“นายไปทำอะไรอยู่ในโรงแรมม่านรูดยะ”
เสียงแหวของปรีดิ์รติลอดโทรศัพท์อออกมาชัดเจนทันที่คืนฉายกดรับ...ทำให้เขางงเป็นไก่ตาแตกสติที่กระเจิดกระเจิงไปด้วยอารมณ์พิศวาสกลับเข้ามาสู่ตัว หันไปสบตาพริมาทำให้เขารู้สึกละอายใจไม่น้อยถึงแม้ว่าจะยังไม่ได้ล่วงเกินสิ่งใดมากไปกว่าแค่จูบและกอดก็ตาม
ดูเหมือนว่าความคิดของอีกฝ่ายจะตรงข้ามกัน สีหน้าของหล่อนจึงหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัดเมื่อถูกขัดจังหวะ แต่ก็ไม่ได้แสดงกิริยาใดที่ค่อนไปทางอารมณ์เสีย กลับทำเป็นทองไม่รู้ร้อนตรงเข้ามาสอดแขนไว้รอบลำตัวเขาอย่างเดิม ทั้งที่เขายังไม่ได้วางสายปรีดิ์รติ
เขาพยายามแกะมือของหล่อนออกขณะที่กรอกเสียงคุยกับอีกฝ่าย “คุณหนูทราบได้ยังไงครับว่าตอนนี้ผมอยู่ที่ไหน...แล้วคุณหนูล่ะครับ อยู่ที่นี่ด้วยกันหรือเปล่า”
เสียงเกรี้ยวกราดของคุณหนูดังลั่น“นี่นายคิดว่าลูกคุณหนูอย่างฉันจะใฝ่ต่ำเข้าม่านรูดแบบนายอย่างนั้นหรือไงยะฉันไม่มีวันเหยียบเข้าไปทำอนาจารแบบนายหรอก...ทุเรศสิ้นดี เดี๋ยวคอยดูเถอะถ้าป๋าเป็ดกลับมาถึงบ้านเมื่อไหร่ ฉันจะฟ้องว่านายอู้งานไม่ยอมทำตัวเป็นบอดีการ์ดที่ดี แอบหนีฉันแล้วพาผู้หญิงเข้าโรงแรมม่านรูดตอนกลางวันแสกๆ”
“สรุปว่าคุณหนูไม่ได้อยู่ที่ม่านรูดนี่จริงๆใช่ไหมครับ”
คืนฉายย้ำคำเสียหนักแน่นขณะขมวดคิ้วมุ่น ตาเพ่งมองไปยังพริมา ซึ่งพยายามซุกใบหน้าคลอเคลียอยู่แถวต้นคอเขาจนขนยังลุกซู่ไม่ขาด
“นายนี่มันหูหนวกหรือไงยะ...ฟังให้ชัดๆช้าๆนะ ฉัน-ไม่ได้-อยู่-ที่นั่น”ปรีดิ์รติเน้นคำชัดเจนเสียงแจ๋ว ก่อนจะลงท้ายว่า “นายรีบกลับออกมาเลยฉันให้เวลาสิบนาทีออกมาจากที่นั่น”
แม้นจะมึนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น...แต่ด้วยสัญชาตญาณบางอย่าง ทำให้คืนฉายผละตัวออกห่างจากพริมาพร้อมกล่าวคำขอโทษขอโพยสั้นๆ รีบปลดล็อกหน้าประตูแล้วเดินดุ่ยๆกลับออกไปขึ้นรถทันที ไม่สนใจว่าพริมาจะยืนหน้ามุ่ยขบเม้มริมฝีปากแน่น เพราะเหตุใด?
ได้ยินแต่เสียงของหล่อนดังไล่หลังว่า“นายนี่มันโง่หรือบ้ากันแน่นะ ถ้าอยากกลับก็เชิญกลับไปได้เลยไอ้ห่วยแตกเอ๊ย!”
.........................................