หงสาสีนิล (จบ)

    เล่มที่ 6 บทที่ 167 ข้ามีพี่ชายสามคน

            ฉาวจิ่วในอดีตรูปงามยิ่ง

            แม้ทุกวันนี้จะหน้าตาราวกับปีศาจ เขาก็ยังไม่สนใจคนหน้าตาดีอยู่ดี

            ด้วยเพราะคนเหล่านั้นล้วนไม่อาจสู้เขาได้

            ทว่าเจ้าเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่หน้าประตูช่างรูปงามจริงๆ งดงามยิ่งกว่าเขาในตอนนั้นด้วยซ้ำ

            รอยยิ้มอบอุ่นยิ่งทำให้เจ้าเด็กนี่หน้าตางดงามราวกับถูกปีศาจเลี้ยงมา

            ทั้งมีมารยาท ทั้งอบอุ่น

            ทำให้คนที่พบเห็นรู้สึกสนิทสนมได้ไม่ยาก

            “นี่ใช่เรือนลำดับอู้หลังที่ห้าหรือไม่” อีกฝั่งถามด้วยน้ำเสียงเสนาะหู

            น้ำเสียงไพเราะราวกับเด็กคนหนึ่ง

            อีกฝั่งน่าจะยังเยาว์นัก เสียงจึงยังไม่เปลี่ยน

            ฉาวจิ่วอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าเบาๆ

            จากนั้นก็เห็นอีกฝ่ายยกห่อสัมภาระไปวางบนเตียง แล้วเดินวนรอบหนึ่งด้วยความสงสัย

            หอพักแห่งนี้เรียบง่ายนัก โดยเฉพาะหอพักของบัณฑิตชั้นเรียนเตรียมความพร้อมที่เพิ่งจะเปิดหอใหม่หลายหอขึ้นมาไม่นานนี้ เดิมทีบัณฑิตดีเด่นจะได้พักในเรือนสำหรับสองคน ส่วนบัณฑิตที่มีสถานะพิเศษจะได้พักในเรือนสำหรับคนเดียว ส่วนบัณฑิตชั้นเรียนเตรียมความพร้อมสามารถพักได้เพียงเรือนสำหรับสี่คนเท่านั้น อีกทั้งเรือนของพวกเขายังไม่ใหญ่นัก

            ด้านในนอกจากเตียง ก็มีโต๊ะหนังสือ และกล่องใต้เตียงที่สามารถใส่ของได้

            “ท่านมาเร็วจริงๆ เตียงก็ปูแล้ว กระทั่งเครื่องแบบของสำนักเชินก็ยังเปลี่ยนเรียบร้อยแล้ว”

            เฉินโย่วมองซ้ายมองขวา ที่นี่ช่างซอมซ่อเสียจนไม่มีอะไรให้ดู จึงได้หันมาทางบัณฑิตที่กำลังปูเตียงอยู่ แล้วกล่าวขึ้นด้วยความสงสัย

            “เดิมทีข้าก็เป็นบัณฑิตของที่นี่อยู่แล้ว เพียงแค่ถูกย้ายไปชั้นเรียนเตรียมความพร้อมอย่างกะทันหันเท่านั้น” ฉาวจิ่วอธิบาย

            “ที่แท้ก็เป็นศิษย์พี่ ข้ามีนามว่าลู่เฉินโย่ว ศิษย์พี่จะเรียกข้าว่าเสี่ยวโย่วหรืออาโย่วก็ได้”

            ฉาวจิ่วที่กำลังตั้งใจทำงานของตน นอกจากคราแรกที่หันไปมองเด็กหนุ่มก็ไม่ได้หันไปมองอีก

            ทว่าเมื่อได้ยินนามที่เด็กคนนั้นเพิ่งจะบอกเขามา ร่างกายของเขาก็ชะงักงันทันที 

            เฉินโย่วหรือ…

            ราวกับเขาพลันนึกถึงความทรงจำที่ผ่านมานานแสนนานได้

            ความทรงจำที่ถูกปิดตายเอาไว้

            เขาลงมือจัดข้าวของต่อ

            เพียงแต่มือที่ถือผ้านวมเอาไว้ยังคงสั่นเครือ

            เขามีความรู้สึกหนึ่งที่ไม่อาจไปสัมผัสหรือกล่าวถึงมันได้ ราวกับว่าในหัวใจมีภูเขาไฟลูกหนึ่งซ่อนอยู่ ภูเขาไฟลูกที่ปะทุเปลวไฟและของเหลวร้อนออกมาไม่หยุด

