก้มเตรียมมาให้พี่รึยังคะ”
สบันงาหยิบของสิ่งหนึ่งที่พูดถึงขึ้นมาเปิดดู...ภายในกล่องมีสิ่งหนึ่งที่เป็แผนการจีบหนุ่มของผู้หญิงหัวเสอย่างเธอ...นึกกระหยิ่มยิ้มย่องแล้วทำปากขมุบขมิบ
“ แน่ใจแล้วนะคะ...ว่าจะให้พี่ช่วย” เธอถามย้ำกิรดาอีกครั้ง
กิรดาพยักหน้ารับก่อนจะหมุนตัวกลับ แล้วกล่าวขอบคุณเธอผู้เป็เ้าของแผนการ
แผนการจีบหนุ่ม...ของหญิงสาวที่ยังไม่เคยมีแฟนเป็ตัวเป็ตน...ที่สำคัญสิ่งที่เธอจะทำมันจะออกหัวออกก้อยก็ยังไม่รู้...แต่ที่แน่ๆ เธอไม่ได้จีบเข้มขาลให้ตัวเอง
.................................................