            เฉินโย่วเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายค่อนข้างจะนิ่งเงียบ ดูเหมือนไม่อยากกล่าวอะไร ทั้งยังไม่ได้แย่งนางพูด

            เหล่าพี่ชายเอาแต่บ่นนางทุกวี่ทุกวัน นางฟังไปก็รู้สึกทรมานเหลือทน ดังนั้นจึงได้รีบขอไปหาหอพักของตนเอง

            ไม่ง่ายนักกว่านางจะเด็ดเดี่ยวขึ้นมาได้ เช่นนั้นในใจจึงรู้สึกตื่นเต้นเหลือเกิน

            นางเลือกเตียงหลังที่ติดหน้าต่าง เตียงนี้สะอาดแถมยังมีแดดส่อง

            เตียงทั้งสี่ตัวเรียงติดกัน ระหว่างเตียงมีที่ว่างพอให้คนเดินได้หนึ่งคน

            แม้เฉินโย่วจะถูกเลี้ยงมาอย่างตามใจ ทว่าเรื่องพื้นฐานทั่วไปนางล้วนทำเป็น

            ระหว่างที่นางกำลังจะลงมือปูเตียง ก็มีเพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งเดินเข้ามา

            “ฉาวจิ่ว เจ้าก็อยู่หอนี้หรือ ช่างซวยจริงๆ” เสียงแหลมดังขึ้นมา

            เมื่อเฉินโย่วเงยหน้าก็เห็นเด็กหนุ่มในอาภรณ์หรูหรากำลังเดินเข้ามา

            ช่างสะเทือนฟ้าสะเทือนดินเสียจริง 

            เฉินโย่วชอบสิ่งของที่มีประกายตั้งแต่ยังเล็ก บุรุษตรงหน้าทั้งร่างไม่ว่าจะเป็นอาภรณ์ล้วนลายพร้อยไปด้วยดอกไม้ บนศีรษะยังสวมเครื่องประดับอีกมากมาย 

            บนข้อมือยังสวมกำไลอีกหลายอัน

            ราวกับว่ากำลังเขียนคำว่า ‘ข้ารวย’ ไว้บนร่าง

            เฉินโย่วได้แต่ยืนมองด้วยความทึ่ง ในใจคิดว่าคนเราก็แต่งกายเช่นนี้ได้หรือ

            ฉาวจิ่วเงยหน้าขึ้น เมื่อมองเห็นคนที่กำลังเดินมาก็ขมวดคิ้วน้อยๆ เขารู้จักเด็กหนุ่มตรงหน้านี้ เจ้าเด็กหลูเชิงเซียงคือน้องชายอดีตเพื่อนร่วมห้องของเขาอย่างหลูเชิงห้าว

            เขาเคยช่วยหลูเชิงห้าวส่งจดหมายอยู่หลายครั้ง จึงได้รู้จักคนคนนี้

            ความจริงแล้วหลูเชิงห้าวไม่ได้มีความจำเป็นใดที่ต้องให้เขาช่วยส่งจดหมาย ทว่าเพียงอยากจะทำให้เขาอับอายเท่านั้น ฉาวจิ่วไม่ได้สนใจอะไร ให้เงินมาเขาก็ทำงานก็เท่านั้น ไม่ว่าจะทำงานให้ใครก็เหมือนกัน ถึงอย่างไรสถานะของเขาในตอนนี้ก็เป็นเพียงบุตรของบ่าวรับใช้คนหนึ่ง ต่อให้เป็นบ่าวที่ได้รับการปล่อยตัวแล้ว แต่ในสายตาคนเหล่านี้เขาก็ยังเป็นเพียงบ่าวรับใช้คนหนึ่งเท่านั้น

            หลูเชิงเซียงตะโกนว่าซวยขึ้นมาคราหนึ่ง แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังเดินเข้ามาในเรือนอยู่ดี ด้วยเพราะกฎของสำนักเชินเข้มงวดมาก จึงไม่อาจย้ายหอพักอย่างง่ายดาย

            เมื่อเขาเดินเข้ามาก็พบว่าในหอพักยังมีคนอื่นอยู่อีกคน

            เด็กหนุ่มคนนั้นกำลังก้มลงจัดเตียง

            หลูเชิงเซียงมองเห็นแผ่นหลังอยู่ไวๆ ยามที่เดินเข้ามาเจ้าเด็กนั่นก็กำลังหันหน้ามามองเขาพอดี

            หลูเชิงเซียงเพียงแรกเห็นก็พลันชะงักค้างทันที

            “ให้ตายเถิด ยังมีคนหน้าตาดีกว่าพี่ชายข้าอีกหรือ”

            พี่ชายของเขา หลูเชิงห้าวคือดาวเด่นของสำนักเชิน รายชื่ออยู่ในยี่สิบอันดับแรก รูปลักษณ์นับว่าเป็นอันดับหนึ่ง ทุกครายามที่เขาติดตามพี่ชายออกจากเรือน พี่ชายก็จะได้ดอกไม้เป็นเข่งๆ เสียแทบทุกครา ทำให้เขานึกอิจฉาตาร้อนอยู่บ่อยๆ

            น่าเสียดายนักที่ความรู้ของเขาไม่มากพอ จึงสอบเข้าสำนักเชินไม่ได้ ทว่าครานี้ในที่สุดก็มีโอกาส สำนักเชินเปิดชั้นเรียนเตรียมความพร้อมขึ้นมา ครอบครัวของเขาเพื่อจะให้เขาได้เข้าเรียนที่นี่ก็ลงเงินกันไปไม่น้อย

            ต่อไปเขาก็จะสามารถใช้สถานะของบัณฑิตแคว้นเชินออกไปด้านนอกได้แล้ว เช่นนี้เขารู้สึกว่าตัวเองก็ไม่ได้แย่กว่าพี่ชายเท่าใด ต่อไปยามไปหอเฟิงเยว่เขาก็จะต้องได้หน้าได้ตายิ่งกว่าเดิมเป็นแน่ เหล่าแม่นางที่นั่นชอบนักเรียนจากสำนักเชินเป็นที่สุด ยามเห็นบัณฑิตแคว้นเชินกันทีไรก็เอาแต่ทำดวงตาเป็นประกาย

            เฉินโย่วรู้สึกว่าคำพูดคำจาของเด็กหนุ่มคนนี้ช่างหยาบคาย ทว่านางก็ไม่ได้ตื่นตกใจอะไร ยามที่ยังอยู่บนภูเขากระดูก คำหยาบกว่านี้นับร้อยนับพันเท่านางก็เคยได้ยินอยู่บ่อยๆ ที่แท้คนในเมืองหลวงก็กล่าววาจาหยาบคายเช่นนี้ นางยังคิดว่าคนเมืองหลวงนั้นจะต้องสุภาพเรียบร้อย เจรจากันด้วยมารยาทเสียอีก

            “เจ้าคือใคร เจ้าเอาเตียงของเจ้ามาให้ข้า ข้าอยากได้เตียงติดหน้าต่าง” 

            หลูเชิงเซียงเห็นว่าอีกฝ่ายกิริยาดูแตกต่างจากคนอื่นๆ ทว่าก็ไม่ได้รู้สึกน่าจดจำอะไร เด็กหนุ่มตรงหน้าย่อมจะต้องเป็นคนต่างถิ่นอย่างแน่นอน

            ท่านปู่ของเขา หลูจื่อจ้าวเป็นขุนนางการคลัง ดูแลเงินทองของทั้งแผ่นดิน เป็นขุนนางคนสำคัญในราชสำนัก ตระกูลของเขาเป็นขุนนางกันมาสามรุ่นแล้ว เช่นนี้เขาจึงไม่จำเป็นต้องสนใจคนอื่น

            เพียงแค่เอ่ยปากก็หาเรื่องบงการคนอื่นทันที

            เฉินโย่วพลันขมวดคิ้วแล้วถามขึ้น “เหตุใดต้องยกให้”

            หลูเชิงเซียงกล่าวขึ้นอย่างลำพอง “เพราะพี่ชายของข้าคือหลูเชิงห้าว”

            เฉินโย่วยังคงขมวดคิ้ว “เจ้ามีพี่ชายกี่คนกัน”

            “คนเดียวน่ะสิ” หลูเชิงเซียงนึกประหลาดใจขึ้นมา

            “ข้ามีพี่ชายสามคน” เฉินโย่วกล่าวไปก็ยกนิ้วขึ้นมาสามนิ้วโบกไปมา

            “มีพี่ชายหลายคนแล้วอย่างไร พี่ชายข้าเป็นถึงบัณฑิตอันดับหนึ่งในชั้นเรียนของสำนัก เข้าใจหรือไม่” หลูเชิงเซียงแม้จะไม่ค่อยชอบพี่ชายของตน แต่ก็ไม่อาจหยุดตัวเองให้โอ้อวดเกี่ยวกับพี่ชายได้

            “ข้ามีพี่ชายสามคน ยิ่งกว่านั้นพี่ชายของข้าต่อไปก็จะเป็นอันดับหนึ่งในชั้นเรียนเตรียมความพร้อม เข้าใจหรือไม่” เฉินโย่วกล่าวแล้วก็กลอกตา

            เมื่อก่อนหลัวอู๋เลี่ยงก็ชอบทำท่าทางเช่นนี้นัก

            เด็กหญิงเมื่ออยู่กับน้าหลัวของนางนานเข้า ก็เลียนแบบทุกท่าทางของนางมา

            ยามกลอกตาก็เห็นเพียงตาขาวเช่นนี้ ทำให้นางยิ่งดูงดงามนัก

            หากเป็นท่าทางของเด็กสาวก็คงจะดูออดอ้อนน่ารัก

            ทว่าบัดนี้เฉินโย่วอยู่ในรูปลักษณ์ของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ท่าทางจึงดูเหมือนกับว่ากำลังดูถูกอีกฝ่ายอยู่

            หลูเชิงเซียงเมื่อถูกมองเช่นนี้ใจก็พลันเต้นรัว ใบหน้าค่อยๆ เปลี่ยนเป็นย่ำแย่

            อีกทั้งเมื่อมองอีกฝ่ายก็เห็นเพียงลำคอระหง ขาเรียวยาว เรือนร่างบอบบาง ใบหน้าก็ขาวเนียน

            หลูเชิงเซียงถูกครอบครัวถือหางจนกลายเป็นจอมอันธพาล มาอยู่สำนักเชินครั้งแรกก็ไม่ได้พาบ่าวรับใช้มาด้วย สู้กับพี่ชายก็สู้ไม่ชนะ โวยวายไปก็แพ้ จากความกลัดกลุ้มก็กลายเป็นโทสะ

            จึงได้ยื่นมือไปกระชากห่อสัมภาระของเฉินโย่ว ด้วยหวังจะเตะมันไปด้านนอก

            เด็กหนุ่มยกห่อสัมภาระขึ้นมาด้วยความอัดอั้น จากนั้นก็เห็นว่าบนห่อผ้ายังมีเชือกลายๆ อยู่เส้นหนึ่ง ดูไปแล้วก็ยังรู้สึกว่ามันสวยดี

            สุดท้ายจึงได้หยิบเชือกเส้นนั้นขึ้นมา ทว่าเจ้าเชือกเส้นนี้กลับกระดุกกระดิกไปมา จึงได้พบว่านี่มันเชือกมีลายที่ไหนกัน มันคืองูตัวลายตัวหนึ่งต่างหาก

            เจ้างูตัวนั้นค่อยๆ โผล่หัวออกมาจากห่อผ้า 

            หลูเชิงเซียงเห็นเช่นนั้นก็ร้องลั่น “อ๊าก!”

            เจ้างูน้อยสะบัดหางไปมา

            ตอนแรกที่ทั้งสองคนสนทนากันก็ดูเหมือนเด็กสองคนกำลังต่อปากต่อคำกัน ฉาวจิ่วจึงไม่ได้สนใจ ทว่ากลับไม่ได้คาดคิดว่าครู่ต่อมาเจ้าเด็กหลูเชิงเซียงจะร้องลั่นออกมาราวกับหมูถูกเชือดตัวหนึ่งเช่นนี้

            เมื่อมองอีกทีก็เห็นเจ้าเด็กนั่นกระโดดโหยงเหยงมาทางตน  พร้อมกับร้องลั่น “มีงู มีงูตัวยาวอยู่ในห้อง”

            เฉินโย่วจับงูกลับมาแล้ววางลงบนเตียงของตน จากนั้นจึงกลอกตาใส่เด็กหนุ่มอีกคราหนึ่ง “กลัวอะไรกัน ที่บ้านข้ายังมีแม่นางงูขาวอีกตัว ตัวนางใหญ่กว่าเจ้าตัวนี้อีกสิบเท่าเชียว คราวหน้าข้าจะพาเจ้าไปดู”

            หลูเชิงเซียงแค่เห็นเจ้างูตัวนี้ก็แทบจะร่ำไห้อยู่รอมร่อ เขาเป็นคุณชายเมืองหลวงคนหนึ่งจะเคยสัมผัสเรื่องอย่างนี้ได้อย่างไร เมื่อได้ยินว่ามีงูตัวใหญ่กว่านี้อีกสิบเท่าก็ร้องไห้จ้า วิ่งออกไปนอกเรือนพร้อมน้ำตานองหน้าทันที

            เฉินโย่ว “…”

    คล้ายกับเรื่องหงสาสีนิล (จบ) ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    นิยาย รัก
    399K 392
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    นิยาย รัก
    989K 1570
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    955K 747
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    นิยาย รัก
    570K 4473